Japan การเดินทาง จุดชมวิว จุดถ่ายภาพแลนมาร์ค บทความจาก Blogger รีวิวเที่ยวฟุคุชิมะ สถานที่เที่ยว แผนเที่ยว โรงแรมและเรียวกัง Trips

Fukushima Vibes Part.3 ฝ่าพายุทะลุหิมะที่ Yanaizu แช่น้ำแร่ชั้นดีที่ Tsuchiyu Onsen

Rating Chart

0 average based on 0 ratings

  • Excellent
    0
  • Very Good
    0
  • Average
    0
  • Poor
    0
  • Terrible
    0
เหรียญมีสองด้านฉันใด ฟุคุชิมะก็มีสองด้านเช่นกัน…

หลังจากที่พาไปเจอกับทริปปัง ๆ กันมาแล้ว คราวนี้เราจะพาไปสัมผัสกับทริปพัง ๆ กันดูบ้าง…

พัง ในที่นี้ของเราก็คือ สภาพอากาศที่โหดร้าย, ความวิตกกังวล รวมไปถึงความทุลักทุเล ยิ่งเราเป็นคนประเภทหยิบโหย่งด้วยแล้ว การเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ ทำให้ต้องบวกความรุนแรงไปอีก 2 เท่า

 

แต่เห็นจั่วหัวมาน่ากลัวขนาดนี้ อยากจะบอกว่า ทริปในพาร์ทนี้ มันส์ที่สุดเลยนะ…

 

 

ในตอนนี้เรายังอยู่ที่หมู่บ้าน Ouchi-Juku

โดยในพาร์ทที่แล้ว เราบอกไว้ว่า ที่เราตัดสินใจมานอนที่หมู่บ้าน Ouchi-Juku ก็เพราะว่า เราอยากที่จะมาถ่ายรูปในตอนเช้า ช่วงที่ยังไม่มีคน ซึ่งเราก็วาดฝันไว้อย่างสวยหรู…

และนี่คือสภาพอากาศของเช้านี้…

หิมะตกหนักมาก… มากจนเราตกใจ แถมพ่วงด้วยลมที่พัดแรงจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ ยกกล้องมาถ่ายก็ลำบาก เพราะหิมะจะปลิวติดหน้าเลนส์ แล้วละลายเป็นน้ำ ต้องคอยเช็ดหน้าเลนส์อยู่ตลอดเวลา ถ่ายอะไรมาก็กลายเป็นภาพเบลอไปซะหมด…

 

แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ลองดั้นด้นไปที่จุดชมวิวท้ายหมู่บ้านดูบ้างดีกว่า…

และนี่คือภาพที่ได้…

มองอะไรแทบไม่เห็นเลยค่ะ คุณกิตติขา…

 

พระเจ้าแกล้งหนู…

 

มิสชั่นเฟลไปแล้ว ก็เดินคอตกกลับที่พักไปตามระเบียบ

 

นอกจากจะเจอกับความหนาวที่มาพร้อมกับลมแล้ว ยังต้องเจอกับเปียกของหิมะอีกต่างหาก…

 

แอบเห็นนักท่องเที่ยวอยู่บ้างประปราย ทำไมมาเที่ยวเช้าจัง นี่เวลายังไม่ถึงแปดโมงเลยนะ… #กรุณามองให้เป็นภาพแอ็บสแตรค

 

กลับมาถึงที่พัก ในสภาพที่เหมือนผ่านสงครามโลกครั้งที่ 1 มา ทั้ง ๆ ที่เดินออกไปแป๊บเดียวเอง

หลังจากนั้นก็รีบจัดกระเป๋า เช็คเอาท์ออกจากที่พัก แล้วรีบวิ่งฝ่าหิมะมาที่รถทันที

และนี่คือสภาพรถของเรา…

 

หลังจากที่เคลียร์หิมะบนตัวรถเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาที่จะไปยังจุดมุ่งหมายต่อไป…

ยอมรับว่า ก่อนมา เราค่อนข้างกังวลกับการขับรถช่วงหิมะมาก ๆ จนกระทั่งตอนนี้ เจอทั้งพายุ เจอทั้งหิมะ ครบ..!!!

อวยพรให้พวกเราด้วย…

 

ที่ต่อไปที่เราจะไปก็คือ การไปถ่ายรถไฟที่

 

Tadami River First Bridge Daiichi Kyouryou

 

สำหรับการขับรถจาก Ouchi-Juku ไปเมือง Mishima เพื่อที่จะไปถ่ายรูปรถไฟที่สะพาน Daiichi Kyouryou เราเลือกที่จะไปทางถนนหลักเส้นใหญ่ แล้วเข้าทาง Aizubange เพราะว่าเส้นนี้ ไม่เสียค่าทางด่วน แต่อาจจะต้องใช้เวลาในการขับมากกว่าเดิมเพียงเล็กน้อย

 

การขับรถในขณะที่หิมะตก ถือว่าค่อนข้างอันตราย ก่อนมาเราหาข้อมูลทำการบ้านมาพอสมควร

สิ่งที่ต้องมีอันดับแรกคือ อุปกรณ์สำหรับจัดการปัดหิมะที่อยู่บนตัวรถให้หมด โดยเฉพาะหลังคา เพราะว่าถ้าเหลือหิมะบนหลังคาไว้ เวลาเราเบรค หิมะอาจจะตกลงมาบังหน้ารถได้ หรืออาจจะปลิวไปตกที่หน้ารถคันหลังจนเกิดอุบัติเหตุได้อีกเช่นกัน…

 

ถ้าถามว่า ถนนลื่นมั๊ย..? คนขับนางบอกว่า เวลาเบรคมันจะไถลนิด ๆ เลยต้องขับช้า ๆ ด้วยความระมัดระวัง และให้เว้นระยะความห่างจากรถข้างหน้าให้มากกว่าเดิม

พอเข้าสู่ถนนใหญ่ ก็ขับง่ายขึ้น ทำความเร็วได้ในระดับหนึ่ง สมาชิกในรถ รวมถึงคนขับ ก็หายใจหายคอได้สะดวกขึ้น ก่อนหน้านั้น นั่งเกร็งกันจนตะคริวแทบจะกินไปครึ่งซีก

 

แต่… ยังค่ะ… มันยังไม่หมด…

ด้วยสภาพแวดล้อมจะเต็มไปด้วยหิมะที่ขาวโพลนนี่เอง ทำให้เรามองทางไม่เห็น (หรือที่เค้าเรียกกันว่า White out) วิธีก็คือ ให้สังเกตที่เสาแดง ๆ ริมถนน เค้าจะปักไว้เพื่อเป็นสัญลักษณ์บอกเส้นทาง จะได้ไม่ขับรถตกถนน…

และอีกอย่างที่คนขับต้องเตรียมไว้ก็คือ แว่นกันแดด อันนี้สำคัญมาก… เพราะว่าความขาวจากแสงสว่างเจิดจ้ายิ่งกว่าผงซักฟอกโอโม่ เราเป็นแค่คนนั่ง ยังปวดตาจนต้องก้มหน้ามองพื้นเพื่อปรับสภาพสายตาอยู่หลายรอบเลย…

 

มาถึงตรงนี้ เราหลอนมาก เพราะมองไปรอบข้างก็แทบจะไม่เห็นสิ่งมีชีวิตใด ๆ… แล้วความเงียบงันก็ปกคลุมไปทั้งรถ เรียกว่าเครียดทั้งคนขับ เครียดทั้งคนนั่ง… ลุ้นมาก…

 

แต่พวกเราก็ผ่านมันมาได้… เย้… #ปรบมือซิคะรออะไร

ก่อนที่จะไปถ่ายรูปรถไฟ เรามาทำความรู้จักรถไฟสายนี้กันซักนิด

รถไฟสายทาดามิ (Tadami Line) เป็นรถไฟของ East Japan Railway Company (JR East) เชื่อมต่อกันระหว่างสถานี Aizu-Wakamatsu จังหวัดฟุคุชิมะ และสถานี Koide จังหวัดนีงะตะ เส้นทางรถไฟสายนี้ มีชื่อเสียงมากเรื่องวิวที่งดงาม โดยเฉพาะในช่วงหิมะ และใบไม้เปลี่ยนสี เรียกได้ว่าถ้ามีการจัดอันดับความสวยงามของทิวทัศน์ รถไฟสายนี้มักจะอยู่ในอันดับต้นๆ เสมอ

วิธีเดินทางโดยรถไฟ

จากโตเกียว นั่งรถไฟสาย Tohoku Shinkansen (ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที) มาลงที่สถานี Koriyama แล้วเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟสาย JR Ban-etsu-West Line มาลงที่สถานี  Aizu Wakamatsu (ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที) หลังจากนั้น ต่อรถไฟสาย JR Tadami Line มาลงที่สถานี Aizu Miyashita (ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที

เราเคยมาที่สะพานแห่งนี้มาแล้ว ในช่วงฤดูร้อน มันก็จะเขียว ๆหน่อย แต่คราวนี้เรามาใช่วงฤดูหนาว ที่จะขาวโพลนไปด้วยหิมะ เป็นภาพที่เราตั้งใจอยากจะมาเห็นด้วยตาตัวเองมาก

อยากจะบอกว่า นี่คือ bucket list ของเราเลยนะ…

แต่… หิมะจะตกอะไรขนาดนั้นคะ อาจารย์อุบลช่วยด้วย…

 

สำหรับรอบรถไฟที่จะผ่านบริเวณจุดนี้ เราใช้วิธีการค้นหารอบรถจากเว็บ http://www.hyperdia.com/en/

บริเวณสะพานที่รถไฟทาดามิวิ่งผ่านนั้น จะอยู่ระหว่างสถานี Aizu-hinohara และ Aizu-nishikata เราก็เสิร์ชเอาเลยว่า เวลาที่รถไฟจะผ่านมีเวลาไหนบ้าง ทั้งขาไป ขากลับ โดยเราสรุปรอบรถโดยอ้างอิงจากเว็บ Hyperdia ได้ดังนี้

Aizu-hinohara Station – Aizu-nishikata Station

07.21 – 07.25 / 09.03 – 09.07 / 14.21 – 14.25 /  18.12 – 18.16 / 20.57 – 21.01 / 20.57 – 21.01 / 22.56 – 22.59

Aizu-nishikata Station – Aizu-hinohara Station

06.01 – 06.05 / 07.37 – 07.41 / 09.15 – 09.19 / 13.03 – 13.07 / 15.57 – 16.01 / 19.39 – 19.43

พิกัด  https://goo.gl/maps/6LeoLZnK1fL2

และรอบรถไฟที่เราตั้งใจมาชมในครั้งนี้ ก็คือรอบ 13.03 – 13.07

 

หิมะยังคงถล่มลงมาอย่างไม่ปราณีปราศัย ส่งผลให้หิมะสะสมบริเวณพื้นหนาสุดๆ เดินยากมาก ถ้าใครจะมา ให้เตรียมรองเท้าสำหรับลุยหิมะมาโดยเฉพาะนะ เพราะรองเท้าผ้าใบธรรมดาไม่น่ารอด…

 

เดินขึ้นมาที่จุด B จุดแรกที่เราสามารถถ่ายรูปรถไฟทาดามิได้

 

ตกหนักขนาดนี้ ถามว่าได้รูปมั๊ย… คำตอบก็อยู่ตรงหน้า…

 

แล้วรถไฟก็ผ่านไป โดยที่เราได้ยินแค่เสียงหวูด กับเสียงเครื่องจักรที่แล่นผ่านสะพาน จนกระทั่งเสียงนั้นค่อย ๆ เบาลงจนเงียบไปในที่สุด…

ร้องไห้หนักมาก… TT

 

ยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ซักพัก พายุหิมะก็ซาลงไป จนสามารถมองเห็นสะพานได้… กรี๊ด..! สวย…..

เราเลยตัดสินใจปีนขึ้นไปที่จุดชมวิวที่สูงขึ้นไปอีก เพราะถึงจะเก็บภาพรถไฟไม่ได้ อย่างน้อยได้รูปวิวก็ยังดี

 

ทางเดินขึ้นไป จะเต็มไปด้วยหิมะ และชันมาก… เห็นระยะทางแค่นี้ แต่เหนื่อยสุด ๆ

 

เดินมาถึงที่จุด C ตรงนี้จะได้ภาพไม่ต่างกันกับจุด B มากนัก

 

เดินขี้นเขาอีกรอบ เพื่อจะไปยังจุด D จุดที่สูงที่สุด

 

แต่… พระเจ้าไม่รักหนู… พายุหิมะกลับมาโหมกระหน่ำอีกรอบ…

 

ไม่มีอะไรจะเลวร้ายไปกว่า การยืนอยู่บนยอดเขาสูงท่ามกลางพายุหิมะอีกแล้ว มันหนาวมากกกกกก… หูชาจนไร้ความรู้สึกไปหมดแล้ว ในใจก็คิดว่า ฉันมาทำอะไรตรงนี้… เลยตัดสินใจลงแบบไม่ลังเล…

 

ถึงจะตัดสินใจลงแบบไม่ลังเล แต่พอเห็นทางลงก็เกิดอาการลังเลขึ้นมาทันที… มันสูง และชันมาก… แถมพื้นก็ลื่น ต้องยืนทำใจอยู่พักนึงเลยทีเดียว แต่เอาวะ… อย่างน้อยก็ทำประกันมาแล้ว

 

ขาขึ้นว่าเหนื่อยแล้ว ขาลงเหนื่อยกว่า แต่ล่ะก้าวต้องเช็คสภาพพื้นดี ๆ บางช่วงพื้นก็ลื่นจนเหมือนสไลเดอร์สวนสยาม มือก็ต้องคอยเกาะโซ่ไว้ กว่าจะลงไปถึงจุดพักรถได้ สภาพราวกับผ่านสงครามโลกครั้งที่ 2 มายังไงอย่างงั้น…

 

หลังจากพังจากการไปถ่ายรูปรถไฟทาดามิกันมาแล้ว ก็ได้เวลาไปยังจุดหมายถัดไป นั่นก็คือ

 

Aizu Yanaizu

ยะไนสุ (Yanaizu) เป็นส่วนหนึ่งของเมืองไอสุ (Aizu) จังหวัดฟุคุชิมะ ที่นี่ห้อมล้อมด้วยภูเขาที่เต็มไปด้วยต้นไม้หลากหลายพันธ์ มีแม่น้ำทาดามิ (tadami) และแม่น้ำทาคิทานิ (takitani) ไหลผ่าน มีสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอย่างวัดเอนโซจิ (Enzo-ji Temple) ที่สวยงามมากในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี รวมถึงยังเป็นบ้านเกิดของเจ้าวัวแดง อะคาเบโบะ (Akabeko) มาสคอตชื่อดังสุดน่ารัก แห่งเมืองไอสุ อีกด้วย

วิธีการเดินโดยรถไฟ

จากโตเกียว นั่งรถไฟสาย Tohoku Shinkansen (ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที) มาลงที่สถานี Koriyama แล้วเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟสาย JR Ban-etsu-West Line มาลงที่สถานี  Aizu Wakamatsu (ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที) หลังจากนั้น ต่อรถไฟสาย JR Tadami Line มาลงที่สถานี Aizu Yanaizu (ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง) เมื่อออกจากสถานี ให้เดินไปทางซ้ายตรงไปอีกประมาณ 500 เมตร ก็จะถึงวัด Enzoji

ระยะทางจากจุดถ่ายรูปรถไฟทาดามิ มาที่เมือง Yanaizu นั่น เพียง 9 กิโลเมตร เท่านั้น แต่ว่าด้วยสภาพถนน และสภาพอากาศ ทำให้ใช้เวลาในการเดินทางอยู่พอสมควร

 

ถนนเส้นนี้วิวสวยมาก ๆ ถ้าไม่นั่งลุ้นกับการขับรถจนเกินไป ก็สุนทรีย์ได้อยู่

 

มาถึงเมือง Yanaizu แล้ว สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกก็คือ การเข้าที่พัก

เราเลือกที่พักที่ Tsukimigaoka Chomin Center โดยจองผ่านทางเว็บไซต์ Agoda ในราคาคืนละ 20,000 เยน (สำหรับ 3 คน)

Website http://akabeko.info/

พิกัด https://goo.gl/maps/LT7TrwHgei42

 

 

เมื่อเข้ามาเช็คอิน พนักงานต้อนรับดีมาก ๆ ช่วยหิ้วกระเป๋าไปส่งยังห้องพัก พาเดินแนะนำห้องอาหาร และทางไปออนเซ็น รวมถึงอธิบายรายละเอียดต่าง ๆ ได้อย่างดี แม้จะสื่อสารภาษาอังกฤษได้เพียงเล็กน้อย

ได้กุญแจห้องมาแล้ว ห้อง KIRI ห้องนี้มีความพิเศษด้วยนะ เดี๋ยวไปดูกันว่าคืออะไร

 

เปิดเข้ามาในห้องก็ประหลาดใจ เพราะว่ามีการปูฟูกที่นอนรอไว้แล้ว

 

ความพิเศษของห้องนี้คือ วิวบริเวณระเบียงตรงนี้ พนักงานโฆษณาด้วยความภาคภูมิใจว่า ถ้ามาในช่วงซากุระบาน ก็จะเห็นดอกซากุระเต็ม ๆ เลยนะ

 

ที่นี่มีออนเซ็นให้แช่ด้วย แถมวิวก็เป็นต้นซากุระเหมือนกับวิวในห้องพักอีกต่างหาก ดีงาม…

 

หลังจากเช็คอินเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาไปเที่ยวชมเมือง Yanaizu กัน แต่หิมะก็ยังตกแบบไม่ลืมหูลืมตาเหมือนเดิม

 

ก่อนที่จะมาฟุคุชิมะ เราภาวนาว่าอยากเจอหิมะมากๆ ขอเยอะ ๆ หนา ๆ ฟู ๆ แต่ตอนนี้พี่เพลียหิมะสุด ๆ

 

 

 

บริเวณทางลงของโรงแรม จะเป็นอุโมงค์ต้นไม้ เราว่ามันสวยดีนะ

 

เมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆ ที่ใช้เวลาเดินไม่เท่าไหร่ ก็ทั่วแล้ว

 

มีเพียงกลุ่มเรากลุ่มเดียวเท่านั้น ที่เดินเที่ยวอยู่ในเมืองนี้…

 

ก็แหงซิ… ใครมันจะบ้า มาเดินเล่นท่ามกลางหิมะตกหนักกันล่ะเนอะ สู้อยู่ในบ้านตากฮีทเตอร์อุ่นๆ ดีกว่า…

 

สัญลักษณ์ของเมืองนี้ก็คือ เจ้าวัวแดง Akabeko ซึ่งเราสามารถพบเห็นได้ตลอดเส้นทาง

 

ที่นี่มีสะพานแดงด้วย ถ่ายรูปมาแล้ว ก็ได้ฟีลเดียวกับเมืองทาคายาม่าเหมือนกัน

 

 

เดินมาถึงวัดเอนโซจิ ก็พบว่า วัดได้ปิดเวลาให้บริการไปแล้ว เลยนัดกันว่า พรุ่งนี้เช้าจะมาเที่ยวใหม่…

 

เราชอบถนนเลียบแม่น้ำ ใกล้ๆ กับวัดเอนโซจิมาก… อาจจะเป็นเพราะว่ารั้วถนนสีแดง ที่โดดเด้งอยู่ท่ามกลางหิมะสีขาว ก็เป็นได้…

 

เดินมาจนถึงป้ายบอกทางเณรน้อย ที่ละม้ายคล้ายอิคคิวซัง เราก็หันหลังกลับกัน เพราะว่าเดินมาค่อนข้างไกลพอสมควร แถมฟ้าก็เริ่มมืดแล้วด้วย…

 

แล้วก็แวะมาซื้อขนมมันจู ที่คราวที่แล้วไม่ได้ซื้อกิน เพราะว่าคนเยอะ มารอบนี้ ไม่มีคนเลย จนพนักงานแทบจะยืนหลับกันอยู่แล้ว…

 

ได้ของกินแล้ว ก็กลับกันดีกว่า คิดถึงฮีทเตอร์ ที่นอนอุ่น ๆ กับบ่อออนเซ็นร้อน ๆ มาก…

 

พอฟ้าเริ่มมืด ร้านรวงต่าง ๆ ก็เริ่มเปิดไฟ… บรรยากาศตอนนี้ดูโรแมนติกดีชะมัด…

แถมหิมะถล่มแบบหนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ เลยจ้า…

 

กลับมาถึงที่พักด้วยอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ก็ขอมาเติมพลังด้วยดินเนอร์อาหารค่ำกันซักหน่อย…

 

กินอิ่ม แช่ออนเซ็นจนสบายตัว แล้วก็กลับมานอน แต่ละคนนั้นหลับเป็นตาย เพราะเจอสภาพอากาศที่สาหัสเอาการ จนตอนนี้เกิดอาการขยาดหิมะมาก กลัวแล้ว…

เจ้าประคู้ณ… ขอให้พรุ่งนี้อากาศแจ่มใสด้วยเถิด…

 

ตื่นเช้าด้วยความสดชื่น เดินมาชมวิวจากระเบียงห้องก็แทบกรี๊ด… บรรยากาศดีกว่าเมื่อวานเยอะมาก ว่าแล้วก็รีบไปอาบน้ำแต่งตัว ทานข้าวเช้า แล้วก็เช็คเอ้าท์เพื่อออกไปถ่ายรูปกันดีกว่า…

 

หลังจากเช็คเอ้าท์แล้ว ก็ยกกระเป๋ามาขึ้นรถ… แต่พอเห็นสภาพของรถเราก็ตกกะใจ…

ได้ออกกำลังกายกันแต่เช้าเลยอ่ะแกร…

จะบอกว่าการกวาดหิมะลงจากรถนี่เหนื่อยเอาการ เห็นอากาศหนาว ๆ แบบนี้ แต่ข้างในเหงื่อไหลเป็นน้ำตกไทรโยคเลยนะ

 

หิมะหนาขนาดไหน ดูได้จากรถบริเวณใกล้เคียง…

 

หลังจากนั้นก็ขับรถมาจอดที่ลานจอดรถใกล้ ๆ กับสถานที่ท่องเที่ยว แล้วเดินเที่ยวต่ออีกหน่อย

 

สะพานสีแดงทอดตัวเหนือแม่น้ำ ท่ามกลามความขาวกระจ่างของหิมะ ช่างดูสวยแปลกตาคนไทยเมืองร้อนอย่างเรายิ่งนัก มองมุมไหนก็สวยไปหมด

 

หันหน้าออกไปดูที่ วัดเอนโซจิ ดูบ้าง สวยงามอร่ามตา…

 

หลังจากถ่ายรูปตรงสะพานเสร็จแล้ว ก็ได้เวลาที่จะขึ้นไปในตัววัดซักที แต่ก่อนอื่น มาทำความรู้จักกับวัดนี้กันซักนิด

วัดเอนโซจิ (Enzoji) เป็นวัดเก่าแก่ที่มีประวัติอันยาวนาน และเรื่องเล่ากล่าวขานที่มากมาย ถูกก่อสร้างขึ้นในปีค.ศ. 807 โดยนักบวชชื่อ Tokuichi Daishi แห่งเมือง Aizu ปัจจุบันมีอายุล่วงเลยมาถึงกว่า 1,300 ปี จุดเด่นของวัดแห่งนี้คือโถงระเบียงของอาคารหลักที่ตั้งอยู่บนหน้าผาขนาดใหญ่เช่นเดียวกับ วัด Kiyomisu-dera ในเกียวโต เดิมทีระเบียงนี้สร้างมาจากไม้ แต่ช่วงหลังได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนเป็นคอนกรีตเพื่อความแข็งแรง และปลอดภัย แต่ส่วนอื่น ๆ ในวัดก็ยังคงไว้เป็นไม้เช่นเดิม และเมื่อเทียบขนาดกับวัดอื่นๆแล้ว พื้นที่วัดนี้จัดว่าใหญ่ที่สุดในจังหวัดฟุคุชิมะเลยทีเดียว

ช่วงเวลาทำการ

9:00 ถึง 17:00 (เดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์ ปิดทำการเวลา 16:30, เดือนพฤษภาคม – สิงหาคม ปิดทำการเวลา 17:30)

พิกัด https://goo.gl/maps/TQbznxMVqSH2

 

ทางเดินขึ้นวัดเป็นบันไดที่ค่อนข้างชัน บวกกับหิมะที่ทับถมอยู่ทำให้เดินขึ้นลำบากกว่าเดิม ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง

 

ช่วงเดินขึ้นบันไดวัด ก็ก้มหน้างุด ๆ ขึ้นไปอย่างเดียว แต่พอเงยหน้ามาเท่านั้นแหล่ะ…

วิวสวยมาก… สะพานแดงโดดเด่นสุด ๆ

 

เมื่อขึ้นมาถึงด้านบน ทุกพื้นที่ก็เต็มไปด้วยหิมะกองเบ่อเริ่ม บางจุดสูงเกือบท่วมหัว เหลือไว้เพียงทางเดินเล็ก ๆ ที่พาเดินไปยังตัวอาคารหลัก การถ่ายรูปจึงค่อนข้างลำบาก เนื่องจากพื้นที่ค่อนข้างจำกัด เลยไม่ได้ภาพที่เป็นมุมมองกว้างซักเท่าไหร่

 

ชานระเบียงที่ยื่นออกไปจากตัวอาคารหลัก ถูกหิมะกองท่วมสูงเกือบเท่าหัว ไม่สามารถเดินออกไปถ่ายรูปได้ น่าเสียดายมาก

 

เที่ยววัดจนจิตใจสงบแล้ว ก็ได้เวลาเครียดกันต่อ

วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เราต้องมาคืนรถเช่า ที่เมือง Aizu Wakamatsu ซึ่งเวลาที่ต้องคืนก็คือ 10.00 น. ถ้าเกินมากกว่านั้น จะคิดเงินเพิ่มเป็นอีก 1 วัน

เครียดเรื่องขับรถยังไม่พอ ยังต้องทำเวลาด้วยนะเออ…

 

แต่เหมือนว่าวันนี้ ทุกคนจะเริ่มชินกันแล้ว เลยไม่ได้ออกอาการแพนิคแต่อย่างใด ถนนที่กลัว ๆ กันในวันก่อน ดูจะกลายเป็นถนนธรรมดา ๆ ไปซะงั้น…

 

ขับรถมาถึงเมือง Aizu Wakamatsu ได้อย่างปลอดภัย แถมมาคืนรถได้ตรงเวลาเป๊ะ พนักงานตรวจสอบสภาพรถแล้ว ไม่พบตำหนิแต่อย่างใด…

 

หลังจากนั้น ก็เดินตรงไปที่สถานนี Aizu Wakamatsu Station เพื่อที่จะขึ้นรถไฟ ไปที่เมือง Koriyama

 

ยอมรับว่า พอไม่ได้เช่ารถขับแล้ว รู้สึกโล่งใจมาก… พอเห็นเมืองที่คุ้นเคย และความเจริญ ก็รู้สึกปลอดภัยขึ้นมาทันที ต่อจากนี้ทริปเราคงไม่มีอะไรพัง ๆ อีกแล้วเนอะ

 

พอขึ้นมาบนรถไฟ ยังไม่ทันจะจับจองที่นั่งดี ก็มีพนักงานสถานีขึ้นมา แล้วพูดเป็นภาษาญี่ปุ่นรัว ๆ พูดจบ ผู้คนบนรถต่างก็ลุกขึ้นจากที่นั่ง แล้วเก็บข้าวของสัมภาระของตัวเองลงจากรถทันที โดยปล่อยให้คนไทยอย่างเรา นั่งหัวโด่อยู่ด้วยความงุนงง…

“อ๋อ… รถไฟดีเลย์” เราไปถามพนักงานจนได้คำตอบว่า เพราะหิมะตกหนัก จึงทำให้รถไฟล่าช้า…

“ว่าแต่รอบถัดไปออกกี่โมงครับ…” เราถาม

พนักงานตอบว่า “ตอนนี้ขบวนรถไฟเลื่อนไม่มีกำหนดครับ!!”

“อ๋อ.. ไม่มีกำหนด…”

“ห๊า…!! ไม่มีกำหนดเหรอ..!! กรี๊ดดด…!! แล้วเราจะเดินทางยังไงล่ะเนี่ย…?”

“ลองขึ้นรถบัสดูไหมครับ ตอนนี้มีรถบัสให้บริการอยู่ ที่สถานีรถบัส ตรงข้ามกับสถานี Aizu Wakamatsu” พนักงานแนะนำ

พอพนักงานพูดเสร็จ เราจึงได้สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และตัดสินใจใช้บริการรถบัสไปยังสถานี Koriyama ทันที

 

ได้เวลาระหกระเหิน เดินตรงไปที่สถานีรถบัส ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับสถานีรถไฟ Aizu Wakamatsu Station

 

หน้าตาสถานีก็จะเป็นแบบนี้ มาถึงแล้ว ก็รีบตรงเข้าไปจองตั๋วโดยพลัน

 

ได้มาแล้วจ้า… ราคาตั๋วไป Koriyama Station คนละ 1,000 เยน แอบงงกับราคาที่ตั๋วหน่อย ๆ เพราะราคาไม่ตรงกับที่จ่าย ในรูปคือตั๋วสำหรับ 4 คน

 

ได้ตั๋วแล้วก็นั่งรอเวลาอยู่ในอาคาร เมื่อถึงรอบรถเรา เจ้าหน้าที่จะประกาศให้เดินออกไปขึ้นรถที่ด้านหลัง

 

ขึ้นรถมาได้ ก็โล่งอก ใครจะไปคิดว่าหิมะ จะทำให้การคมนาคมเป็นอัมพาตได้ถึงเพียงนี้…

สำหรับเป้าหมายต่อไปในวันนี้ก็คือ…

 

Tsuchiyu Onsen

Tsuchiyu Onsen เป็นแหล่งน้ำพุร้อนที่อยู่ทางฝั่งตะวันตกของจังหวัดฟุคุชิมะ ซึ่งอยู่ใกล้กับต้นกำเนิดของแม่น้ำ Arakawa ที่เชิงเขา Azuma

น้ำพุร้อนของเมือง Tsuchiyu แรกเริ่มที่ผุดขึ้นมาที่พื้นผิวจะมีอุณหภูมิสูงถึง 150ํc และจะถูกส่งต่อผ่านท่อประปา ระยะทางกว่า 2 กิโลเมตรเพื่อกระจายเข้าสู่โรงแรมต่าง ๆ ภายในเมือง โดยที่ลักษณะของน้ำนั้น จะมีความใส แต่มีกลิ่นกำมะถันค่อนข้างฉุน และมีค่า pH เฉลี่ยอยู่ที่ 6.5 ซึ่งอ่อนโยนต่อผิว ไม่ทำให้ระคายเคือง สามารถอาบได้ตลอดทั้งวัน ทั้งยังช่วยเรื่องอาการเมื่อยล้า ตามข้อ และจุดต่าง ๆ ของร่างกายได้ดีอีกด้วย

ภายในเมือง Tsuchiyu มีเรียวกัง และโรงแรมตั้งอยู่มากมาย ให้แขกผู้มาเยือนได้เลือกพัก และยังมีบ่อออนเซ็นสำหรับแช่เท้าฟรี กระจายอยู่ในเมืองถึง 4 บ่อ

การเดินทาง

จาก Tokyo นั่งชินคันเซน สาย Tohoku line มาลงที่สถานี Fukushima ใช้เวลาประมาณ 90 นาที หลังจากนั้น ให้นั่งรถต่อไปยัง Tsuchiyu Onsen โดยมีวิธีไปอยู่ 3 วิธี ดังนี้

– ต่อรถบัสสาย Kotsu bus bound for Tsuchiyu Onsen ที่ทางออกฝั่ง East Exit มาลงที่ป้าย Tourist Information Center ในเมือง Tsuchiyu Onsen ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ราคา 800 เยน

– นั่งแท็กซี่จากสถานี Fukushima มาที่โรงแรมที่พักโดยตรง ใช้เวลาประมาณ 25 นาที

– ต่อรถบัสของโรงแรมที่พัก โดยต้องทำการติดต่อแจ้งกับทางโรงแรมไว้ก่อนล่วงหน้า

 

ครั้งนี้เราเลือกพักที่ Mukaitaki Ryokan ด้วยการจองผ่าน agoda หรือสามารถจองผ่านเว็บไซต์ตรงของโรงแรมก็ได้

Mukaitaki Ryokan เป็นโรงแรมขนาดใหญ่ มีห้องพักมากมายหลายขนาด อยู่ภายในอาคารขนาด 7 ชั้น ภายในมีบ่อออนเซ็นทั้งหมด 7 บ่อ โดยแบ่งออกเป็น 2 ชั้น ซึ่งจะกำหนดให้ใช้บริการโดยแยกชาย และ หญิง  ด้วยการสลับช่วงเวลา

และที่นี่ยังมีรถมินิบัสรับ-ส่งจากสถานีรถไฟฟุคุชิมะอีกด้วย เพียงแค่แจ้งความประสงค์ล่วงหน้า เราก็ได้นั่งรถฟรี ๆ มาถึงโรงแรม โดยขึ้นได้ที่สถานี Fukushima ทางออกฝั่ง West Exit รอบเวลา 14.30 น.

Website http://www.mukaitaki.co.jp/en/index.html#googtrans(en)

พิกัด https://goo.gl/maps/skrKKT2U65n

หลังจากที่ขึ้นรถไฟจากสถานี Koriyama จนมาถึงสถานี Fukushima แล้ว ให้ออกทางออก West Exit แล้วเดินไปทางขวามือ ที่เป็นลานจอดรถ สำหรับรถเมล์ และรถบัสต่าง ๆ มองไปก็จะเห็นรถบัสของโรงแรมจอดรออยู่ โดยมีคนขับรถคอยกวักมือเรียกหยอย ๆ อยู่ลิบ ๆ ไม่รู้ว่าเค้ารู้ได้ยังไง ว่าเราเป็นแขกของโรงแรมนี้…

 

พอขึ้นรถ พนักงานขับรถก็ออกรถทันที ก็มาถึงเป็นกลุ่มสุดท้ายเลยนี่นา…

 

นั่งรถบัสมาประมาณ 30 นาที ก็มาจอดส่งถึงหน้าประตูโรงแรมเลย สะดวกมากมาย…

ที่นี่พนักงานบริการดีมาก ๆ ตอนเช็คอินจะมีขนมให้เป็นของที่ระลึกตามจำนวนผู้เข้าพักด้วย พนักงานจะมีรถสำหรับเข็นกระเป๋า และสัมภาระของแขกนำไปส่งให้ถึงห้องพัก

 

ด้านหน้าล็อบบี้จะมีห้องคล้ายคอฟฟี่ช้อปให้บริการ “ฟรี” 2 ช่วงเวลาคือ 08.00 – 10.00 น. และ 15.00 – 18.00 น. โดยจะมีเครื่องดื่มร้อนเย็นหลากหลายชนิด ให้เลือกกดได้ตามใจชอบ พร้อมวิวดี ๆ ให้นั่งจิบเครื่องดื่ม ชมวิวสวย ๆ ไปพร้อมกัน

อ้อ… เรากดกินกันกระหน่ำเลยนะ…

 

ห้องพักที่เราเลือกจอง เป็นห้องขนาด 12 เสื่อตาตามิ ในราคาประมาณ 22,000 เยน เป็นราคาที่รวมอาหาร 2 มื้อเรียบร้อยแล้ว ภายในห้องพัก มีห้องอาบน้ำ พื้นที่แต่งตัว และห้องสุขา กั้นพื้นที่แยกจากห้องนอน มีระบบฮีตเตอร์ที่สามารถปรับระดับความร้อนได้ รวมถึงอุปกรณ์อื่น ๆ ครบครัน

 

วิวจากห้องพักก็ถือว่าสวยงาม มองเห็นภูเขา Azuma และแม่น้ำ Arakawa อยู่เบื้องล่าง

 

จิบชาชมวิวสวย ๆ แพร๊พ…

 

สำหรับออนเซ็นของที่นี่ จะมีทั้งหมด 7 บ่อ โดยแบ่งออกเป็น 2 ชั้น แยกชายหญิง และแบ่งเวลากันเข้าด้วยการสลับช่วงเวลา มีทั้งบ่อกลางแจ้ง และในร่ม

*ภาพจากเว็บไซต์ของโรงแรม

 

เอาบรรยากาศภายในออนเซ็นบางส่วนมาให้ดู อาศัยช่วงไม่มีคน วิ่งเข้ามาเก็บภาพไว้ จริง ๆ บรรยากาศเริ่ดกว่าในภาพเยอะมาก

 

พลีชีพกันไปเลย…

 

เอกลักษณ์สำคัญอีกอย่างของเมือง Tsuchiyu คือเจ้าตุ๊กตา Kokeshi ซึ่งมีต้นกำเนิดในช่วงกลางของศตวรรษที่ 19 สมัยก่อนเมืองนี้จะถูกปิดขาดการเข้าออกในช่วงฤดูหนาวเป็นเวลายาวนานถึง 4 เดือนในหนึ่งปี ศิลปินในหมู่บ้านจึงคิดหาช่องทางเพิ่มรายได้ให้ตัวเองในช่วงเวลานั้น จึงได้ประดิษฐ์ตุ๊กตา Kokeshi ขึ้นมา โดยมีลักษณะเฉพาะคือ หัวกลมโต ตัวเล็กผอมเป็นแท่ง วาดลวดลาย หน้าตาให้ดูน่ารัก มีปากเล็ก ๆ จมูกน้อย ๆ ผมดำอยู่สองข้าง จนกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของเมืองตราบจนปัจจุบัน

เอาจริง ๆ นะ เรารู้สึกว่ามันน่าขนลุกอยู่หน่อย ๆ

 

แต่พอศัลยกรรมแล้ว ก็น่ารักขึ้นจมเลย…

 

ที่นี่มีร้านขายของที่ระลึกด้วย ดาวเด่นของที่นี่ก็คงไม่พ้น ตุ๊กตา Kokeshi Doll ที่มีให้เลือกมากมาย หลายรูปแบบ

 

หลังจากทำความรู้จักกับที่พักเราแบบพอหอมปากหอมคอ ก็เดินออกมาทำความรู้จักเมืองนี้กันดูบ้าง…

 

ตรงนี้คือหนึ่งในบ่อสำหรับแช่เท้าฟรี ซึ่งในเมืองนี้จะมีจุดแช่เท้าอยู่ทั้งหมด 4 จุดด้วยกัน…

 

ที่ตั้งของเมืองนี้จะอยู่บริเวณเชิงเขา Azuma โดยมีแม่น้ำ Arakawa ไหลผ่าน เวลาเดินเที่ยวก็จะได้ยินเสียงสายน้ำไหลอยู่ตลอดเวลา เพลินมาก…

 

เจอเข้ากับมาสคอตประจำเมืองออนเซ็นนี้เข้าอีกแล้ว #ถ่ายรูปซิรออะไร…

 

จุดบริการแช่เท้าอีกหนึ่งจุด…

 

เราชอบบรรยากาศของเมืองนี้ เพราะมันดูเก่าแก่ และเงียบสงบ เหมาะแก่การมาพักผ่อนมาก ๆ รู้สึกว่าคิดถูก ที่ตัดสินใจมาพักที่นี่ในช่วงท้าย ๆ ของทริป

 

 

 

และแล้วก็ถึงเวลาอาหารเย็น จากตอนเช็คอิน พนักงานแจ้งว่า ให้เราไปทานอาหารเย็นที่ห้อง 405 ภาพที่คิดไว้คือ ห้องอาหารใหญ่ ๆ ที่จัดแบ่งโต๊ะไว้ ตามแบบฉบับของเรียวกังที่เคยไปพักมา แต่เมื่อมาถึงก็ต้องแปลกใจ เพราะมันคือห้องพัก 1 ห้อง ที่จัดเตรียมไว้สำหรับกลุ่มเราโดยเฉพาะ มีชื่อติดอยู่หน้าห้อง พอเข้ามาถึงก็เจอกับโต๊ะอาหารที่เตรียมไว้แล้วเรียบร้อย

 

พนักงานจะเข้ามาบริการ โดยจะทยอยเสิร์ฟอาหารมาเรื่อย ๆ เครื่องดื่มต่าง ๆ นอกเหนือจากน้ำเปล่าสามารถสั่งเพิ่มได้ โดยมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

หมูมิโสะย่างบนใบไม้

 

ซาชิมิสด ๆ

 

แอบเปิ้ลสาเกของที่นี่อร่อยมาก น่าจะเป็นของขึ้นชื่อของเมือง Fukushima หาซื้อที่อื่นไม่มีเลย

ของหวานตบท้าย

 

อิ่มหนำสำราญกันแล้วก็ถึงเวลาเตรียมตัวเข้านอนพักผ่อน คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายในฟุคุชิมะแล้ว รู้สึกใจหายยังไงชอบกลแฮะ…

โอยาสุมินาไซ… ฝันดีราตรีสวัสดิ์ครับ…

 

 

 

เช้าวันที่ 7 ของจังหวัดฟุคุชิมะ เป็นเช้าที่สดใส ต่างจากวันแรก ๆ ลิบลับ และวันนี้ จะเป็นวันสุดท้ายที่อยู่ในจังหวัดฟุคุชิมะด้วย เริ่มรู้สึกไม่อยากกลับซะแล้วสิ….

 

ล้างหน้า แปรงฟันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ลงมาทานอาหารเช้าของโรงแรมกัน ห้องอาหารที่นี่ค่อนข้างกว้าง อาหารเช้าเป็นแบบบุฟเฟต์ มีอาหารให้เลือกหลากหลาย โดยรวมแล้วอาหารค่อนข้างอร่อยถูกปาก…

 

อิ่มแล้วก็ถึงเวลาเก็บของ เตรียมออกเดินทาง ลงมาเช็คเอ้าท์ และรอเวลาขึ้นรถบัสของโรงแรมเวลา 10.00 น. เพื่อกลับมายังสถานี Fukushima

Fukushima

โปรแกรมวันสุดท้าย ก็คือ การเที่ยวเมืองฟุคุชิมะ เมื่อนั่งรถบัสมาถึงสถานีแล้ว สิ่งแรกที่ทำคือการฝากกระเป๋าเดินทางไว้ในตู้ล็อคเกอร์ เพื่อความสบายตัวในการเดินเล่นของเรา แพลนวันนี้ของเราคือการตามรอยของอร่อยที่ลิสท์ไว้จากการดูรีวิว และรายการแนะนำร้านอาหารของญี่ปุ่น

 

ร้านแรกที่ตั้งใจมาคือร้านขนมปัง 福島県福島市 Hand-made Bread Yume Kobo เป็นร้านขนมปังแฮนด์เมด ที่เปิดขายมานมนาน เมนูขึ้นชื่อคือ ยากิโซบะปัง เป็นขนมปังที่มีไส้เป็นยากิโซบะ แปลกมั๊ยล่ะ…

Website http://yumekobo.shalom-net.jp/

พิกัด https://goo.gl/maps/qtMPo2PJtiz

เรามาถึงร้านตอน 11 โมง แต่ยากิโซบะปังเหลือเพียงชิ้นสุดท้ายพอดี…

 

หน้าตาเจ้ายากิโซบะปังชิ้นสุดท้ายของชั้น กัดเข้าไปคำแรก…

อื้มมมมมม เปรี้ยวแฮะ!!!

มันไม่ถูกปากเลยอ่ะ ไม่ใช่ทางของเราจริง ๆ โชคดีที่เหลือชิ้นเดียว พี่เกือบเหมาละ แต่อย่างอื่นที่ลองทานก็ถือว่าอร่อยใช้ได้เลยนะ ภายในร้านมีโต๊ะให้นั่งทานอยู่ตัวเดียว แต่มีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาซื้ออยู่ไม่ขาดสาย

 

อิ่มแล้วก็เดินเล่น ถ่ายรูปคั่นเวลาให้กระเพาะย่อยซักหน่อย เพราะมีอีกหลายร้านที่ต้องไปชิม

แล้วก็มาต่อกันที่ร้าน 豆食堂ポロッポー เป็นร้านอาหาร แนว ๆ อาร์ต ๆ ที่ทางเข้าดูแทบไม่รู้เลยว่าเป็นร้านอาหาร เหมือนเป็นบ้านคนทั่วไป ช่วงเวลาเปิด-ปิด ของร้านนี้จะมีอยู่ 2 เวลาก็คือ เวลา 11.30-14.30 น. และ 17.30-21.30 น.

พิกัด https://goo.gl/maps/VjfUL3pDKLE2

 

บริเวณนอกร้าน ตกแต่งแบบดิบ ๆ เอาใจสายฮิป

 

หน้าทางเข้าร้าน มองผ่าน ๆ คิดว่าเป็นโรงจอดรถของบ้านคนทั่วไป

 

เดินเข้ามาด้านในก็ยังไม่รู้ว่าเป็นร้านอาหารที่เปิดบริการอยู่

 

แต่เมื่อเข้ามาด้านใน ภายในร้านตกแต่งค่อนข้างอบอุ่น เน้นวัสดุเป็นไม้ ทั้งร้านมีพนักงานแค่ 3 คน

 

เมนูอาหารกลางวันจะเป็นแบบเซ็ต มีให้เลือกเพียง 4-5 เมนูเท่านั้น เราเลือกชุดข้าวหน้าหมูย่างที่มาพร้อมไข่แดงเค็มดิบ ๆ พร้อมซุป สลัด และเครื่องดื่ม

 

ทุกอย่างช่างดูน่ารักไปหมด แม่แต่ไข่แดง… รสชาติถือว่าใช้ได้ ติดที่ออกเค็มไปนิด แต่ถือว่าราคาไม่แพง เมื่อมาเป็นเซ็ตแบบนี้

 

ภายในร้านก็จะดูดิบ ๆ อาร์ต ๆ หน่อย ๆ

 

เติมพลังกันเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาเดินสายสำรวจเมืองฟุคุชิมะกันเสียที

ฟุคุชิมะ เมืองนี้อาจจะดูเล็ก และไม่คึกคักเท่ากับเมืองโคริยามะ แต่ว่าที่เมืองนี้ มีความน่ารักซ่อนอยู่ทุกตารางเมตร มีคาเฟ่เก๋ ๆ ผับชิค ๆ ร้านขายของสวย ๆ กระจายอยู่ทั่วทุกหัวระแหง จัดว่าเป็นเมืองคูล ๆ ที่สายฮิปจะต้องตกหลุมรักแน่นอน

 

ไม่น่าเชื่อว่า ใกล้ ๆ สถานีรถไฟ Fukushima จะมีร้านรวงน่ารัก ๆ มากมาย ให้เดินเล่น ช้อปปิ้ง ทั้งของมือสอง มือหนึ่ง ล้วนมีสไตล์ที่เก๋ไก๋ ผ่านการคัดสรร และดีไซน์มาอย่างดี เข้าร้านนี้ ออกร้านนู้น แถมถ่ายรูปกันเพลินเลย…

 

 

วันนี้แดดดีฟ้าใสมาก ๆ เดินเล่นไปเรื่อย ๆ ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะย่อย เลยสรุปกันว่า ยกเลิกแพลนการชิมร้านที่เหลือทั้งหมดไปละกัน ไว้คราวหน้าถ้ามีโอกาส จะกลับมาเก็บร้านที่เหลือให้หมดนะ

 

หลังจากนั้น ก็ได้เวลาร่ำลาเมืองฟุคุชิมะกันแล้ว ยอมรับว่าใจหายอยู่เหมือนกัน เพราะมาเที่ยวรอบนี้ ฟุคุชิมะ ดาเมจรุนแรงมาก…

ถึงในตอนต้น ๆ จะเจอกับความลำบาก แต่มันก็เป็นความลำบากที่สนุกชะมัด ยิ่งกลับมานึกถึงแล้ว ให้กลับไปลำบากมากกว่านี้ก็ยอม เพราะแต่ละที่นางสวยจริงอะไรจริง

 

7 วันในฟุคุชิมะ ของเรา มาพร้อมกับความรู้สึกที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น สนุก รัก หลง ประหลาดใจ หรือแม้กระทั่ง กังวลใจ ไม่มีวันไหนเลยที่เรารู้สึกซ้ำกัน แต่ความรู้สึกทั้งหมดเหล่านั้น เมื่อเอามาผสมรวมกันแล้ว มันเป็นความรู้สึกที่ “โคตรจะดี”

นี่ล่ะมั้ง คือ “ความรู้สึกแบบฟุคุชิมะ”

มาเที่ยวฟุคุชิมะกันนะ แล้วจะได้รู้ว่า “ความรู้สึกแบบฟุคุชิมะ” เนี่ย มันเป็นแบบไหน.

 

ติดตามพาร์ทอื่น ๆ จิ้มลิงค์ข้างล่างนี่ได้เลยครับ

Fukushima Vibes Part 1 https://goo.gl/NVyvkH

Fukushima Vibes Part 2 https://goo.gl/kN7Ug5

Fukushima Vibes Part 3 https://goo.gl/iXic5A

Hotel

Restaurant

Food

Tips

Shopping

Trips

dessert

photograph

บทความที่เพิ่งดู

[UNSEEN OF SOUTHERN FUKUSHIMA] เรื่องเล่าผ่านวิถีชีวิตชาวเมืองย่าน Okuaizu แห่ง Fukushima

5 onsen in Fukushima วิวสุดว้าวยอดนิยมในปี 2018

เช็คให้ชัวร์ก่อนเที่ยว! พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี 2018 จาก JMC มาแล้วจ้า

ชี้เป้า!!! เมนูของหวานสุดฟินแห่งฟุคุชิมะของสาวกชาเขียวที่ต้องร้องกรี๊ดดดดด!

ย้อนวันวานในยุคศตวรรษที่ 19 กับการแช่ออนเซ็นแบบ One day ที่ “Nakamuraya Ryokan”

LEAVE A COMMENT

Welovefukushima

https://www.caviarbase.com http://www.simondeli.com http://www.weeklyleak.com replica handbags replica handbags hermes replica replica bags replica handbags replica hermes https://www.9replicabag.com replica bags replica handbags http://nwaedd.org replica hermes hermes replica iphone cases cheap jewelry wholesale jewelry sex toys cheap sex toys human hair wigs cheap nfl jerseys cheap jerseys http://www.kahnawake.com canada goose outlet hermes replica replica hermes http://www.gretel-killeen.com http://www.etgworld.com canada goose outlet