Japan การเดินทาง จุดชมวิว จุดถ่ายภาพแลนมาร์ค บทความจาก Blogger รีวิวเที่ยวฟุคุชิมะ แผนเที่ยว Trips

Fukushima Vibes Part.1 : ลัดฟ้าสู่เมืองซามูไร ตามล่ารถไฟสายทาดามิ

Rating Chart

4 average based on 3 ratings

  • Excellent
    2
  • Very Good
    0
  • Average
    0
  • Poor
    1
  • Terrible
    0
เคยตกหลุมรัก คน ๆ เดิม เป็นครั้งที่สองไหม..?

เราเองนี่แหล่ะ ที่กำลังประสบชะตากรรมแบบนั้น…

และสิ่งที่เรากำลังตกหลุมรักนั้น ไม่ใช่บุคคล  แต่ว่าเป็นสถานที่ ที่ชื่อว่า ฟุคุชิมะ..!!

 

ฟุคุชิมะ (Fukushima) เป็นจังหวัดหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ที่ภูมิภาคโทโฮคุ (Tohoku) จัดว่าเป็นจังหวัดที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของญี่ปุ่นเลยทีเดียว และด้วยขนาดพื้นที่ที่ใหญ่นี่เอง จึงทำให้แหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดนี้ มีอยู่มากมายและหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นด้านศิลปะวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม หรือธรรมชาติอันยิ่งใหญ่และสวยงาม

 

สำหรับรอบนี้ เรามาเยือนฟุคุชิมะ 7 วันเหมือนเดิม โดยความตั้งใจแรก เราอยากจะเขียนรีวิวเที่ยวฟุคุชิมะทั้ง 7 วัน ให้จบภายในกระทู้เดียว แต่เนื่องจากว่า เป็นคนเวิ่นเว้อ และชอบลงรูปเป็นกุรุส จึงเกรงว่า กระทู้อาจจะกลายเป็นภัยคุกคามสมาร์ทโฟน และ 4G ของท่านมากจนเกินไป เราจึงตัดสินใจหั่นกระทู้ให้เป็น 3 พาร์ท ประหนึ่งดั่งหนังไตรภาคฟอร์มยักษ์… ยังไงติดตามชมกันได้นะครับ อยากจะบอกว่า รอบนี้สนุก และมีเรื่องเล่าอยู่เยอะเลย…

 

 

หลังจากที่ลงจากเครื่องบินแล้ว ภารกิจแรกที่เราต้องทำก็คือ การไปแลกตั๋ว JR Rail Pass ที่ JR EAST Travel Service Center ซึ่งเราเลือกใช้ JR East Pass ( Tohoku ) โดยที่พาสนี้ สามารถใช้ขึ้นรถไฟสาย JR ในภูมิภาคโทโฮคุ และโตเกียว ได้ 5 วัน แบบไม่ติดต่อกัน มีอายุการใช้งานได้ 14 วัน ซึ่งสำหรับการเที่ยวจังหวัดฟุคุชิมะ พาสนี้ค่อนข้างครอบคลุม และเที่ยวได้เกือบทั้งจังหวัดแล้ว…

 

จุดหมายแรกที่เราจะไปก็คือ เมืองไอสึ วากามัตสึ (Aizu Wakamatsu) จังหวัดฟุคุชิมะ เมืองที่ได้ขนานนามว่า เป็นเมืองแห่งซามูไร เพราะว่าเมืองนี้ เป็นฐานที่มั่นของกลุ่มซามูไร เมื่อ 600 ปีมาแล้ว และถือว่าเป็นซามูไรกลุ่มท้าย ๆ ของญี่ปุ่นอีกด้วย

การเดินทางมา Aizu Wakamatsu

จากสนามบิน Narita Terminal 1 นั่งรถไฟสาย Narita Express (N’EX) มาลงที่สถานี Tokyo แล้วนั่งชินคันเซ็น Yamabiko มาลงที่สถานี Koriyama แล้วเปลี่ยนไปขึ้นสาย JR Ban-etsu-West Line Rapid  for AIZU-WAKAMATSU ลงที่สถานี Aizu Wakamatsu 

 

เราเดินทางมาลงที่สถานีโตเกียว เพื่อที่จะต่อรถไฟชินคันเซ็น แต่ได้ข่าวว่าสถานีโตเกียว ได้ปรับปรุงเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราจึงขอแอบแว๊บมาเก็บรูปไว้ซักหน่อย

 

โตเกียววันนี้ ฟ้าสวยมาก แต่ก็หนาวมากเช่นกัน ลมแรงสุด ๆ ทำเอาหูเราไร้ความรู้สึกไปเลย…

 

พอมาถึงสถานี Aizu Wakamatsu หิมะก็ตกลงมาแบบโหมกระหน่ำ อากาศช่างแตกต่างจากโตเกียวลิบลับ เรากับเพื่อนต่างมองหน้ากัน พร้อมกับนับหนึ่งถึงสาม แล้วรีบวิ่งฝ่าหิมะไปที่โรงแรมด้วยความเร็วสูง

 

วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง

 

เราพักที่โรงแรม Toyoko Inn ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามห่างจากสถานี Aizu Wakamatsu  เพียง 220 เมตรเท่านั้น แต่เห็นระยะทางแค่นี้ กว่าจะมาถึงโรงแรม สภาพแต่ละคน แทบจะดูไม่ได้เลยทีเดียว

 

หลังจากที่เช็คอินเรียบร้อยแล้ว คำถามโลกแตกก็ผุดขึ้นมา
“วันนี้เราจะไปไหนกันดี..?”
คำถามนี้ ตอบยากพอ ๆ กับคำถามที่ว่า “วันนี้จะกินอะไรดี..?” ยังไงอย่างงั้น..

ขณะที่แต่ละคนกำลังครุ่นคิดหาคำตอบ คุณเพื่อนก็เสนอขึ้นมาว่า

“ไปช้อปปิ้งกันมั๊ย..?”

เราถึงกับอุทานขึ้นมากลางวง พร้อมกับพูดขึ้นมาว่า “นี่เราจะช้อปปิ้งกันตั้งแต่วันแรกเลยเหรอ..?”

แต่เหมือนเสียงทักท้วงของเรา จะไม่ได้เข้าหูเพื่อนทั้งสองคนซักเท่าไหร่ เพราะว่าทั้งสองคนนี้ จัดว่าเป็นมือช้อปปิ้งระดับพระกาฬ แค่พูดคำว่าช้อปปิ้งขึ้นมา หูก็ผึ่ง แล้วรีบหาสถานที่ละลายเงินเยนโดยทันที

“เป็นงานกันสุดฤทธิ์..!! ?”

เป้าหมายแรกที่เราจะไปกันก็คือ Hard Off อาณาจักรร้านขายของมือสองชื่อดัง ที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศญี่ปุ่น แต่ระหว่างทางก็เต็มไปด้วยกับดักละลายทรัพย์อยู่มากมาย… ถามว่าแวะมั๊ย ก็เข้ามันทุกร้านเลยจ้า…!!! #เรื่องช้อปเราจริงจัง

 

 

หลังจากเช็คโลเคชั่นจากกูเกิ้ลแมพแล้ว วิธีเดินทางที่ดีที่สุดในขณะนั้นก็คือ…..การเดิน โดยระยะทางจากโรงแรม ถึง Hard Off ก็แค่ 2 กิโลเมตรเอ๊งงง…

 

เห็นระยะทางแค่นี้ แต่ว่าใช้พลังงานในการเดินอยู่พอสมควร เพราะพื้นเต็มไปด้วยน้ำแข็ง รวมถึงหิมะที่ตกลงมาอย่างไม่เกรงใจกัน… แต่ถึงแม้ว่าหิมะจะตกหนักเพียงใด ก็ไม่อาจห้ามใจคนจะช้อปได้ ส่วนเราก็ถ่ายรูปไปเรื่อยเปื่อย ถือว่ามาทำความรู้จักเมืองนี้ให้มากขึ้นกว่าเดิมละกันนะ

 

HARD OFF

 

HARD OFF ร้านของมือสองในเครือ OFF สาขาในเมืองไอสึวากามัตสึ ถือว่าเป็นสาขาที่ใหญ่มาก ๆ ใหญ่พอ ๆ กะแมคโครสาขาบางกะปิกันเลยทีเดียวเชียว แถมสาขานี้ยังรวมเอาร้านในเครือ OFF มาไว้ด้วยกันถึง 4 ร้าน เรียกว่าเป็นแหล่งรวมนักช้อปทุกสาขาอาชีพให้มารวมตัวกันโดยมิได้นัดหมาย มีทั้ง

HARD OFF สินค้าประเภทข้าวของเครื่องใช้ภายในครัวเรือน เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องดนตรี รวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์ และของแต่งบ้าน

OFF HOUSE สินค้าประเภท เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ รองเท้า กระเป๋า และของแบรนด์เนม

GARAGE OFF สินค้าประเภทประดับยนต์ ตกแต่งรถ อะไหล่ และเครื่องมือต่างๆ

HOBBY OFF สินค้าประเภทโมเดล หุ่นจำลอง ฟิกเกอร์ ของเล่น และของสะสมต่างๆ

เวลาทำการ : 10.00 – 20.00

พิกัด https://goo.gl/maps/6RyNygkQaC92

 

อย่าให้ต้องเสียเวลา มาถึงแล้วก็รีบเข้าไปทำหน้าที่ปฏิบัติภาระกิจช้อปช่วยชาติยุ่นกันดีกว่า

 

โซนเสื้อผ้าผู้หญิงมีของให้เลือกมากมาย หลากหลายสไตล์ ตามแต่ความชอบส่วนบุคคล

 

โซนชุดประจำชาติอย่างกิโมโน ก็มีให้เลือกสรร ทั้งชุดของผู้หญิง ผู้ชาย ลูกเล็กเด็กแดง ชุดแบบทางการ  แบบลำลอง ชุดเดินเล่น เดินจริง มีครบเซ็ตกระทั่ง โอบิ พัด กระเป๋า รองเท้า มีแม้กระทั่งเครื่องประดับต่างๆ เอากันให้เต็มที่แบบจัดงานปาร์ตี้แฟนซีรอบหน้าชั้นต้องชนะกันไปเลย

 

โซนกระเป๋าก็ไม่น้อยหน้า วางเรียงกันสลอนเต็มชั้นไปหมด

 

โซนเครื่องดนตรีก็จัดเต็ม ดิสเพลย์กันแบบยกมาทั้งผนังกันเลย

 

บาดเจ็บกันพอหอมปากหอมคอแล้ว ก็บอกตัวเองในใจว่า…พอเถอะ นี่เพิ่งวันแรกเองนะ แต่พอเดินออกมาที่ถนนใหญ่ หางตาก็พลันเหลือบไปเห็น ป้าย เหลือง ๆ แดง ๆ สติสัมปชัญญะที่มีอยู่ทั้งหมดรวบรวมจับใจความได้ว่า… SALE!!!…

อ้าว..!! แล้วจะรออะไรอยู่ล่ะค๊ะคู้นนนน..

 

MAC-HOUSE

 

MAC-HOUSE เป็นร้านที่รวมเอาสินค้าประเภท เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ รองเท้า กระเป๋า ครบทั้งผู้หญิง ผู้ชาย เด็กน้อย หลากหลายแบรนด์ในเครือ ทั้ง  Navy , RUSH HOUR , Dickies , Mossimo , Discus มาไว้ด้วยกัน

เวลาทำการ : 10.00 – 20.00

พิกัด https://goo.gl/maps/XuGsj8bPMGs

อย่ามัวแต่ลีลาลวดลาย รีบทำเวลาให้ไว เข้าไปข้างในกันเลยดีกว่า

 

ภายในร้านตกแต่งแบบง่าย ๆ เน้นโชว์สินค้า จัดเรียงสินค้าเป็นระเบียบ ง่ายต่อการเดินเลือกชม มีดิสเพลย์กระจายอยู่ทั่วร้าน แบ่งฝั่ง ชาย หญิง ชัดเจน อารมณ์คล้าย ๆ มาเดินร้าน Uniqlo ประมาณนั้น

เสื้อผ้าทั้งหมดเป็นสไตล์แฟชั่น แต่ไม่เว่อร์วัง เอามาใส่ที่บ้านเราได้สบาย ๆ จุดเด่นคือเรื่องราคา ที่ค่อนข้างถูก เมื่อเทียบกับคุณภาพแล้ว ทำให้ตัดสินใจเลือกซื้อได้แบบไม่ต้องคิดมาก

 

สินค้าสำหรับฤดูหนาวที่ช่วยกักเก็บอุณหภูมิก็มีให้เลือกซื้อในราคาย่อมเยาว์

 

ผู้หญิงแต่งตัวน่าจะถูกใจ หยิบจับกันแบบสบายกระเป๋า ไม่ต้องกลัวว่าจะกลายเป็นบุคคลล้มละลาย เพราะสินค้าส่วนใหญ่ราคาถูกมาก… #ถูกกว่านี้ก็แจกฟรีแล้ว

 

รองเท้าสำหรับใส่ในบ้านก็ยังมี แถมราคาถูกซะด้วย

 

อะไรคือการลืมตัวชั่วขณะ แล้วพบว่าอยู่ดี ๆ ก็มีถุงในมือพะรุงพะรังเต็มไปหมด… สติค่ะลูก สติ… #แม่ช่าได้กล่าวไว้

 

DAISO

 

ความพังพินาศยังไม่หมดแค่นั้น เยื้อง ๆ กันมีร้าน DAISO ตั้งเด่นเป็นสง่าล่อตาล่อใจ กวักมือหยอย ๆ เรียกให้เราเข้าไปเยือนเป็นร้านที่สาม คงไม่ต้องพูดอะไรมากสำหรับร้านนี้ คิดว่าหลาย ๆ คนน่าจะรู้จักกันดี

เวลาทำการ : 10.00 – 21.00

พิกัด https://goo.gl/maps/VnWAY5wKKB62

 

ขนมขบเคี้ยวช่างน่ากินเสียนี่กระไร ไอ้นี่ ไอ้โน่น ไอ้นั่น น่าลองไปหมดทุกอย่าง

 

เซ็ตอุปกรณ์ทำข้าวกล่องก็แสนจะน่ารัก ดูสิมันร้องขออยากจะกลับไปอยู่เมืองไทยด้วย

 

ร้านไม่ใช่เล็ก ๆ เลยนะจ๊ะสาขานี้ มีร้อยหมดเป็นพัน….มีพันหมดเป็นหมื่น เชื่อพี่เถ๊อะ พี่เจอะมาแล้ว ??

 

เอาให้สุดแล้วไปหยุดที่ความพังพินาศ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว อย่าได้แคร์ เจ็บแค่นี้ไม่ถึงตาย ร้านสุดท้ายรอเราอยู่ตรงหน้า

 

2nd STREET

 

จริง ๆ แล้ว ร้านนี้เป็นร้านที่อยู่นอกสายตา ทั้ง ๆ ที่เดินผ่านเป็นร้านแรก ด้วยความที่ด้านหน้าร้าน เป็นสินค้าประเภทเกมส์ ดีวีดี หนังต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่ทางของนักช้อปอย่างเรา แต่ในเมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว เอาก็เอาวะ ยังมีเวลาพอ

แต่แล้วเราก็ค้นพบ “เพชรในตม ส้มในสวนมะขาม” เมื่อเดินผ่านโซนด้านหน้าที่เป็นพวกเกมส์ ดีวีดี โมเดล หนังต่างๆ ด้านในก็จะเป็นโซนเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ กระเป๋า รองเท้า รวมถึงแบรนด์เนม โอ้โห….นี่มันสวรรค์ สำหรับสายช้อปโดยแท้ พื้นที่ประมาณร้าน 7-11 หนึ่งร้าน แต่อัดแน่นไปด้วยของคุณภาพ เกือบ ๆ จะ Rare Item กันเลยทีเดียว ประหนึ่งคุณนายอั้ม พัชราภา มาคัดแล้วคัดอีก…. ให้คุณได้เลือกสรรแต่สินค้าดี มีคุณภาพในราคาย่อมเยาว์

เวลาทำการ : 09.00 – 02.00

พิกัด https://goo.gl/maps/qoaQgbfyGot

 

เสื้อผ้า กระเป๋า และรองเท้า ภายในร้านค่อนข้างมีสไตล์ และสภาพค่อนข้างดีมาก แถมที่สำคัญราคาถือว่าถูกกว่าร้าน HADR OFF พอสมควรเลย ชั้นไปเสียเวลางมเข็มใน HARD OFF มาทำไมตั้งนาน

 

นาฬิกาข้อมือแบรนด์ต่าง ๆ ก็มีให้เลือกหลากหลาย

 

คลัชเก๋ ๆ อย่างแบรนด์ Louboutin ตัวแม่แห่งหมุดโลหะก็ยังมีให้เลือกสรรในราคาที่จับต้องได้ แถมสภาพเรียกได้ว่าเทพ

 

แม้แต่แบรนด์แมสอย่าง Coach  สภาพดีราคาถูกก็มีนะจ๊ะ ใบนี้แค่ 600 บาท

 

แน่นอนที่ขาดไม่ได้ก็ต้อง Louis Vuitton มีให้เลือกหลากหลายแบบ

 

ดูสิ ๆ ร้านแค่นี้ แต่สามารถเดินช้อปกันเพลินจนลืมเวลา อันนั้นก็ดี อันนี้ก็เริ่ด หมดตัวกันจริง ๆ ก็คราวนี้แหละจ้ะ

 

ความพยาบาทเป็นความหอมหวานฉันใด….ความพังพินาศจากการช้อปปิ้งก็เป็นความสุขสมอารมณ์หมายฉันนั้น!!! สงครามครั้งนี้เพิ่งจะบังเกิดเท่านั้น เรายังต้องอยู่ต่ออีกหลายวัน ได้แต่ร้องไห้ในใจ แล้วเชิ่ดหน้าเดินฝ่าหิมะกันต่อไป

 

หลังจากที่เกิดอาการหน้ามืด จนเงินเกลี้ยงกระเป๋าแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องกลับมาดูแลตัวเองมาเติมพลังกันซักนิด มื้อเย็นวันนี้ ไม่สิมันกลายเป็นมื้อค่ำไปซะแล้ว  เราเลือกร้าน 喜多方ラーメン来夢 เป็นร้านราเมงที่อยู่ไม่ไกลจากโรงแรมมากนัก จริง ๆ ตั้งใจว่าจะรีบมากินหลังช้อปปิ้งเสร็จ แต่ไม่คิดว่าเวลาจะล่วงเลยมาจนป่านนี้ โชคยังดีที่ร้านนี้ปิดค่อนข้างดึก

เวลาทำการ : 11.00 – midnight

พิกัด https://goo.gl/maps/qZHfbszwE1q

 

 

ร้านนี้เป็นร้านราเมง ที่มีเพียงเมนู ราเมง 2-3 แบบ เกี๊ยวซ่า ข้าวผัด ข้าวราดแกงกะหรี่ และเครื่องเคียงเสริมอีกนิดหน่อยอย่าง ไข่ต้ม หน่อไม้ต้ม หมูชาชู แต่กลับมีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แม้เวลาจะดึกมากแล้ว

เมนูที่เราลองสั่งคือ เซ็ตราเมงโชยุ น้ำซุปร้อน ๆ หอม ๆ รสชาติเค็มกำลังดี กับเส้นราเมงนุ่ม ๆ เหนียว ๆ มาพร้อมหมูชาชูเนื้อนุ่ม กับไข่ต้มยางมะตูม อากาศหนาว ๆ ได้ซดราเมงร้อน ๆ แบบนี้ช่างฟินจนต้องร้องว่า….สุโก้ยยย!!! ในเซ็ตมี ราเมง ข้าวผัด และเกี๊ยวซ่า 5 ชิ้น ราคา 1,350 เยน

 

แล้วไฮไลต์เด็ดของร้านก็มา เกี๊ยวซ่าส์…..เกี๊ยวซ่าร้านนี้เป็นแบบแป้งบาง ทอดมาแบบกรอบด้านเดียว ด้านในอัดแน่นไปด้วยกะหล่ำปลี ต้นหอมสับละเอียด และหมูสับ ถึงไส้จะแน่น แต่มันกลับให้สัมผัสนุ่มเบา หวานละมุนชุ่มฉ่ำทุกคำที่เคี้ยว แถมยังมีกลิ่นหอมของต้นหอมขึ้นมาที่ปลายจมูกตลอดเวลา เผลอแป๊บเดียวหมดซะละ เมนูนี้คอนเฟิร์มเลยว่าอร่อยเด็ดจริง ๆ ห้ามพลาด เกี๊ยวซ่า 1 จาน 10 ชิ้น ราคาเพียง 594 เยน

 

พอหนังท้องมันตึง…หนังตามันก็เลยหย่อน บวกกับความเพลียจากการเดินทาง และหมดพลังจาก การช้อปปิ้ง ก็ถึงเวลาพักผ่อน และแล้วก็จบไปหนึ่งวันแบบเบา ๆ (กระเป๋าตังค์) ต้องรีบกลับโรงแรมแล้วเข้านอนเร็ว ๆ เพราะวันพรุ่งนี้ จะต้องตื่นเช้ามาก ๆ แต่ว่าจะพาไปเที่ยวไหนนั้น เชิญอ่านต่อได้เลยครับ

 

 

หลังจากที่บาดเจ็บจากการช้อปปิ้งแบบหนักหน่วงกันจนกระเป๋าตังค์แฟ่บไปแล้วเมื่อวานนี้ วันที่ 2 ของการเที่ยวฟุคุชิมะนี้ เราจะพาเพื่อน ๆ ไปนั่งรถไฟสายทาดามิกัน

รถไฟสายทาดามิ (Tadami Line) เป็นรถไฟของ East Japan Railway Company (JR East) เชื่อมต่อกันระหว่างสถานี Aizu-Wakamatsu จังหวัดฟุคุชิมะ และสถานี Koide จังหวัดนีงะตะ เส้นทางรถไฟสายนี้ มีชื่อเสียงมากเรื่องวิวที่งดงาม โดยเฉพาะในช่วงหิมะ และใบไม้เปลี่ยนสี เรียกได้ว่าถ้ามีการจัดอันดับความสวยงามของทิวทัศน์ รถไฟสายนี้มักจะติดโผอยู่ในอันดับต้น ๆ เสมอ

คราวที่แล้วเรามาในช่วงฤดูร้อน วิวสองข้างทางก็จะเขียว ๆ หน่อย แต่คราวนี้เรามาในช่วงหิมะ มันก็จะขาว ๆ หน่อยอ่ะนะ ซึ่งเราตื่นเต้นมาก เพราะว่าการมาถ่ายรูปรถไฟสายทาดามิท่ามกลางหิมะขาว ๆ เป็นหนึ่งใน Bucket list ลำดับต้น ๆ ของเราเลยนะ

เริ่มจากการตื่นนอนตอนตี 4 ครึ่ง เพื่อที่จะไปขึ้นรถไฟให้ทันรอบ 06.00 น. ที่สถานี Aizu-Wakamatsu ไปยังสถานีปลายทาง Aizu-Kawaguchi ถ้าไม่ทันรอบนี้ แผนทุกอย่างที่วางไว้ อาจจะต้องคลาดเคลื่อนไปหมด เพราะว่ารถไฟสายนี้ มีรอบต่อวันน้อยมาก

 

ออกมาจากโรงแรมก็แอบตกใจ หิมะยังไม่หยุดตกตั้งแต่เมื่อคืนเลยค่ะคุณขา… นี่กลัวมากว่ารถไฟจะหยุดวิ่งเพราะหิมะตกหนัก

 

แต่โชคก็เข้าข้าง เพราะวันนี้ ไม่มีเหตุการณ์ดีเลย์หรือยกเลิกใด ๆ ทั้งสิ้น

 

มาถึงคนแรก ๆ ของขบวนเลย แต่หลังจากนี้คนก็ทยอยมาขึ้นเรื่อย ๆ นะ แอบส่องดูแต่ละคนพกกล้องกันมาแบบเทพ ๆ คาดว่าน่าจะเตรียมมาถ่ายรถไฟกันเต็มที่

 

นั่งมาเรื่อย ๆ หิมะก็หยุดตก และสิ่งที่ฟินที่สุดในขณะนั้นคือ แสงอาทิตย์ได้เริ่มสาดส่อง จนเกิดเป็นแสงหวาน ๆ แบบนี้

 

อย่างที่กล่าวไว้ว่า รถไฟสายนี้ เป็นเส้นทางที่มีวิวสวยงามมากที่สุดที่หนึ่งในญี่ปุ่น ซึ่งวันนี้เราก็ได้พิสูจน์ด้วยตาของตัวเองแล้วว่า มันงดงามราวกับอยู่ในเทพนิยาย งามปะล้ำปะเหลือ ภาพที่ถ่ายมายังเก็บความสวยงามได้ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์เลยด้วยซ้ำ

 

ความหฤหรรษ์เกิดขึ้นตลอดเส้นทาง วางกล้องไม่ลงกันเลยทีเดียว

 

 

ตอนที่รถไฟมาถึงสถานี Aizu-Miyashita ผู้คนต่างก็พร้อมใจกันลงสถานีนี้กันหมด เพราะว่าที่สถานีนี้ เป็นจุดที่สามารถเดินไปยังจุดชมวิวรถไฟ Tadami River First Bridge Viewpoint ช่วงสะพาน Daiichi Kyouryou ซึ่งเป็นจุดยอดนิยมในการมาถ่ายรูปรถไฟ… แต่เราไม่ได้ลงนะ เพราะจุดมุ่งหมายของเรา อยู่ที่สถานีสุดท้าย Aizu-Kawaguchi ที่เมือง Kaneyama นู่นเลย

 

ถึงแล้ว สถานี Aizu-Kawaguchi มาถึงช้ากว่าเวลาที่กำหนดเล็กน้อย

 

ภายในสถานี Aizu-Kawaguchi จะมีบอร์ดให้ติดสติ๊กเกอร์สำหรับผู้มาเยือนแต่ละประเทศ จากที่เห็น ไต้หวันนำโด่งแบบม้วนเดียวจบ ส่วนประเทศไทยเรา ต้องเร่งสปีดนิดนึง มาเที่ยวกันเยอะ ๆ นะ

 

หน้าตาสถานี Aizu-kawaguchi เป็นแบบนี้ ข้างในนอกจากจะมี Tourist Information แล้ว ยังจะเป็นจุดจำหน่ายตั๋วรถบัส ไปยังสถานที่ต่าง ๆ อีกด้วย

 

หลังจากนั้น เราก็ออกจากสถานี ไปที่จุดชมวิว เพราะต้องการที่จะไปให้ทันถ่ายรูปรถไฟทาดามิรอบ 08:33 – 08:39 ซึ่งจุดถ่ายรูปรถไฟทาดามิที่เราตั้งใจไปในวันนี้ จะมีทั้งหมด 2 จุดด้วยกัน โดยจุดแรกที่เราจะไป คือจุดที่ไกลที่สุด และได้รับความนิยมสูงสุดเช่นกัน ระยะทางจากสถานี Aizu-kawaguchi ไปจุดชมวิวนี้ ก็ประมาณ 750 เมตร ดูนาฬิกาแล้ว เรามีเวลาประมาณ 20 นาที สำหรับเดินไป เอาล่ะ เริ่ม..!!

พิกัด https://goo.gl/maps/vd63J968gDu

 

วิวโดยรอบสถานี ดูเหงา ๆ เศร้าสร้อยพิกล

 

เห็นคนกำลังเดินอยู่ไกล ๆ คาดว่าจะต้องมาถ่ายรูปที่จุดชมวิวเหมือนกันแน่ ๆ เลย ว่าแล้วก็ตามเค้าไปดีกว่า…

 

ระหว่างทาง ก็จะเจอสะพานข้ามแม่น้ำทาดามิอยู่ เราปรี่เข้าไปถ่ายรูปอย่างไว

 

วิวบนสะพานนี้สวยจริงอะไรจริง แต่ถ้าจะมาเที่ยวช่วงหิมะ ก็ต้องระมัดระวังกันนิดนึง เพราะว่าหิมะที่ทับถมบนโครงเหล็กของสะพาน บางทีก็อาจจะร่วงมาโดนหัวเราได้… แรก ๆ เราเดินลั๊ลลาแบบไม่คิดอะไร จู่ ๆ หิมะกองเบ่อเร่อก็ร่วงหล่นลงมา ถัดจากเราไปประมาณ 10 เมตรเองค่ะคู้ณ… เรางี้รีบแจ้นหางจุกตูดออกจากสะพานทันที ขวัญเอ๊ยขวัญมา…

 

ตรงสะพานนี้ ก็สามารถถ่ายรูปรถไฟได้ด้วย แต่อาจจะไม่นิยมเท่ามุมอื่น โดยส่วนตัวเราว่ามุมนี้ก็ได้อยู่นะ

 

เดินมาถึงจุดชมวิวแล้ว สองคนที่เราเดินตามมาก็จับจองพื้นที่กันเสร็จสรรพ เราก็เดินหามุมของเราเอง

รอไปรอมา เราก็ชวนเค้าคุยซะงั้น ปกติแล้วเราเป็นคนขี้อาย แต่พออยู่ต่างประเทศนี่ ความกล้ามันพลุ่งพลานขึ้นมาเชียว

จากการคุย ทำให้เรารู้ว่าทั้งสองคนนี้เป็นชาวไต้หวัน แล้วเค้ายังบอกอีกว่า ที่ไต้หวัน จังหวัดฟุคุชิมะ ค่อนข้างเป็นที่รู้จักพอตัวเลยนะ มิน่าล่ะ รถไฟสายนี้ คนไต้หวันเพียบเลย…

 

จุดชมวิวตรงนี้ มีดีอะไร ?

จุดชมวิวตรงนี้จะมองเห็นหมู่บ้านโอชิ (Ooshi Village) ที่อยู่เลียบริมแม่น้ำทาดามิ โดยมีภูเขาลูกใหญ่ ตั้งตระหง่านเป็นฉากหลัง พร้อมทั้งยังสามารถเห็นรถไฟทาดามิวิ่งผ่านได้อีกด้วย…

 

ตากล้องสายแลนด์น่าจะถูกใจที่นี่เป็นพิเศษ เพราะว่ายิงรูปมันส์มาก

 

สำหรับรอบรถไฟที่จะผ่านบริเวณจุดนี้ เราใช้วิธีการค้นหารอบรถจากเว็บ http://www.hyperdia.com/en/

โดยจุดนี้ จะอยู่ระหว่างสถานี Aizu-nakagawa และ Aizu-kawaguchi เราก็เสิร์ชเอาเลยว่า เวลาที่รถไฟจะผ่านมีเวลาไหนบ้าง ทั้งขาไป ขากลับ โดยเราสรุปรอบรถซึ่งอ้างอิงจากเว็บ Hyperdia ได้ดังนี้

Aizu-nakagawa Station – Aizu-kawaguchi Station

08:02 – 08:08 / 09:44 – 09:50 / 15:05 – 15:11 / 19:17 – 19:23 / 22:36 – 22:42 / 00:10 – 00:16

Aizu-kawaguchi Station – Aizu-nakagawa Station

05:16 – 05:22 / 06:51 – 06:57 / 08:33 – 08:39 / 12:17 – 12:24 / 15:33 – 15:39 / 19:44 – 19:50

 

ไม่กี่อึดใจ พระเอกของเราก็ผ่านมาให้เห็น นางมาแบบเงียบ ๆ ไม่ให้สุ้มให้เสียงเลย เพราะฉะนั้น ต้องเตรียมตัวให้ดี

 

หลังจากเก็บรูปตรงจุดนี้แล้ว เราก็ร่ำลาชาวไต้หวันทั้งสองคน แล้วเดินมาที่จุดถัดไป

 

มุมถ่ายรูปนี้จะอยู่ริมถนนเลย ยืนถ่ายไป ก็เสียวรถจะเฉี่ยวไป แต่ระหว่างนั้น จู่ ๆ ฟ้าก็เปิด กรี๊ดดด..

 

แต่พอรถไฟมาจริง กลับมีเมฆมาบังซะงั้น

สำหรับจุดนี้ สามารถถ่ายรถไฟได้ถึงสองมุมเลยนะ โดยที่มุมแรกจะถ่ายหน้าขบวน หลังจากรถไฟผ่านเราไปแล้ว ก็ให้กลับหลังหัน แล้วถ่ายที่ท้ายขบวน แค่นี้ คุณก็จะได้รูปรถไฟที่แตกต่างกันแล้ว

พิกัด https://goo.gl/maps/1zh7yqUs3Wk

 

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจการถ่ายรูปรถไฟ เราก็มีเวลาเตร็ดเตร่อยู่ในเมืองนี้กว่า 2 ชั่วโมง สิ่งที่ทำได้ตอนนั้นก็คือ เดินถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ ชิลล์ ๆ

 

พอเริ่มสาย ๆ ก็เห็นผู้คนเยอะขึ้น ส่วนใหญ่จะออกมากวาดหิมะที่หน้าบ้านกัน

 

ภาพนี้ถ่ายตรงสะพาน Kawaguchi Bridge ของจริงสวยอยู่นะ เราถ่ายเก็บไว้เยอะเลย

 

เดินไปเดินมา ท้องก็ร้องซะละ ก็ตั้งแต่เช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยนี่นา เราพยายามเดินหาร้านอาหาร แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่มีร้านไหนที่เปิดบริการเลย ด้วยความหนาวบวกกับความหิว เราจึงเดินเข้าไปสอบถามที่ร้าน Ofukuro ถึงแม้จะยังไม่ถึงเวลาร้านเปิดเลยก็ตาม

เปิดร้านเข้าไป เจอคุณลุงคนหนึ่ง กำลังง่วนอยู่กับการเคี่ยวน้ำซุปอยู่ เราเลยถามไปว่า “ร้านเปิดรึยังครับ” ยังไม่ทันพูดจบประโยคดี คุณลุงก็พูดภาษาญี่ปุ่นขึ้นมาชุดใหญ่ พร้อมกับเชิญชวนให้เข้ามาในร้าน จับใจความได้ว่า “ร้านยังไม่เปิดหรอกนะ แต่มานั่งรอในร้านได้”

Ofukuro (Minshuku & Shokudo)

 เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.00 – 17.00 น.

พิกัด https://goo.gl/maps/gt29BfKcbVN2

 

บรรยากาศในร้าน เหมือนกับบ้านคนทั่วไป มีเตาผิงอุ่น ๆ ให้นั่งแอบอิง คลายความหนาวไปได้เยอะเลย

 

เราใช้วิธีสั่งอาหาร โดยการจิ้มเอาจากรูปในกูเกิลแมพ แล้วก็ได้ ราเมนโชยุ และข้าวหมูทอดทงคัตสึ มา โดยชุดนี้ราคาอยู่ที่ 880 เยน

ถ้าจะถามเรื่องรสชาดน่ะเหรอ อยากจะบอกว่า มันอร่อยมากกกก…..

 

นั่ง ๆ นอน ๆ อยู่ในร้านอาหาร จนได้เวลาที่จะต้องไปขึ้นรถไฟแล้ว พอเดินออกจากร้านมาเท่านั้นแหล่ะ แสงแดดก็แยงตาขึ้นมาทันที

ฟ้าใสมากกกกก…

 

วิวระหว่างทาง แดดจ้าแสบตามาก ถ่ายอะไรก็สวยไปหมด ขนาดรถโม่ปูน ก็ยังสวยเลย

 

เรานั่งรถไฟต่อมาลงที่ Hayato Station สถานีที่เค้าบอกต่อกันมาว่า เป็นสถานีที่เงียบเหงาที่สุดสายหนึ่งของเส้นทางรถไฟทาดามิ เหตุเพราะว่าชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงสถานีนั้น น้อยมาก… น้อยจนบางทีเราก็แอบหวั่นใจว่าเค้าจะจอดให้เราลงมั๊ย..?

 

แต่ถึงผู้คนจะใช้บริการน้อยเท่าหยิบมือ สถานีนี้ก็มีจุดขายตรงวิวที่สวยจัด เพราะทำเลที่ตั้งอยู่ริมโค้งแม่น้ำทาดามิ ทำให้เห็นวิวได้กว้างไกล แถมยังสามารถถ่ายรูปขบวนรถไฟได้อย่างใกล้ชิดอีกต่างหาก

แต่ ไอ้ครั้นจะลงมาถ่ายรูปรถไฟอย่างเดียว ก็ดูจะทุ่มเทเกินไปหน่อย เราก็เลยต้องหาอะไรเที่ยวแถว ๆ นั้นด้วยซิ…

 

Hayato Onsen Tsurunoyu

 

Hayato Onsen Tsurunoyu ตั้งอยู่ในเมืองมิชิมะ (Mishima) จังหวัดฟุคุชิมะ เป็นออนเซนสมุนไพรเก่าแก่ ที่ได้รับการกล่าวขานว่า เปิดให้บริการมากว่า 1,200 ปี และสรรพคุณของออนเซนที่นี่ ก็สามารถช่วยรักษาโรคได้หลายชนิด

จุดเด่นของที่นี่คือ บ่อออนเซนกลางแจ้ง ที่สามารถชมวิวแม่น้ำทาดามิได้ทุกฤดู และจุดขายนี้แหล่ะ ที่ทำให้เราตัดสินใจมาที่นี่

หลังจากที่ลงสถานี Hayato Station ให้เดินมาอีก 750 เมตร

พิกัด https://goo.gl/maps/NV1RuG7x5Gz

 

พอลงจากรถไฟแล้ว ให้เดินตรงมาเข้าที่อุโมงค์ได้เลยนะ มีฟุตบาทให้เดิน ไม่ลำบาก ไฟก็สว่างไสวดี แต่อาจจะตื่นเต้นกับเสียงรถนิดนึง…

 

ระหว่างทางเดิน จะมีช่วงที่ทางลาดเดินลงเนิน มาในช่วงหิมะอย่างนี้ ก็ต้องเดินกันด้วยความระมัดระวัง เพราะพื้นบางช่วงจะลื่นมาก…

 

ใช้เวลาเดินประมาณ 10 นาที ก็มาถึงแล้วจ้า Hayato Onsen Tsurunoyu

 

หลังจากนั้น ให้เดินไปกดลิฟท์ ลงไปที่ชั้น 1 ได้เลย

 

วิธีใช้บริการของที่นี่ จะมีตู้หยอดเหรียญ แล้วเลือกว่าจะใช้บริการอะไร ซึ่งมีแต่ภาษาญี่ปุ่นล้วน ๆ เราเลยให้พนักงานมาช่วย โดยค่าบริการสำหรับแช่ออนเซ็น อยู่ที่ 500 เยน และค่าผ้าเช็ดตัว 200 เยน ใช้เสร็จแล้วนำกลับได้เลย แต่ถ้านำมาเองก็ไม่ต้องเสีย

 

จะมีตู้ล็อคเกอร์บริเวณทางเข้าของบ่อออนเซ็น ต้องหยอดเหรียญ 100 เยนสำหรับใช้บริการ แต่ถ้ากลับมาเอาของคืน ตู้นี้ก็คืนเงิน 100 เยนให้นะ ไม่ได้เก็บไป

 

บ่อน้ำร้อนที่นี่มีทั้งแบบในร่ม และกลางแจ้ง สีของน้ำจะออกสีน้ำตาล และมีกลิ่นฉุนของกำมะถันนิด ๆ ส่วนอุณภูมิของน้ำ ขอบอกเลยว่า ร้อนสะใจดีมาก… เราเริ่มแช่บ่อในร่มก่อน แค่จุ่มเท้าลงไปก็ถึงกับร้องจ๊าก..! กลั้นใจแช่ลงไปทั้งตัวได้แป๊บเดียว ก็ขอยอมแพ้…

 

วิวคือดีงาม ไม่แน่ใจว่าสามารถเปิดบานเลื่อนได้มั๊ย..?

 

หลังจากนั้น เราลองเปลี่ยนมาแช่ข้างนอกดูบ้าง คิดว่าอุณภูมิของน้ำข้างนอก น่าจะไม่ร้อนจนเกินไปเหมือนบ่อข้างในร่ม

ปรากฏว่า น้ำร้อนไม่ต่างกันเลยค่ะคุณขา…

แต่อย่างน้อย ก็มีสิ่งที่ช่วยทำให้ลืมอุณภูมิของน้ำไปได้ วิวที่อยู่ข้างหน้ามันสวยมากกกก… สวยไปหมดทุกสิ่งอย่าง สีของแม่น้ำทาดามิก็สวย หิมะก็สวย บ้านคนก็สวย..?

ห๊ะ..! อะไรนะ… ฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำนี่มันบ้านคนหรอกเหรอ 555+

ตอนแรกก็รู้สึกเขิล กลัวว่าจะมีคนมาส่อง แต่แช่ไปนานเข้า ก็ไม่ได้คิดอะไร แหม…ก็วิวดีซะขนาดนี้ จะหนีหายไปก็ใช่เรื่อง ไหน ๆ มาแล้วต้องเอาให้คุ้ม…

 

หลังจากที่แช่จนตัวเปื่อยแล้ว ก็มานั่งพักได้ที่บริเวณห้องโถง ซึ่งมีทั้งหมด 2 ชั้น ขอบอกว่าวิวดีทั้ง 2 ชั้น ฮีทเตอร์ก็อุ่น จนถึงขั้นร้อนเลยทีเดียว

 

ตอนแรกเราว่าจะนั่งรอเวลาที่นี่ แต่ก็เปลี่ยนใจ เพราะนึกขึ้นได้ว่าระหว่างทางที่เดินเข้ามา แอบเห็นบ้านหลังหนึ่ง ที่อยู่ใกล้ ๆ กัน ลักษณะท่าทางจะเป็นร้านกาแฟ แถมอยู่ติดริมแม่น้ำอีกต่างหาก ว่าแล้วก็ลองไปดูดีกว่า

 

Tsuruno IORI Cafe

 

Tsuruno IORI Cafe เป็นร้านกาแฟสไตล์ Country Scandinavian โดยใช้ไม้สนมาตกแต่งร้านแบบดิบ ๆ ให้ความรู้สึกอบอุ่น แม้อากาศข้างนอกอุณหภูมิจะติดลบอยู่ก็ตาม

จุดเด่นของร้านคือ ตั้งอยู่ติดริมแม่น้ำทาดามิเลย เราสามารถจิบกาแฟ พร้อมกับลิ้มรสความสวยงามของวิวที่อยู่ตรงหน้าได้ในเวลาเดียวกัน

พิกัด https://goo.gl/maps/B29amhNu9dn

ร้านนี้จะอยู่ถัดจากออนเซ็นไปเพียงไม่กี่เมตร ให้เดินเลาะไปข้าง ๆ ออนเซ็นได้เลย

 

หน้าตาของร้าน Tsuruno IORI Cafe ถ้าหิมะไม่ตก จะสามารถเดินเข้าร้านมาตามถนนได้

 

ที่นี่ จัดว่าเป็นร้านกาแฟวิวเทพที่สุดแห่งนึงเลย… เมื่อก่อนหน้าร้านจะมีระเบียงยื่นออกไป สามารถจิบกาแฟกลางแจ้งได้ แต่ด้วยเหตุผลกลใดก็ไม่รู้ ตอนนี้ระเบียงได้อันตรธานหายไปแล้วจ้า… เสียใจ…

 

บรรยากาศภายในร้าน ที่ดูอบอุ่น …

 

หลังจากที่เราจิ้ม ๆ เมนูภาษาญี่ปุ่นไป ก็ได้ถ้วยนี้มา… แต่ด้วยความที่เราไม่ใช่คอกาแฟ ก็เลยอธิบายไม่ถูกว่ารสชาติดีมั๊ย เพราะสำหรับเรา กาแฟทุกชนิดคือยาขม…

ราคากาแฟถ้วยนี้ อยู่ที่ 440 เยน

 

รูปนี้พอจะแอ๊บได้ว่า มาเที่ยวแถบสแกนดิเนเวียได้มั๊ยนะ..?

 

ออกมาถ่ายข้างนอกดูบ้าง… #กาแฟแก้วเดียวเปรี้ยวได้ทุกมุม…

 

วิวแบบนี้ แม้จะไม่ชอบกินกาแฟ แต่พี่ก็นั่งได้ทั้งวัน…

 

ส่วนอันนี้ เราเห็นอยู่ตรงระเบียงข้างนอก หีบห่อเหมือนขนมเทียนบ้านเรายังไงอย่างงั้น… ไม่ได้ไปถามเค้านะว่าคืออะไร เพราะแค่สั่งกาแฟยังแทบจะไปไม่รอดเลย

 

วิวข้างนอก คือดีย์… ลืมหนาวไปเลย…

 

นั่งผิงไฟอยู่นาน ก็ได้เวลาที่จะต้องขึ้นรถไฟกลับแล้ว ถ้าพลาดขบวนนี้ไป คงได้อยู่ช่วยเค้าปิดร้านเป็นแน่แท้

เราเดินกลับมาขึ้นรถไฟที่สถานี Hayato เหมือนเดิม สังเกตว่า เราเป็นสิ่งมีชวิตหนึ่งเดียวที่สถานีนี้

 

รถไฟมาแล้ว….มาตรงเวลาเป๊ะ!

 

แล้วก็กลับมาถึงเมือง Aizu จนได้ ถ่ายรูปรถไฟไว้เป็นที่ระลึกเสียหน่อย… รู้สึกขอบคุณที่วันนี้รถไฟไม่เลทไม่งอแง…

 

ส่งท้ายก่อนที่จะจบรีวิวนี้ ด้วยภาพที่เราถ่ายระหว่างทางที่นั่งรถไฟกลับไปยังเมือง Aizu Wakamatsu ในขณะที่พระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้า… ภาพนี้เป็นภาพที่เราชอบที่สุด มันไม่ใช่ภาพที่สวยดีเด่อะไร แต่เราชอบโมเมนต์ตอนที่เราถ่ายขณะนั้น เพราะรอบข้างเรา เต็มไปด้วยผู้คนที่แหกขี้ตาตื่นมาแต่เช้า เพื่อมาถ่ายรูปรถไฟทาดามิ และดูเหมือนว่าแต่ละคน จะได้ภาพที่สวยสมใจกลับมา สังเกตุได้จากรอยยิ้มบนใบหน้าขณะกดดูรูปจากกล้อง บางคนมีการแชร์รูปกันดู ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้รู้จักกัน ชาวไต้หวัน(อีกแล้ว)ที่นั่งตรงกันข้ามกับเรา ก็ขอดูรูปที่เราไปถ่ายมาด้วย จนได้ทำความรู้จักกัน และแชร์ประสบการณ์การท่องเที่ยวของแต่ละคนอย่างสนุกสนาน…

นอกจากรถไฟสายทาดามิ จะเป็นเส้นทางรถไฟที่วิวสวยที่สุดแล้ว ยังเป็นรถไฟที่อบอวลไปด้วยความสุขที่สุดอีกด้วยนะเออ…

 

ฟุคุชิมะ ยังมีอีกหลายอย่างที่จะทำให้รู้สึกเหมือนได้ตกหลุมรักอยู่เสมอ ๆ ไม่ว่าจะเป็น ธรรมชาติ บ้านเมือง หรือแม้กระทั่งผู้คน ต่อให้มาอีกกี่ครั้ง  เราก็ยังเชื่อว่า จังหวัดฟุคุชิมะ จะโปรยเสน่ห์จนทำให้รู้สึกหวั่นไหว และเต็มใจที่จะตกหลุมรักอีกครั้ง ไม่ต่างจากครั้งแรก…

แล้วพบกันใหม่ ใน พาร์ทที่ 2 ครับ

 

ติดตามพาร์ทอื่น ๆ จิ้มลิงค์ข้างล่างนี่ได้เลยครับ

Fukushima Vibes Part 1 https://goo.gl/NVyvkH

Fukushima Vibes Part 2 https://goo.gl/kN7Ug5

Fukushima Vibes Part 3 https://goo.gl/iXic5A

Hotel

Restaurant

Food

Tips

Shopping

Trips

dessert

photograph

บทความที่เพิ่งดู

[UNSEEN OF SOUTHERN FUKUSHIMA] เรื่องเล่าผ่านวิถีชีวิตชาวเมืองย่าน Okuaizu แห่ง Fukushima

5 onsen in Fukushima วิวสุดว้าวยอดนิยมในปี 2018

เช็คให้ชัวร์ก่อนเที่ยว! พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี 2018 จาก JMC มาแล้วจ้า

ชี้เป้า!!! เมนูของหวานสุดฟินแห่งฟุคุชิมะของสาวกชาเขียวที่ต้องร้องกรี๊ดดดดด!

ย้อนวันวานในยุคศตวรรษที่ 19 กับการแช่ออนเซ็นแบบ One day ที่ “Nakamuraya Ryokan”

LEAVE A COMMENT

Welovefukushima

https://www.caviarbase.com http://www.simondeli.com http://www.weeklyleak.com replica handbags replica handbags hermes replica replica bags replica handbags replica hermes https://www.9replicabag.com replica bags replica handbags http://nwaedd.org replica hermes hermes replica iphone cases cheap jewelry wholesale jewelry sex toys cheap sex toys human hair wigs cheap nfl jerseys cheap jerseys http://www.kahnawake.com canada goose outlet hermes replica replica hermes http://www.gretel-killeen.com http://www.etgworld.com canada goose outlet