บทความจาก Blogger รีวิวเที่ยวฟุคุชิมะ

“FUKUSHIMA” in “NOVEMBER” สองฤดูกาลในช่วงเวลา 6 วัน PART II

Rating Chart

0 average based on 0 ratings

  • Excellent
    0
  • Very Good
    0
  • Average
    0
  • Poor
    0
  • Terrible
    0

” A GOOD TRAVELER HAS

NO FIXED PLANS

, AND IS NOT INTENT ON ARRIVING. “

– Lao Tzu –

Fukushima in November – หลังจากตื่นตาตื่นใจกับหิมะใน Part I กันแล้วครั้งนี้เราก็เดินทางมาเจออีกฤดูกาล สำหรับการเริ่มต้นวันที่ 3 ของทริปนี้ ตามเรามาสิ 6 August Journey จะพาเปลี่ยนบรรยากาศอย่างรวดเร็วกับใบไม้เปลี่ยนสี

 

3rd Day | AIZU MIYASHITA


เรารีบตื่นกันแต่เช้าตรู่ เพื่อเก็บกระเป๋าและบอกลา Aizu wakamatsu

เพราะวันนี้เราจะไปนั่งรถไฟสาย Tadami Line ที่ว่ากันว่าเป็นเส้นทางรถไฟที่มีวิวสวยๆตลอดทาง

และจุดชมวิวของใบไม้เปลี่ยนสีที่มีรถไฟวิ่งผ่าน ที่สวยที่สุดของ Fukushima

เราฝากกระเป๋าเดินทางไว้ที่สถานีรถไฟ Aizu wakamatsu เพราะขากลับเราต้องผ่านที่นี่อยู่แล้ว

จะได้ไม่ต้องแบกของไปให้เกะกะ

ใช้เวลาเดินทางถึง Aizu miyashita ประมาณ 90 นาที กว่าจะถึงสถานีนี้คนก็ลงกันไปเกือบจะหมดแล้ว

ตัวสถานีค่อนข้างเงียบ มีเจ้าหน้าที่เพียงไม่กี่คน

แต่วินาทีที่ก้าวขาลงจากรถไฟ สัมผัสได้ถึงกาลเวลาเก่าๆของญี่ปุ่น ทุกอย่างเหมือนถูก pause เอาไว้

มีแต่เสียงความเงียบที่แทรกซึมเข้ามา

เราพบคุณป้าคนนึงที่สถานีรถไฟ เหมือนเขารู้ว่าเรากำลังสับสนกับการเดินทางที่นี่

จึงได้คุยกับคุณป้าและคุณป้าเป็นเพียงคนเดียวในที่นี้

ที่พูดภาษาอะงกฤษได้ดีมาก และทำให้เราได้รู้ว่า

รถบัสที่จะพาไปถึงจุดชมวิวได้ออกไปแล้ว รถหมดแล้วจ้า!

แต่ด้วยความมีน้ำใจ คุณป้าพาเราเดินออกไปและบอกว่า จุดชมวิวไม่ไกลหรอก

สามารถเดินได้ เดินมาสักพักก็บอกทางเสร็จสรรพและบอกลากัน

ความจริงที่คุณป้าพูดภาษาอังกฤษได้ดีเพราะเคยอยู่แคนาดามาก่อน

บ้านคุณป้าอยู่ตัวเมือง Fukushima

แต่ต้องมาเยี่ยมแม่ที่ Aizu miyashita ทุกวัน เพราะแม่ป่วยอยู่ที่นี่

เราเดินไปตามทางที่คุณป้าคาซึเอะบอกสักพัก ก็เริ่มเหนื่อย

เลยคิดกันว่าลองโบกรถกันดูดีกว่า

รถมาพอดี เราเลยลองโบกดู ปรากฏว่าจอดกันง่ายๆเลย

เราเลยบอกคุณลุงว่าเราจะไปจุดชมวิวกัน

ซึ่งต้องนั่งไปลงที่จุดพักรถ Michu no Eki (Ozekaido Mishimajuku)

คุณลุงก็เข้าใจและเรียกให้ขึ้นรถ แต่ระหว่างทางคือเราพูดภาษาอังกฤษและคุณลุงพูดภาษาญี่ปุ่นกับเรา

ต่างคนต่างไม่ได้เข้าใจภาษาที่สื่อสารกัน แต่รวมๆแล้วก็เข้าใจกันได้ไงไม่รู้

รู้แต่ว่าคุณลุงใจดีมาก มาส่งถึงที่ และคุณลุงก็วกรถกลับทางเดิม

เพียงแค่เรื่องเล็กๆน้อยๆก็ทำเราประทับใจแล้ว

ที่จุดพักรถจะมีป้ายบอกทางให้เดินขึ้นไปบนจุดชมวิว ซึ่งก็ไม่ไกลอะไร

แค่เดินขึ้นบันไดไป ก่อนเดินขึ้นไปก็ขอเติมพลังด้วยไอศกรีมโคนชาโคลสักหน่อย (330 yen)

 

การเดินเท้าขึ้นไปไม่ยากเท่าไหร่ แต่แนะนำให้ใส่ผ้าใบมาเพราะบันไดค่อนข้างชันและลื่น

ระหว่างทางเดินจะมายบอกแต่ละจุด ไม่ยากเลย

จุดแรกจะเห็นวิวแบบนี้ ซึ่งแต่ลจุดเมื่อสูงขึ้น ภาพก็จะกว้างขึ้นตามลำดับ

ยังโชคดีที่พอจะมีใบไม้เปลี่ยนสีให้เห็นได้บ้าง

ถ้าหลังจากนี้ไม่กี่วันคงร่วงหมด เพื่อเตรียมต้อนรับความขาวโพลนของหิมะ ก็คงจะสวยไปอีกแบบ

ระหว่างทางเดินกลับมีรถวิ่งผ่านค่อนข้างเยอะ แต่เป็นถนนใหญ่ที่รถวิ่งกันค่อนข้างเร็ว

โบกรถไปกี่คันๆก็ไม่มีใครจอดเลย ทำให้เราต้องเดินกลับ หรือใครจะรอรถบัสก็ได้ แต่ต้องคำนวนเวลาดีๆ

ถ้าพลาดไปต้องรอหลายชั่วโมงเลย

ร้านตัดผมที่ดูย้อนยุค น่ารักจัง

เราเดินกลับมาใกล้ๆสถานีรถไฟเพื่อรอรอบรถไฟขากลับ มีเวลาอีกเกือบชั่วโมง เลยแวะร้านกาแฟสักหน่อย

(เป็นร้านที่คุณป้าคาซึเอะแนะนำเมื่อตอนมาถึง คุณป้าบอกว่าเข้ามานั่งพักหลบหนาวเฉยๆก็ยังได้)

ร้านนี้ได้รับรางวัล Good Design Award ด้วย

เป็นร้านกาแฟที่เรียบง่ายเป็นกันเอง และเจ้าของร้านยังใจดีมากๆ

เราสั่งชาเขียวร้อนมาลองดู ทำให้คลายความหนาวไปได้เยอะ และราคาเพียงแค่ 150 yen

แต่ที่นี่ไม่มีอาหาร เลยถามร้านอาหารใกล้ๆจากเจ้าของร้าน

พี่เขาแนะนำให้ไปทานใกล้ๆ เดินออกไปเลี้ยวขวา

แค่นิดเดียวเลย เป็นร้านอาหารบ้านๆ เอาจริงๆคือเมืองนี้มีความชนบทที่มีเสน่ห์เป็นของตัวเองมากๆ

สัมผัสได้ตลอดการเดินทางว่าไม่มีสิ่งไหนประดิษฐ์ มีแต่ความจริงใจล้วนๆ ตั้งแต่สถานที่ยันผู้คน

ข้างในร้านมีอยู่ไม่กี่โต้ะ เข้าไปแล้วให้ความรู้สึกเหมือนมากินข้าวแกงแถวบ้าน ง่ายๆ มีคุณยายกับคุณป้าช่วยกันทำ แต่ไม่มีใครพูด

ภาษาอังกฤษได้เลย เมนูอาหารก็ไม่มีรูป ราคาก็เขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นหมด

เอาไงหล่ะทีนี้ ก็ได้ข้อสรุปว่า จิ้มมั่วละกัน ให้ป้าเลือกเลย

ระหว่างรอก็แอบตื่นเต้นว่าจะออกมาแบบไหน จะกินได้มั้ย…

.

.

.

.

.

.

ท๊าดาาาาาา

คือเอาจริงๆ หน้าตาบ้านๆมาก แต่อร่อยมาก ไม่เคยกินแกงกะหรี่กับยากิโซบะที่ไหนอร่อยขนาดนี้มาก่อน

เซอร์ไพร์สมาก ที่เห็นนี่คือจานใหญ่ 2 คนยังทานไม่หมด แต่ยอมรับเลยว่าอร่อยจนยังจำรสชาติได้อยู่เลย

เหมือนสั่งผัดกระเพราหมูไข่ดาวริมถนนมากินอะ คือมันสุด บ้านๆ แต่ถูกปากมาก พูดแล้วก็หิว….

ระหว่างที่นั่งกินกันมูมมามก็มีแก๊งหนุ่มญี่ปุ่น(ที่ไม่หนุ่มเท่าไหร่) เดินเข้ามานั่งในร้าน

เห็นเราเป็นคนเอเชีย เลยชวนคุยใหญ่ ดูตื่นเต้นเหมือนไม่ค่อยได้เจอคนไทย

และถามว่าสั่งอะไรมากิน แกเลยสั่งตามบ้าง ก็ชวนคุยกันไปสนุกสนาน หัวเราะอะไรกันก็ไม่รู้

พอกินเสร็จเราก็ขอตัวไปก่อน เดินออกมาได้ไม่กี่ก้าว แก๊งนี้ก็เรียกไปถ่ายรูปรวม555555

แบบพกกล้องใหญ่มา ถ่ายด้วยกันหน่อยหน้าร้าน มีการเรียกป้าเจ้าของร้านออกมาถ่ายรูปด้วย

ตลกแต่น่ารักดี และก็บอกลากันไป

เราเดินกลับมาที่ร้านกาแฟอีกครั้ง เพราะระหว่างทานข้าวโบชัวร์เรียวกังที่นี่ เลยมีไอเดียกันว่า

“ พักเรียวกังที่นี่กันสักคืนมั้ย? ”

เลยจะขอคำแนะนำจากพี่สาวร้านกาแฟสักหน่อย ว่าที่ไหนน่าพัก

เปิดประตูเข้าไปในร้านปุ้ป เจอคุณป้าคาซึเอะนั่งทานข้าวกล่องที่เตรียมมาอยู่ในร้าน

พวกเราก็ดีใจมากที่ได้เจอคุณป้าอีกครั้ง

มีการแบ่งขนมให้พวกเรากินด้วย

เรียกว่า ขนมดังโงะ รสชาติแบบหวานๆแป้งๆ ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่

แต่ซึ้งในน้ำใจเลยต้องกินให้หมด

พอคุณป้ารู้ว่าเราอยากพักเรียวกังที่นี่ จึงอาสาพาไปเอง เพราะคุณป้าเคยพักมาหลายที่

เลยพาพวกเราเดินไปเรื่อยๆ แต่ส่วนใหญ่ปิดหมด

แต่ยังพอมีตัวเลือกสุดท้าย แม้ราคาจะสูงหน่อย แต่ก็เอาหน่ะ ครั้งนึงในชีวิต

คุณป้าก็จัดการคุยกับพนักงานให้เสร็จสรรพ แต่ยังเข้าพักไม่ได้ ต้องรอจัดเตรียมอีกเกือบ 2 ช.ม.

เราเลยอาสาเดินกลับไปส่งป้าที่โรงพยาบาล (แม่ป้าอยู่ที่นี่)

ระหว่างเดินไปส่งป้า เราก็เจอคุณลุงใจดีที่รับเราไปส่งเมื่อเช้าอีกครั้ง

ป้าและลุงที่เราบังเอิญเจอ ก็ได้เจอกัน (โสดทั้งคู่ ทำไมไม่คิดให้เร็วกว่านี้นะ!)

ก็ทักทายและบอกลาลุงไป ป้าเลยชวนเราขึ้นไปเยี่ยมแม่ข้างบน

ก็แปลกๆดีที่ได้เข้าไปข้างในโรงพยาบาลญี่ปุ่น

แต่แม่ป้าหลับอยู่ เราไม่อยากรบกวนเลยขอตัวกลับก่อน

และขอบคุณป้าที่พาเราไปหาที่พักและอื่นๆมากมาย เราบอกลาและหวังจะได้เจอกันอีก

ระหว่างเดินออกมาสักพัก ป้าก็ตะโกนเรียกเราให้เดินกลับไป

เราตกใจนึกว่าลืมอะไรไว้ ที่ไหนได้ ป้าให้ขนมมากินอีก ซึ้งเหลือเกิน ไม่มีอะไรจะให้ป้าเลย

นอกจากขอบคุณจริงๆ ที่ทำให้มีเรื่องราวประทับใจและได้เล่าให้ทุกคนฟัง

ต้องบอกลาจริงๆแล้ว

แต่ยังไม่หมดเท่านี้ วันนี้ช่างยาวนานเหลือเกิน เพราะระหว่างเดินกลับที่พัก จนจะถึงประตูทางเข้าอยู่แล้ว

 

ลุงก็ขับรถมาเจอเราอีก และชวนเราไปไหนไม่รู้ แต่ก็ไปนะ สัมผัสได้ลึกๆว่าไม่มีอันตราย

ลุงขับรถพาเราไปที่บ้าน พาไปดูห้องเก็บสมบัติ หนึ่งในนั้นคือมีกล้องฟิล์มโบราณตัวเจ๋งๆเพียบ

คือลุงสังเกตว่าเราสะพายกล้อง เลยคิดว่าเราน่าจะชอบกล้องเลยพามาดู

มากกว่านั้นคือ ลุงให้กล้องเรากลับมาตัวนึง เหมือนรู้จักกันมาแต่ชาติปางไหน

ใช้ได้รึเปล่าไม่รู้ แต่ก็ซึ้งใจอีกละ น้ำตาจะไหล

ยังไม่หมด ลุงพาไปร้านกาแฟของพี่สาวคนเดิมอีก (คือเมืองมันก็มีเท่านี้แหละ ถึงเจอกันวนไปวนมา)

ให้พี่สาวช่วยพูดกับเราว่า ไม่ต้องกลัว ลุงไว้ใจได้ เพราะเป็นเพื่อนบ้านกัน

ก็คือลุงจะชวนไปดู exhibition แสดงงานอะไรสักอย่าง ก็อะ ไปก็ไป ไปให้หมด

ขับรถขึ้นเขาไปไม่ไกลก็ถึง เป็นแกลเลอรี่เล็ก มีป่าแบบนี้อยู่ล้อมรอบ

ลุงคนนี้เป็นใครไม่รู้ แต่เปรี้ยวมากเลยแชะมาสักหน่อย ยืนถ่ายรูปคูลๆ นิ่งๆ

ด้านในก็จะเป็นงานแสดงศิลปะ ที่หนึ่งในนั้นมีงานของคุณลุงด้วย

และมีนิทรรศการภาพถ่าย คุณลุงเลยอยากพามานี่เอง

และคุณลุงก็พาเรากลับมาส่งที่พักอย่างปลอดภัย เราบอกลาคุณลุงที่คุยกันคนละภาษา แต่เข้าใจกันดื้อๆ

และหวังว่าคงมีโอกาสได้พบเจอกันอีก คงต้องลากันจริงๆแล้ว

วันนี้ทั้งวัน ทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ใช่นักท่องเที่ยว แต่เป็นญาติที่มีทั้งลุง ป้า พี่สาว คอยต้อนรับอย่างอบอุ่น

เหมือนมาเที่ยวบ้านญาติที่ต่างจังหวัด ลบภาพญี่ปุ่นเดิมๆทิ้งไปหมดเลย

กลับมาถึงที่พัก ก็เย็นแล้ว เราแจ้งพนักงานไปว่าจะลงมาทานอาหารเย็นตอน 6 โมง

มีเวลาเลยขอแช่ออนเซนก่อน โชคดีที่ในบ่อไม่มีคนพอดี เลยไม่ต้องเขินใคร ออนเซนที่นี่ดูเก่าๆไปหน่อย

ไม่มีวิวอะไรให้ดู แต่ก็ช่วยให้ผ่อนคลายได้

เราลงไปทานอาหารตอน 6 โมงพอดีเป้ะ ก็มีอาหารมาเสริฟตรงหน้า

รสชาติดี คล้ายๆกับออโตยะ แบบเบาๆไม่หนักท้อง แต่ก็อิ่ม

แค่วันนี้เดียว แต่ยาวนานเหมือนอยู่เป็นอาทิตย์

อ้อ ลืมบอกไปว่าเราไม่ได้เอาเสื้อผ้าอะไรมาเลย เพราะฝากไว้ที่ล้อคเกอร์สถานีรถไฟ

แต่ที่พักมีชุดยูกาตะให้ เลยมีชุดนอน ส่วนชุดของวันพรุ่งนี้ก็ใส่ซ้ำตามระเบียบ

ความด้นสดของเรา เลยทำให้เจอเหตการณ์เซอร์ไพร์ส คงจะไม่มีใครสามารถตามรอยแบบนี้ได้

แต่คงเป็นเซอร์ไพร์สอื่นๆไปเลย

คืนนี้ที่นอนหลับสบายกว่าทุกคืน เพราะว่าเหนื่อยเป็นพิเศษ

Good Night.

 

4th Day | FUKUSHIMA


เราตื่นแต่เช้าเพื่อไปให้ทันรอบรถไฟ

ที่พักมีบริการรับส่งถึงสถานีรถไฟ

ระหว่างนั่งรถ จู่ๆหิมะก็โปรยลงมา เหมือนลงมาบอกลากันยังไงไม่รู้

ระหว่างทาง หิมะโปรยปราย แสดงถึงการเข้าสู่หน้าหนาวอย่างเต็มตัว

สร้างบรรยากาศในรถไฟที่แทบจะไม่มีผู้คน ให้เหงาคูณสิบเข้าไปอีก

เรานั่งมาลงที่ Aizu wakamatsu

เพื่อมาเอากระเป๋าที่ฝากไว้ เลยเวลาไปแค่ไม่กี่นาที เลยทำให้ถูกชาร์จเพิ่มเป็นอีกวันไปตามระเบียบ

จุดหมายปลายทางต่อไปของเราคือ Fukushima

แต่เราต้องนั่งไปลง Koriyama ก่อน เพื่อไปเปลี่ยนเป็น Shinkansen

เพียงแค่ 14 นาที่ บนShinkansen ก็ถึง Fukushima

ทุกอย่างเปลี่ยนไปในพริบตา

ผู้คนและความเป็นเมืองมากขึ้นเข้ามาแทนที่ความรู้สึกเมื่อเช้า

สำหรับวันนี้ เราพักกันที่ APA Hotel Fukushima Ekimae

ตัวโรงแรมอยู่ติดกับสถานีรถไฟเลย

สะดวกมากๆ ลากกระเป๋ายังไม่ทันเหนื่อยก็ถึงแล้ว

สิ่งที่ชอบที่สุดในโรงแรมก็คือ

สบู่ ยาสระผม ของ Shiseido

กับหนังยางรัดผม ให้ความรู้สึกแบบพรีเมี่ยมอย่างบอกไม่ถูก

เย็นนี้เราออกมาทานอาหารที่ห้างไม่ไกลจากโรงแรม อยู่ในห้างชื่อ SPAL

ข้าวหน้าปลาไหลแสนอร่อย แต่ก็ยังคิดถึงแกงกระหรี่คุณยายอยู่ดี

ด้านหน้าของห้างมีจัดไฟประดับประดาสวยงาม คนออกมาดูไฟกันมากมาย

แต่ค่ำคืนนี้ของเรายังไม่หมด

เราอยากรู้ว่าบาร์ที่ญี่ปุ่นเป็นยังไง เลยจัดสักหน่อย

เสิร์ชหาจากใน Tripadvisor ซึ่งมีให้เลือกไม่มากนัก เอาใกล้ที่สุดแล้วกัน

เดินข้ามถนนไปไม่ไกล ร้านชื่อว่า Retro Bar

retro จริ๊ง retro ยันบาร์เทนเดอร์ 55555555

นึกภาพไว้ว่าคงเป็นหนุ่มญี่ปุ่นหน้าตาจิ้มลิ้มหน่อย….

cocktails มีให้เลือกเยอะมาก และแขกในร้านซึ่งนับคนได้เลย

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ทำให้เราต้องไปต่อกันอีกสักร้าน

จริงๆจะกลับแล้ว แต่เดินผ่านเลยเลี้ยวเข้าไปสักหน่อย

ไม่ได้หิวเลยจริงๆ

พอและ หมดเวลาของค่ำคืนนี้ ได้เวลากลับห้องแช่น้ำ นอน!

แล้วพบกับพาร์ทสุดท้ายกันต่อ ว่าเราจะไปไหน ใบ้ให้ว่ามีช้อปปิ้งเกร๋ๆด้วยแหละ บัยยยย

 

Shopping

Trips

dessert

6 August Journey

6 August Journey สร้างมาจาก Quote ของหนังเรื่องนึง "the HAPPINESS is only real when SHARED" ความสุขมีความหมายเมื่อเราได้แบ่งปัน (ทุกรีวิวตามรอยได้)

บทความที่เพิ่งดู

Fukushima Vibes Part.3 ฝ่าพายุทะลุหิมะที่ Yanaizu แช่น้ำแร่ชั้นดีที่ Tsuchiyu Onsen

Fukushima Vibes Part.2 เที่ยวทะเลสาบ Inawashiro ตะลุยสโนว์เฟสติวัลที่ Ouchi-Juku

11/11 : วิธีการนั่ง Night Bus จาก Fukushima กลับ Tokyo

9/11 : Mishima Town เมืองเล็กน่ารัก และ รถไฟสายโรแมนติก!

10/11 : ปั่นจักรยานเที่ยวในเมือง Tadami แวะส่งท้ายทริปที่วัด Enzo-ji

LEAVE A COMMENT

Welovefukushima

https://www.caviarbase.com http://www.simondeli.com http://www.weeklyleak.com replica handbags replica handbags hermes replica replica bags replica handbags replica hermes https://www.9replicabag.com replica bags replica handbags http://nwaedd.org replica hermes hermes replica iphone cases cheap jewelry wholesale jewelry sex toys cheap sex toys human hair wigs cheap nfl jerseys cheap jerseys http://www.kahnawake.com canada goose outlet hermes replica replica hermes http://www.gretel-killeen.com http://www.replicaaa.com replica handbags