Japan บทความจาก Blogger รีวิวเที่ยวฟุคุชิมะ photograph

ขับรถเที่ยว Fukushima ตอน บึง 5 สี Goshikinuma และ Bandaisan Gold Line

Rating Chart

5 average based on 2 ratings

  • Excellent
    2
  • Very Good
    0
  • Average
    0
  • Poor
    0
  • Terrible
    0
CONTRARY TO POPULAR

Let's intro your website here. Ut hendrerit sem ut dolor commodo, at dignissim lectus sagittis. Nam pharetra convallis elit, in mollis diam fermentum pharetra. Praesent risus nibh, aliquam non ornare sed, posuere sit amet neque. Nullam in ipsum nisi.

Visit Website

หลังจากที่วันแรกของการขับรถเที่ยว Fukushima ผมกับต๋งได้พาทุกคนไปชมน้ำตก Tatsuzawafudo Fall – จุดชมวิว Nakatsukawa Bridge และเส้นทาง Bandai-Azuma Lake Line มาแล้ว วันที่สองของการเช่ารถผมก็เลยจะพาทุกคนไปยังบึง 5 สี Goshikinuma และ Bandaisan Gold Line อีก 2 สถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของจังหวัดนี้ โดยสถานที่แรกนั้นเราสามารถไปท่องเที่ยวได้สบายๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีรถส่วนตัวก็ได้ แต่สำหรับสถานที่ที่สองหากเราไม่มีรถส่วนตัวเราจะไม่สามารถไปได้นะครับ ^^

 

สำหรับการเดินทางมายังบึง 5 สี Goshikinuma นั้นก็ไม่ยาก เพราะเราสามารถมาได้ทั้งรถสาธารณะแล้วก็รถส่วนตัวเลย ใครสะดวกวิธีไหนก็เลือกเดินทางด้วยวิธีนั้นได้เลยครับ

การเดินทางมาบึง 5 สี ด้วยรถสาธารณะ

จากสถานี Tokyo ให้เรานั่งรถไฟ Shinkansen มาลงที่สถานี Koriyama จากนั้นต่อรถไฟ JR Ban-Etsusai Line ไปลงที่สถานี Inawashiro และนั่งรถบัสที่หน้าสถานีไปลงที่บริเวณบึง 5 สี Goshikinuma ได้เลยครับ

การเดินทางมาบึง 5 สี ด้วยรถส่วนตัว

ให้เราใส่พิกัด Mapcode 413 566 168 *62 ลงในนาวิเกเตอร์ของรถ จากนั้นก็ขับไปตามเส้นทางเรื่อยๆ รับรองว่าไปถูกที่ ไม่มีหลง

และไม่ว่าเราจะเดินทางด้วยวิธีไหน หลังจากที่เรามาถึงบริเวณบึง 5 สี Goshikinuma แล้ว เราก็จะเจอกับพื้นที่จอดรถและอาคารศูนย์บริการข้อมูลสำหรับนักท่องเที่ยว Ura-Bandai Visitor Center แบบนี้ครับ

โดยเส้นทางการเดินชมธรรมชาติของบึง 5 สี Goshikinuma นั้น จะมีทางเข้าออกทั้งหมด 2 ทาง คือ ทาง Goshiki-numa Iriguchi และทาง Urabadai Kougeneki ซึ่งเราสามารถที่จะเข้าและออกทางไหนก็ได้ เพราะที่ทางเข้าออกแต่ละด้านนั้นจะมีร้านสะดวกซื้อ, ร้านอาหาร, ห้องน้ำ และลานจอดรถไว้บริการเหมือนกัน นอกจากนี้ที่ทางเข้าออกของแต่ละด้านก็ยังมีจุดบริการรถบัสที่สามารถพาเราเดินทางจากทางเข้าออกด้านนึงไปยังทางเข้าออกอีกด้านนึงได้ด้วยในราคาเที่ยวละ 250 เยน ดังนั้นเราจึงไม่ต้องกังวลไปนะครับว่าเราจะต้องเดินไปและกลับ เพราะเราสามารถเดินเพียงแค่ขาเดียวจากนั้นก็นั่งรถบัสกลับมายังที่จอดรถได้เลย สะดวกสบายสุดๆ ค่ารถบัสไม่แพง แถมนั่งแค่ไม่ถึง 10 นาทีก็ถึงแล้ว

นี่เป็นหน้าตาของรถบัสและจุดรอรถบัสที่บริเวณทางเข้าออกของแต่ละด้านครับ โดยภาพแรกจะเป็นภาพของจุดรอรถบัสฝั่ง Goshiki-numa Iriguchi ซึ่งจะเป็นฝั่งเดียวกันกับอาคารศูนย์บริการข้อมูลสำหรับนักท่องเที่ยว Ura-Bandai Visitor Center ส่วนภาพที่สองจะเป็นจุดรอรถบัสฝั่งทางเข้าออก Urabadai Kougeneki ยังไงเราก็ลองสังเกตอาคารเหล่านี้ให้ดีๆ นะครับ หรือถ้าใครหาไม่เจอก็สามารถยื่นรูปนี้ให้คนแถวนั้นดูก็ได้ เดี๋ยวเค้าก็จะชี้บอกทางให้เราเอง

ส่วนนี่จะเป็นตารางเวลาการให้บริการของรถบัสครับ เวลาการให้บริการจะแปลกๆ นิดนึงเพราะจะไม่ได้เป็นรอบทุกๆ กี่นาที ดังนั้นเราจึงต้องดูเวลารถให้ดีๆ นะครับ ถ้าเห็นว่าใกล้ถึงเวลาแล้วก็มานั่งรอได้เลย แต่ถ้าเห็นว่าเวลายังเหลืออีกเยอะก็ไปหาซื้ออะไรกินหรือนั่งเล่นในอาคารขายของก่อนก็ได้ครับ

ทั้งนี้สำหรับนักท่องเที่ยวที่นั่งรถบัสมาจากสถานี Inawashiro (อินะวะชิโระ) รวมไปถึงคนที่ขับรถส่วนตัวมากันเองนั้น โดยส่วนใหญ่ก็มักจะมาเริ่มต้นการเดินที่ฝั่ง Goshiki-numa Iriguchi กันเป็นหลักครับ เพราะที่ฝั่งนี้จะมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่จะมีข้อมูลต่างๆ อธิบายให้เราทราบถึงความเป็นมาและความสวยงามของบึงแห่งนี้ รวมทั้งยังเป็นจุดที่อยู่ใกล้กับบึงที่มีขนาดใหญ่และสวยที่สุดด้วย ใครที่มีเวลาน้อยหรือไม่อยากเดินเยอะก็มาเข้าออกที่ฝั่งนี้ได้เลย จากนั้นเดินดูแค่บึงแรกและบึงที่สองและเดินกลับออกมาทางเดิมได้เลยครับ ^^

นี่เป็นภาพแผนผังอธิบายตำแหน่งของบึงทั้ง 9 ในเส้นทางเดินชมธรรมชาติครับ หากใครที่ต้องการจะเดินตั้งแต่บึงแรกจนถึงบึงที่ 9 ก็จะต้องเดินเป็นระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตรครับ

ส่วนนี่จะเป็นป้ายที่บอกว่าจริงๆ แล้วเส้นทางเดินชมธรรมชาติแห่งนี้นั้นเราสามารถมาเที่ยวชมได้ตลอดทั้งปี เพราะในแต่ละฤดูกาลก็จะมีความสวยงามของสถานที่ที่ไม่เหมือนกัน ใครมีเวลาก็ลองอ่านดูนะครับว่าฤดูไหนมีจุดเด่นยังไงบ้าง

และหลังจากที่เราอ่านป้ายต่างๆ รวมทั้งศึกษาเส้นทางการเดินจนเข้าใจดีแล้ว คราวนี้ก็ได้เวลาออกเดินกันแล้วครับ โดยเส้นทางส่วนใหญ่ในการเดินนั้นจะเป็นทางราบสลับกับทางชันในบางจุด แต่โดยรวมๆ ก็ไม่ได้ชันจนเกินไปครับ เพราะความชันส่วนใหญ่จะอยู่เพียงแค่ 10-15 องศาเท่านั้น เราสามารถเดินได้เรื่อยๆ อย่างผมเองเดินถ่ายรูปไป เดินชิลๆ ไป ก็ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 2 ชั่วโมง จากการเดินฝั่งนึงมายังอีกฝั่งนึงครับ

หน้าตาของทางเดินจะเป็นแบบนี้ครับ ร่มรื่นมีต้นไม้ตลอดสองข้างทาง และตลอดเส้นทางการเดินนั้นเค้าจะมีป้ายบอกทางเราอยู่ตลอดเวลา เราไม่ต้องกลัวหลงเลยครับ โดยป้ายบอกทางนี้จะบอกว่าเราอยู่ตรงไหนแล้ว จุดต่อไปจะต้องเดินอีกกี่เมตร รวมทั้งยังบอกด้วยว่าความชันของเส้นทางที่เรากำลังจะเดินนั้นมีความชันประมาณเท่าไหร่

จากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเดินตามทางมาเรื่อยๆ ประมาณ 240 เมตร เราก็จะเจอกับลานจอดรถอีกหนึ่งจุด พร้อมทั้งโรงแรมและอาคารสองชั้นที่มีสินค้าต่างๆ จำหน่ายมากมาย รวมทั้งที่นี่ยังมีร้านอาหารบริการด้วยครับ

สำหรับใครที่ขับรถส่วนตัวมาอาจจะเลือกมาจอดรถที่จุดนี้เลยก็ได้ เพราะเราจะได้ประหยัดแรงในการเดินไป 240 เมตรครับ

นี่เป็นภาพภายในอาคารที่มีร้านอาหารและของต่างๆ จำหน่ายครับ ใครที่อยากซื้อของฝาก หรือหิวข้าวก็สามารถแวะเข้าไปใช้บริการได้ ราคาอาหารก็มีตั้งแต่ประมาณ 600 เยน จนถึง 1,600 เยนเลย

และที่บริเวณใกล้ๆ กับอาคารแห่งนี้จะมีร้านขายไอศกรีมซอฟท์เสิร์ฟอยู่ ซึ่งไอศกรีมนี้ถือเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของการมาเที่ยวที่นี่เลยครับ เพราะเค้ามีรสเค็ม (Salty Taste) ซึ่งเป็นสีฟ้าๆ จำหน่าย โดยไอศกรีมรสนี้เป็นรสชาติดั้งเดิมของที่นี่และไม่มีจำหน่ายที่อื่นเลยครับ

ใครที่สนใจก็ลองซื้อมาชิมดูได้นะครับ ราคาโคนละ 350 เยน รสชาติมันจะออกเค็มๆ หน่อย ซึ่งถ้าใครที่ไม่ชอบทานอะไรเค็มๆ ก็เลือกทานเป็นรสอื่น หรือผสมเป็นทูโทนกับรสพีชแบบที่ผมกับต๋งซื้อมาก็ได้ครับ

ถัดจากร้านไอศกรีมไปนิดนึง เราก็จะเห็นต้นไม้สวยๆ พร้อมกับบึง Bishamonnuma Pond (บึงบิชามอนนุมะ) บึงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีความสวยงามที่สุดเมื่อเทียบกับบึงอื่นๆ ที่เหลืออีก 8 บึงครับ

และนอกจากที่บึงแห่งนี้จะมีความสวยงามมากแล้ว ที่บึงแห่งนี้ยังได้มีการเปิดบริการให้เราเช่าเรือพายด้วย โดยราคาของการเช่าแบบ 30 นาที จะอยู่ที่ 700 เยน/ลำ และการเช่าแบบ 60 นาที จะอยู่ที่ 1,300 เยน/ลำ ใครที่สนใจและคิดว่าตัวเองสามารถพายเรือได้ก็จัดไปเลยครับ

สำหรับผมกับต๋งเนื่องจากเราไม่ไว้ใจฝีมือกันและกัน ประกอบกับเรามีกล้องและสัมภาระค่อนข้างเยอะ เราก็เลยเลือกแค่ยืนถ่ายรูปสวยๆ ข้างเรือก็พอครับ ><

นี่เป็นภาพบรรยากาศของคนที่พายเรือในบึงแห่งนี้ครับ มันเป็นบึงที่มีขนาดใหญ่และมีความสวยงามมากจริงๆ ใครที่กำลังทำคะแนนกับคนที่ไปด้วยอยู่ ผมแนะนำเลยว่าการชวนเค้าลงไปพายเรือด้วยกันในบึงแห่งนี้ ถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่คุณไม่ควรพลาดเลยครับ!!

แต่สำหรับใครที่ไม่ได้ลงไปพายเรือก็ไม่ต้องเสียใจไปนะครับ เพราะบริเวณรอบๆ บึงแห่งนี้มีจุดถ่ายรูปที่สวยงามเต็มไปหมดเลย โดยเฉพาะช่วงใบไม้เปลี่ยนสีแบบนี้ครับ

เป็นยังไงล่ะครับ ใบไม้เปลี่ยนสีของที่นี่สวยมากๆ เลยใช่มั้ยล่ะครับ แต่ภาพที่ทุกคนเห็นผมกับต๋งถ่ายมาเซ็ตนี้นั้น ผมอยากจะบอกว่ามันยังไม่ใช่ช่วงที่พีคสุดของที่นี่นะครับ โดยเท่าที่ผมสังเกตดูนี่น่าจะพึ่งเปลี่ยนไปได้ประมาณ 70% เท่านั้นเอง ถ้าใครได้มาเจอช่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีไปแล้ว 80% ขึ้นไป มันจะยิ่งสวยกว่านี้เยอะครับ

และผมอยากจะบอกทุกคนอีกอย่างนึงว่าน้ำในบึง Bishamonnuma Pond นั้นมีความใสมากๆ ใสจนเราสามารถมองเห็นปลาที่ว่ายน้ำไปมาได้เลย และปลาแต่ละตัวที่อาศัยอยู่ในบ่อแห่งนี้ก็มีขนาดตัวที่ใหญ่สุดๆ โดยนอกจากฝูงปลาคาร์ฟที่เห็นผมถ่ายรูปมาเยอะๆ แบบนี้ ในบึงแห่งนี้ยังมีปลาชนิดอื่นๆ อาศัยอยู่กันอีกเพียบเลยครับ แถมแต่ละตัวก็มีขนาดที่ใหญ่มากๆ ด้วย

หมายเหตุ : มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับปลาคาร์ฟที่อยู่ในบึง Bishamonnuma Pond แห่งนี้ด้วยนะครับ โดยเค้าว่ากันว่ามีปลาคาร์ฟที่มีลายเป็นรูปหัวใจอาศัยอยู่ในบึงแห่งนี้ ดังนั้นเค้าก็เลยวาดรูปหัวใจไว้เป็นสัญลักษณ์บริเวณเรือพายที่เปิดให้เช่าครับ ใครที่ได้มีโอกาสไปที่นี่ก็ลองสังเกตลายของปลาคาร์ฟดูนะครับ เผื่อจะเจอปลาตัวนั้นกับเค้าบ้าง

อ้อ ผมลืมบอกไปเรื่องนึงครับ ที่บริเวณบึง 5 สีนี้ เค้าห้ามเราใช้โดรนถ่ายภาพนะครับ ใครที่มีแผนจะเอาไปก็ไม่ต้องเอาไปนะ เดี๋ยวโดนจับมาแล้วจะไม่คุ้ม @_@

เอาล่ะ หลังจากที่เราถ่ายภาพและชมความสวยงามของบึง Bishamonnuma Pond ในมุมยอดฮิตจนอิ่มอกอิ่มใจแล้ว คราวนี้ก็ได้เวลาที่เราจะเดินต่อไปบนเส้นทางชมธรรมชาติเพื่อไปชมความงามของอีก 8 บึงที่เหลือ โดยนับจากบึงแรกนี้เราจะต้องเดินอีกประมาณ 3.7-3.8 กิโลเมตร ถึงจะถึงทางออกอีกฝั่งครับ

ใครพร้อมแล้วก็ออกเดินเท้าไปพร้อมๆ กับผมได้เลย ^^

สำหรับเส้นทางการเดินในตอนแรกนั้น เราจะยังคงเห็นบึง Bishamonnuma Pond ไปอีกซักพักเลยนะครับ เพราะบึงแห่งนี้มีขนาดที่ใหญ่มากจริงๆ เพียงแต่มุมที่เราเห็นนั้นจะเริ่มเป็นมุมที่เราไม่คุ้นชินกันซักเท่าไหร่

และหลังจากที่เราเดินผ่านบึง Bishamonnuma Pond มาได้ประมาณ 500-600 เมตร เราก็จะเจอกับบึงที่สองที่ชื่อว่า Akanuma Pond (บึงอะกานุมะ) อยู่ทางขวามือของเราครับ ซึ่งตั้งแต่บึงที่ 2 จนถึงบึงที่ 9 นี้ ผมจะไม่ขอลงรายละเอียดมากนะครับ เพราะด้วยความที่วันนั้นผมกับต๋งเจอฝนตกปรอยๆ ตลอดทาง ทำให้เราแทบไม่ได้หยิบกล้องออกมาถ่ายรูปเลย แต่โดยรวมๆ เราทั้งคู่คิดว่าหากใครที่มีเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงขึ้นไป และต้องการเดินชมธรรมชาติที่บริสุทธิ์แบบเงียบๆ ไม่มีผู้คนวุ่นวายเยอะ การเลือกเดินจนจบเส้นทางนี้ก็เป็นกิจกรรมที่ดีกิจกรรมหนึ่งครับ เพราะตลอดเส้นทางนั้นจะมีจุดที่สวยๆ ให้เราชมหลายจุดเลย

สำหรับบึงที่ผมชอบมากๆ รองจากบึงที่ 1 ก็จะเป็นบึงที่ 4, 5, 8 และ 9 ครับ เพราะบึงเหล่านี้มีหลายจุดที่สามารถถ่ายรูปสวยๆ ได้ แต่ทั้งนี้แต่ละคนก็อาจจะมีความชอบที่ไม่เหมือนผมนะครับ

แล้วก็หากใครที่ได้มีโอกาสไปที่นี่ในช่วงที่ท้องฟ้าแจ่มใส รวมทั้งใบไม้เปลี่ยนสีมากกว่าตอนที่ผมไป ก็น่าจะได้เห็นภาพที่สวยงามกว่านี้แน่ๆ เพราะวันที่ผมไปนั้นนอกจากสภาพอากาศจะไม่ดีแล้ว ใบไม้เปลี่ยนสีน่าจะยังอยู่ที่ระดับ 60-70% เท่านั้นเองครับ

หมายเหตุ : ผมกับต๋งเดินทางไปบึง 5 สี Goshikinuma ในวันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม 2561 ครับ

ทั้งนี้ในระหว่างที่เราเดินจากบึงที่ 1 มายังบึงที่ 9 นั้น เราไม่ต้องกลัวหลงเลยนะครับ เพราะเส้นทางเดินมันชัดมาก รวมทั้งยังมีป้ายบอกตลอดทางด้วย

นี่เป็นลักษณะของเส้นทางที่เราจะต้องเดินครับ เป็นทางดินที่จะมีความชันบ้างในบางช่วง แต่ก็ไม่ได้ชันมากนัก สามารถเดินสบายๆ เรื่อยๆ ไม่เหนื่อยมาก

และเมื่อเราเดินมาถึงบึงที่ 9 ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับทางเข้าออกฝั่ง Urabadai Kougeneki เราก็จะเจออาคารชั้นเดียวหน้าตาแบบนี้ครับ โดยภายในอาคารนี้จะมีห้องน้ำ, ร้านขายของฝาก แล้วก็ร้านอาหาร ซึ่งผมแนะนำเลยว่าใครที่เดินมาถึงอาคารนี้แล้วควรจะแวะเข้าไปนั่งพักซักหน่อยครับ

ภายในอาคารเค้าจะมีไอศกรีมแล้วก็ผลไม้ขายด้วยนะครับ โดยช่วงที่ผมไปนั้นจะเป็นช่วงที่แอปเปิ้ลกำลังออกผลพอดี รสชาติดี ลูกโตมาก ผมกับต๋งก็เลยซื้อมาซะเยอะเลย เยอะจนกินกันไม่หมดต้องขนกลับมาไทยด้วย และผมอยากจะบอกว่าพอมาถึงไทยแล้วแอปเปิ้ลเหล่านี้ยังมีสภาพดี ไม่ช้ำ และรสชาติยังอร่อยเหมือนเดิมด้วยครับ ใครที่ชิมแล้วชอบ คิดว่าตัวเองสามารถขนกลับมาไทยไหว ก็อย่าลืมซื้อกลับมานะครับ รสชาติมันดีจริงๆ

ส่วนนี่เป็นภาพของร้านอาหารที่เค้ามีบริการครับ อาหารส่วนใหญ่จะเน้นไปที่โซบะ ราเมน ราคาก็มีตั้งแต่ 700 เยน จนถึง 1,050 เยน รสชาติโดยรวมๆ อยู่ในเกณฑ์ที่ดี และการได้นั่งกินราเมนร้อนๆ หลังจากที่ต้องเดินตากฝนมายาวนาน มันสามารถช่วยคลายความหนาวและความหิวได้ดีมากๆ เลยครับ ><

สำหรับการทานอาหารที่นี่นั้น เราจะต้องบริการตัวเอง (Self Service) นะครับ โดยจะเริ่มตั้งแต่การกดเลือกเมนู, จ่ายเงินผ่านตู้ จนไปถึงการเดินไปรับอาหาร, การหยิบน้ำ และการเอาอุปกรณ์ทั้งหมดไปเก็บหลังจากที่เราทานเสร็จแล้ว หากใครงงๆ ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ก็แอบดูคนอื่นเอาก็ได้ครับ รับรองว่าไม่ยาก ทำได้แน่นอน ^^

และนี่เป็นภาพของวิวสวยๆ ที่เราจะได้เห็นหากเรามานั่งเล่นภายในอาคารแห่งนี้ครับ แต่น่าเสียดายที่เค้าไม่อนุญาตให้เรานำอาหารมานั่งทานบริเวณนี้ ไม่งั้นมันจะเป็นการกินข้าวที่ฟินมากๆ เพราะวิวมันสวยจริงๆ

อ้อ ภายในอาคารแห่งนี้จะมีล็อคเกอร์ให้เช่าด้วยนะครับ และที่บริเวณด้านนอกนั้นก็จะมีที่จอดรถไว้บริการเป็นจำนวนมากด้วย ก็เรียกว่าความสะดวกสบายของทางเข้าออกบึง 5 สีทั้งสองฝั่งนั้นมีพอๆ กันเลย ใครสะดวกจะเริ่มเดินจากฝั่งไหนก่อนก็เลือกเอาตามใจชอบได้เลย

และสำหรับใครที่ต้องการจะนั่งรถบัสเพื่อกลับไปยังทางเข้าออกฝั่ง Goshiki-numa Iriguchi ก็สามารถเดินออกจากประตูอาคารฝั่งนี้แล้วข้ามทางม้าลายไปได้เลยครับ เดี๋ยวเราจะเจอจุดรอรถบัสอยู่ตรงข้ามอาคารเลย โดยที่จุดนี้จะมีเจ้าหน้าที่ประจำการอยู่ด้วย เราสามารถสอบถามรอบการให้บริการของรถได้ รวมทั้งหากใครที่ต้องการจะเดินทางกลับสถานี Inawashiro ก็สามารถสอบถามทางเจ้าหน้าที่ได้เช่นกันครับ

และตอนนี้ผมก็พาทุกคนเที่ยวบึง 5 สี Goshikinuma เรียบร้อยแล้ว ผมก็ขอสรุปคร่าวๆ ตรงนี้อีกทีนะครับว่า สำหรับใครที่มีเวลาน้อยก็เลือกไปลงที่ทางเข้าออกฝั่ง Goshiki-numa Iriguchi ก่อน แล้วเที่ยวเฉพาะบึงแรกก็พอ ส่วนถ้าใครที่มีเวลาเยอะหน่อยก็สามารถจะเข้าออกทางไหนก็ได้ และเดินเที่ยวให้ครบทั้ง 9 บึงเลย เพราะแต่ละบึงนั้นต่างก็มีความสวยงามที่ไม่เหมือนกัน โดยเราจะใช้เวลาในการเดินประมาณ 2 ชั่วโมง และเมื่อมาถึงทางออกอีกฝั่งแล้วก็นั่งรถบัสกลับไปยังทางเข้าออกเดิมของเราครับ

สำหรับสถานที่ต่อไปที่ผมจะพาทุกคนไปเที่ยวต่อในวันนี้นั่นก็คือ เส้นทาง Bandaisan Gold Line หนึ่งในสามเส้นทางการชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงามของจังหวัด Fukushima โดยเส้นทางทั้งสามเส้นนั้นจะประกอบไปด้วย

  1. เส้นทาง Bandai-Azuma Sky Line ถนนเส้นนี้จะเป็นเส้นทางลอยฟ้าที่ตัดไปตามภูเขาสูงทางด้านทิศตะวันออกของกลุ่มภูเขา Azuma ซึ่งประกอบไปด้วยภูเขาหลายๆ ลูก อย่างเช่น Mt. Nishi-Agatuma, Mt. Higashi-Azuma และ Mt. Azuma-Kofuji หรือที่ใครๆ ชอบเรียกกันว่าฟูจิน้อยนั่นเองครับ โดยเส้นทางนี้จะมีระยะทางทั้งหมด 29 กิโลเมตร และเป็นเส้นทางที่บางครั้งจะถูกปิดไม่ให้เข้าชม หากมีความไม่ปลอดภัยเนื่องจากภาวะภูเขาไฟปะทุครับ
  2. เส้นทาง Bandai-Azuma Lake Line เส้นทางนี้จะเป็นเส้นทางที่ตัดไปบนสันเขาที่ขนาบด้วยทะเลสาบ Akimoto ทางทิศเหนือ และทะเลสาบ Onogawa ทางทิศใต้ โดยเส้นทางนี้จะมีระยะทางทั้งหมด 13 กิโลเมตร และมีจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ขึ้นชื่อคือที่บริเวณสะพาน Nakatsukawa Bridge
  3. เส้นทาง Bandai-Azuma Gold Line เส้นทางนี้จะเป็นเส้นทางที่ขับผ่าร่องเขาทางทิศตะวันออกของภูเขา Bandai โดยเส้นทางนี้จะอยู่ไม่ไกลจากบึง 5 สี Goshikinuma มากครับ

หมายเหตุ : ในการที่เราจะไปเที่ยวทั้ง 3 เส้นทางนี้ เราจำเป็นจะต้องมีรถส่วนตัวเท่านั้นนะครับ

ซึ่งด้วยความที่เส้นทาง Bandaisan Gold Line (Mapcode 413 319 806 *03) นั้น อยู่ไม่ห่างจากบึง 5 สี Goshikinuma มากนัก ทำให้ผมกับต๋งใช้เวลาขับรถเพียงแค่ไม่กี่นาทีก็ถึงครับ โดยตลอดเส้นทาง Bandaisan Gold Line นี้ จะมีจุดจอดรถเพื่อชมวิวและใบไม้เปลี่ยนสีสวยๆ หลายจุดเลย เราเพียงแต่ขับรถช้าๆ ไปตามเส้นทาง และหากเห็นจุดจอดรถก็จอดรถให้เรียบร้อย จากนั้นก็เดินลงไปสำรวจวิวมุมนั้นๆ ได้เลย โดยบางจุดเค้าจะมีห้องน้ำบริการด้วยนะครับ

หมายเหตุ : แม้ระหว่างที่เราขับรถเราจะเจอวิวสองข้างทางสวยแค่ไหนก็ตาม แต่ผมไม่แนะนำให้เราจอดรถนอกจุดจอดรถนะครับ เพราะมันจะเป็นการกีดขวางการจราจรและอาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้อื่นได้

ผมจะให้ทุกคนดูภาพมุมต่างๆ ของ Bandaisan Gold Line ยาวๆ เลยนะครับ โดยภาพเซ็ตนี้อาจจะไม่ค่อยสวยงามสมบูรณ์เท่าไหร่ เนื่องจากว่าตลอดบ่ายวันนั้นผมกับต๋งเจอกับท้องฟ้าที่มืดครึ้มสลับกับฝนตกปรอยๆ ตลอดทั้งวันเลยครับ T_T

แต่สำหรับใครที่ได้ไปที่นี่ในช่วงที่สภาพอากาศดีๆ และเจอกับช่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีมากกว่า 80% ขึ้นไป ผมรับรองว่าทุกคนต้องชอบแน่ๆ เพราะขนาดผมไปในช่วงที่อากาศแย่ๆ แบบนี้ ผมยังประทับใจในความสวยงามของเค้าเลยครับ และนอกจากนี้ผมยังเคยเห็นภาพของคนอื่นที่ถ่าย Bandaisan Gold Line ในวันที่อากาศดีๆ มาแล้ว และต้องบอกว่าสมแล้วที่มันชื่อ Gold Line จริงๆ เพราะเราจะเห็นทุกอย่างเป็นโทนสีส้ม, เหลือง, แดง แทบจะทั้งหุบเขาเลยครับ

และทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องราวของการขับรถเที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสีใน Fukushima ของผมกับต๋งในวันนี้ แต่นี่ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดการเดินทางของเราทั้งคู่นะครับ เพราะเรายังเหลือโปรแกรมการขับรถเที่ยวในเมืองนี้ด้วยกันอีก 2 วันเต็มๆ แล้วมาคอยดูกันนะครับว่าผมจะพาทุกคนขับรถไปเที่ยวที่ไหนในฟุกุชิมะกันต่อ และต้องบอกว่ามีหลายๆ ที่เลยที่ถ้าไม่ใช่คนมีรถ หมดสิทธิ์ไปแน่ๆ ครับ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านกันจนจบ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้า สวัสดีครับ

Hotel

Restaurant

Food

Tips

Shopping

Trips

dessert

photograph

ภรรยาหา สามีใช้

ภรรยาหา สามีใช้ (Amazingcouple) คือ คู่หนุ่มสาวที่รักการถ่ายภาพ การแต่งหน้า การเดินทาง การได้กินของอร่อยๆ และการได้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ในชีวิต ที่สำคัญคือยังรักการเขียนและการเล่าเรื่อง และทั้งหมดนี้คือจุดกำเนิดของ website แห่งนี้ครับ มาร่วมสนุกและเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ในชีวิตไปพร้อมกับพวกเรานะครับ

บทความที่เพิ่งดู

พามาดูลูกสาวคุณปู่ซากุระ [ [ Benishidera Jizo Sakura ] ] ซากุระทรงย้อยชวนฝันน <3

[TOP 6 RANKING] – SAKURA SHINING คัดมาแล้วเลาะตามคำพยากรณ์ซากุระ (7 MAR 62)

[TOHOKU – FUKUSHIMA] +ด่วนพิเศษ+พยากรณ์ซากุระเจาะลงในฟุคุชิมะ 2019

[ Kaiseizan Kouen และ Fujitagawa Fureaisakura ]เกาะติด(หลัง) พาชมซากุระแบบให้ตายยังไงก็ไม่หลง

จับตาพยากรณ์กับ “CHEERY BLOSSOM FORECAST #4 ปี 2019” (ฉบับที่ 4)

LEAVE A COMMENT

Welovefukushima