งานเทศกาล

Awesome Autumn in Fukushima Day 5 : เมื่อครั้งใบไม้เปลี่ยนสี ที่ฟุคุชิมะ

Rating Chart

0 average based on 0 ratings

  • Excellent
    0
  • Very Good
    0
  • Average
    0
  • Poor
    0
  • Terrible
    0
CONTRARY TO POPULAR

Let's intro your website here. Ut hendrerit sem ut dolor commodo, at dignissim lectus sagittis. Nam pharetra convallis elit, in mollis diam fermentum pharetra. Praesent risus nibh, aliquam non ornare sed, posuere sit amet neque. Nullam in ipsum nisi.

Visit Website

วันนี้เราตื่นเช้าเป็นพิเศษ เพราะว่าจะต้องขึ้นรถบัสตอน 7 โมง ตอนนั้นจำได้ว่าอุณภูมิประมาณ 4 องศา แทบไม่อยากลุกออกจากฟูกที่นอนเลย

พอออกมาดูวิวก็ร้องกรี๊ด เพราะหมอกลงจัดมาก เราชอบบรรยากาศแบบนี้ ขอให้ฝนไม่ตกก็พอ

อย่างที่บอกไว้ตอนต้น เราเลือกจองห้องพักแบบรวมอาหาร 2 มื้อ ในราคา 7,560 เยน แต่เมื่อมาถึง และคุยรายละเอียด ถึงได้รู้ว่าอาหารมื้อเช้าของที่นี่จะเสิร์ฟในเวลา 08.00 น. ซึ่งเราเปลี่ยนแผนมาเป็นออกจากเมืองนี้ในตอน 07.00 น. แทน เจ้าของที่พักก็ยังเป็นกังวล และยื่นข้อเสนอว่าจะรับเป็นข้าวปั้นแทนมั้ย ซึ่งเราปฏิเสธไป เพราะกลัวเค้าจะลำบากต้องตื่นมาทำอาหารให้เรากันแต่เช้า แต่สิ่งที่เค้าตอบกลับมาคือ โอเคไม่เป็นไร ถ้าไม่รับอาหารเช้า ราคาจะเหลือ 7,020 เยนนะ แสดงให้เห็นว่าเค้าไม่เอาเปรียบเราเลย

ไม่บ่อยนัก ที่เราจะถ่ายรูปกับเจ้าของที่พัก ถ้าไม่ประทับใจจริง ๆ ก่อนที่จะขึ้นรถกลับจากหมู่บ้านโชวะ เราจึงขออนุญาติคุณป้ามาถ่ายรูปด้วยกันเป็นที่ระลึกซะหน่อย เป็นหลักฐานและเครื่องการันตีว่า ที่พักนี้อบอุ่น เป็นกันเอง และถ้ามีโอกาส จะขอกลับมาพักที่นี่อีกแน่นอน…

ใครไม่สิบ เราให้สิบจ้า… 10 10 10

เราขึ้นรถจากหน้าที่พักตอนเวลา 7.10 น. โดยที่คุณป้ายืนโบกมือคอยส่งเราขึ้นรถ แถมก่อนไปคุณป้ายังให้ขนมเรามา 2 ชิ้นเล็ก ๆ เผื่อหิวอีกต่างหาก… ปลื้มปริ่ม…

คราวนี้เราจะเดินทางไปที่เมือง Kaneyama โดยไปลงที่สถานี Aizu Kawaguchi

นั่งรถมาประมาณ 1 ชั่วโมง เราก็มาถึงสถานี Aizu Kawaguchi แล้ว ค่ารถ 960 เยน

เมืองนี้เราเคยมาเมื่อครั้งฤดูหนาวที่แล้ว พอเจอสภาพเมืองที่ไร้หิมะ ก็ดูแปลกตาจนจำแทบไม่ได้เลย…

ภายในสถานี มีบอร์ดประกาศศักดาสำหรับผู้มาเยือน เราก็ขอเป็นอีกหนึ่งตัวแทนจากประเทศไทย สวมชุดประจำชาติ แล้วมาเพิ่มแต้มให้แดนสยามเราซักหน่อย…

ก่อนที่รถไฟขบวนถัดไปจะมา เราก็พอมีเวลาให้ไปเตร็ดเตร่อยู่บ้าง เราเลยเดินไปที่จุดชมวิวหมู่บ้าน Ooshi ที่อยู่ห่างจากสถานีประมาณ 700 เมตร เพื่อไปถ่ายภาพหมู่บ้านเล็ก ๆ ยามใบไม้เปลี่ยนสี มาเก็บสะสมเป็นคอลเลคชั่น หลังจากที่ตามถ่ายในช่วงฤดูหนาวมาแล้ว

เดินชมนกชมไม้ไปเรื่อยเปื่อย ก็ได้เวลาที่จะต้องเดินทางกันต่อแล้ว เป้าหมายต่อไปของเราคือสถานี Aizu Miyashita เมือง Mishima

น้องทาดามิ รถไฟสายที่เรารักมากที่สุด จอดรอที่ชานชาลาสถานีอยู่แล้ว… ถ่ายรูปซิค๊ะ รออัลไล…

รถไฟสายนี้ขึ้นชื่อเรื่องวิวที่สวยงาม แม้ใบไม้ในแถบนี้ จะยังเปลี่ยนสีไม่เต็มที่นัก แต่แค่นี้ก็สวยเกินบรรยายแล้ว

เพียงครึ่งชั่วโมง เราก็มาถึงสถานี Aizu Miyashita เมือง Mishima

จริง ๆ แล้ว เมืองนี้เป็นเมืองที่เราไม่ได้วางแผนกันมาตั้งแต่ต้น คือมาด้นสดเอาในวันนั้นเลย เพราะว่าตอนแรกเรากะว่าจะไปนั่งเรือชมใบไม้เปลี่ยนสี (Mugen kyo no watashi) ที่บริเวณสถานี Hayato แต่ว่าเราทำการจองช้าไป จึงทำให้ที่นั่งเต็มไปซะก่อน… สุดท้าย หวยก็เลยมาตกอยู่ที่เมืองมิชิมะ นี่แหล่ะ

ถ้าพูดชื่อ มิชิมะ (Mishima) หลาย ๆ คนอาจจะไม่ค่อยคุ้นหูซักเท่าไหร่ แต่ถ้าบอกว่าเมืองนี้ เป็นที่ตั้งของจุดชมวิวรถไฟสายทาดามิ สะพานไดอิจิ เคียวเรียว (Daiichi Kyouryuu) อันโด่งดัง… หลาย ๆ คนก็น่าจะร้องอ๋อ…

แต่ในคราวนี้ เราไม่ได้จะมาถ่ายรูปรถไฟหรอกนะ… เราจะพาไปซอกแซกเมืองมิชิมะแทนต่างหาก…

ต้องเกริ่นกันซักนิดก่อนว่า เมืองนี้เราเคยมาเมื่อปีที่แล้ว เป็นเมืองที่เราประทับใจมาก เพราะว่าเงียบสงบดี จนบางทีก็เงียบเกินไปราวกับเมืองร้าง… ลองมาดูกันว่า การกลับมาในครั้งนี้ เมืองมิชิมะจะยังสามารถทำให้เราประทับใจได้อีกรึเปล่า…

สิ่งหนึ่งที่เราลืมสังเกตุไปเลยก็คือ วันนี้ฟ้าใสมาก… แทบจะไม่มีเมฆเลยด้วยซ้ำ ขออากาศแบบนี้ทุกวันเลยได้มั๊ยค๊ะ…

ตอนที่เรามาถึง ก็เป็นเวลาประมาณ 9 โมงเช้า ร้านค้าต่าง ๆ รวมถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ก็ยังไม่ถึงเวลาเปิดทำการ เลยต้องเตร็ดเตร่ไปมา เป็นสัมภเวสี ถ่ายรูปเล่นรอเวลาอยู่ซักพักใหญ่

แต่เหมือนพนักงานภายในศูนย์ จะสังเกตุเห็นเรา จึงได้มาปลดผ้ายันต์.. อ้อ.. เปิดร้านให้เราเข้าไปนั่งหลบหนาวข้างในก่อน…

ไอ้ครั้นจะมานั่งเฉย ๆ ก็ดูจะเขิล ๆ ไปหน่อย เราเลยสั่งกาแฟมา 1 ถ้วย ทั้ง ๆ ที่เราไม่ใช่คนที่กินกาแฟเลยซักนิด…

เราบอกตั้งแต่ตอนต้นว่า วันนี้เราจะ “ไม่ไป” ตามล่ารถไฟทาดามิที่สะพานไดอิจิ เคียวเรียว… ซึ่งเหตุผลหลักในการปฏิเสธที่จะไปในครั้งนี้ก็คือ

“เรากลัว…”

เรากลัวที่จะต้องปั่นจักรยานแม่บ้าน ขึ้นเนินเขาอันสูงชันอย่างหน้ามืดตามัว… เพราะเรายังจดจำความรู้สึกครั้งแรก ที่เราปั่นจักรยานไปถ่ายรูปรถไฟทาดามิเมื่อปีที่แล้วได้เป็นอย่างดี… มันเป็นอะไรที่เหนื่อยมาก… เหนื่อยจนแทบเป็นคลั่ง… เหนื่อยจนต้องกรีดร้องขอชีวิต…

ยิ่งหลังจากที่ผ่านการปั่นจักรยานอย่างเอาเป็นเอาตาย ที่ทะเลสาบอะคิโมโต และหมู่บ้านโชวะด้วยแล้ว… ก็ขอบอกกับตัวเองเลยว่า ทริปนี้ตรูจะไม่ขี่จักรยานอีกแล้ว…

แต่ความมหัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้นค่ะคุณขา…

ขณะที่เราเดินถ่ายรูปศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแห่งนี้ไปเรื่อยเปื่อย แล้วสายตาเราก็พลันไปเห็น…

เฮ้ย..! จักรยานไฟฟ้า..!

เราร้องออกมาด้วยความดีใจ ระคนประหลาดใจ เพราะเมื่อปีที่แล้ว ที่นี่มีแต่จักรยานแม่บ้านที่ไร้ซึ่งเกียร์ใด ๆ แต่ปีนี้นางอัพเกรดเป็นจักรยานไฟฟ้าแล้วจ้า…

เรารีบไปสอบถามอัตราการเช่าบริการจักรยานไฟฟ้าจากพนักงานทันที ก็ได้คำตอบดังนี้

อัตราค่าบริการจักรยานไฟฟ้า

  • 4 ชั่วโมง 500 เยน
  • 8 ชั่วโมง 1,000 เยน

ตัวมอเตอร์จักรยานที่ช่วยทุ่นแรงให้การปั่นได้อย่างมหาศาล และมีตัวล๊อคบริเวณล้อหลัง เมื่อทำการจอด

บนแฮนด์จะมีตัวปรับระดับการปั่น และหน้าจอก็แสดงจำนวนแบตเตอรี่

หลังจากที่ตกลงเช่าจักรยานมาแล้ว ก็ได้เวลาออกไปตะลอนเมืองมิชิมะกัน โดยจุดแรกที่เราจะไปก็คือ จุดถ่ายรูปรถไฟทาดามิที่เราไม่รู้ชื่อ แต่พิกัดตามนี้

พิกัด : https://goo.gl/maps/Cek4gBE7A9s

จุดนี้เป็นจุดที่เราเริ่มเห็นบ่อย ๆ ตามโฆษณาต่าง ๆ ในจังหวัดฟุคุชิมะ ซึ่งจุดถ่ายรูป จะอยู่บนเนินถัดไปอีกหน่อย

ส่วนรางรถไฟทาดามิ จะอยู่ตรงชั้นที่สองนะ

สำหรับรอบรถไฟที่จะผ่านบริเวณจุดนี้ เราใช้วิธีการค้นหารอบรถไฟจากเว็บ http://www.hyperdia.com/en/

บริเวณสะพานที่รถไฟทาดามิวิ่งผ่านนั้น จะอยู่ระหว่างสถานี Aizu-miyashita และ Aizu-nishikata เราก็เสิร์ชเอาเลยว่า เวลาที่รถไฟจะผ่านมีเวลาไหนบ้าง ทั้งขาไป ขากลับ โดยเราสรุปรอบรถโดยอ้างอิงจากเว็บ Hyperdia ได้ดังนี้

Aizu-miyashita Station – Aizu-nishikata Station

05.57 – 06.00 / 07.34 – 07.36 / 09.12 – 09.15 /  12.59 – 13.02 / 15.54 – 15.57 / 19.36 – 19.39

Aizu-nishikata Station – Aizu-miyashita Station

07.25 – 07.29 / 09.07 – 09.10 / 14.27 – 14.30 / 18.17 – 18.20 / 21.04 – 21.07

*รอบเวลาอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ แนะนำให้เช็ครอบรถเพื่อความแน่ใจก่อนไปทุกครั้ง

สิ่งที่เราชอบมากอีกอย่างก็คือ จุดนี้ สามารถถ่ายรูปคนกับรถไฟในเฟรมเดียวกันได้อย่างใกล้ชิดอีกด้วย แต่ต้องถ่ายด้วยความระมัดระวัง เพราะว่าเป็นถนนที่มีรถสัญจรไปมา

อีกทีที่เราไปก็คือ สะพานสีแดงแปร๊ด ระหว่างเส้นทางไปจุดถ่ายรูปรถไฟอีกจุดหนึ่ง

เมืองมิชิมะ อาจจะไม่โดดเด่นเรื่องใบไม้เปลี่ยนสีมากนัก เพราะว่าต้นไม้ส่วนใหญ่จะเป็นต้นสนที่ไม่มีการเปลี่ยนสีของใบไม้

เลยสะพานสีแดงมาอีกหน่อย ก็จะเป็นจุดถ่ายรูปรถไฟทาดามิอีกหนึ่งจุด ส่วนรอบเวลารถไฟที่จะผ่านจุดนี้ ก็เป็นรอบเวลาเดียวกันกับจุดแรกที่เราแนะนำเลย

พิกัด : https://goo.gl/maps/jTLwPKYSkWo

ตอนอยู่เมืองไทย ต้องเดินหลบแดด… แต่พออยู่ญี่ปุ่น เห็นแดดแล้วต้องโดดใส่…

มิชิมะ ก็ยังคงเป็นมิชิมะ… คนน้อยยังไง ก็ยังน้อยอยู่อย่างนั้น… ผู้คนหายไปไหนกันหมดนะ…

ด้วยความที่มีเครื่องทุ่นแรงอย่างจักรยานไฟฟ้า ทำให้เรามั่นหน้าที่จะลองเสี่ยงปั่นขึ้นเนินมหากาฬ เพื่อไปถ่ายรูปรถไฟทาดามิที่ไดอิจิ เคียวเรียว ดูซักตั้ง… ผลปรากฏว่า เราปั่นขึ้นเนินได้แบบไม่มีปัญหา แม้ว่าจะมีอาการหอบบ้าง แต่ไม่เหนื่อยรากเลือดเหมือนตอนปั่นจักรยานแม่บ้านแน่นอน คอนเฟริม…

ส่วนวิธีมาที่จุดนี้ นอกจากจะเช่าจักรยานมาแล้ว ก็ยังมีอีกหลายวิธีด้วยกัน เช่น

  • ทางรถยนต์ส่วนตัว
  • ทางแท๊กซี่ โดยสามารถเรียกได้ที่หน้าสถานี Aizu-miyashita ถ้าไม่มีแท๊กซี่ ก็ให้เดินตรงมาที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอีกประมาณ 50 เมตร เพื่อให้ทางพนักงานช่วยโทรเรียกแท๊กซี่ให้
  • เดิน… ฟังไม่ผิดแน่นอน เดินด้วยเท้านี่แหล่ะจ่ะ… แค่ 2.5 กิโลเมตรเอ๊ง…
  • และอีกวิธีก็คือ นั่งรถ Shutter Bus โดยรอบที่ออกจากสถานี Aizu-miyashita ไปที่จุดชมวิวจะมีเพียง 1 รอบต่อวันเท่านั้น ก็คือเวลา 8.10 น. ส่วนขากลับจะมี 2 รอบ คือเวลา 10.30 น. และ 13.00 น. อัตราค่าบริการ 500 เยนต่อเที่ยว ซึ่งรถ Shutter Bus นี้ จะไม่เปิดให้บริการในวันอาทิตย์ และวันหยุดของญี่ปุ่น

พิกัด : https://goo.gl/maps/xLzoEK4GpXs

จุดถ่ายรูปสะพานไดอิจิ เคียวเรียว จะอยู่ใกล้ ๆ กับจุดพักรถ Ozekaido Mishima Juku Roadside Station ที่นี่จะมีทั้งซุปเปอร์มาร์เก็ต และร้านอาหาร จะเห็นว่า วันนี้เป็นวันที่คึกคักมาก เพราะว่าเป็นวันอาทิตย์

วิวบริเวณโดยรอบ

ทางเดินไปจุดชมรถไฟ เรารู้สึกว่าต้นไม้ส่วนใหญ่ ยังไม่เปลี่ยนสีดีนัก

เมื่อเราขึ้นมาก็พบว่า ใบไม้ส่วนใหญ่ยังคงเขียวอยู่ตามคาด

สำหรับรอบรถไฟที่จะผ่านบริเวณจุดนี้ เราใช้วิธีการค้นหารอบรถจากเว็บ http://www.hyperdia.com/en/

บริเวณสะพานที่รถไฟทาดามิวิ่งผ่านนั้น จะอยู่ระหว่างสถานี Aizu-hinohara และ Aizu-nishikata เราก็เสิร์ชเอาเลยว่า เวลาที่รถไฟจะผ่านมีเวลาไหนบ้าง ทั้งขาไป ขากลับ โดยเราสรุปรอบรถโดยอ้างอิงจากเว็บ Hyperdia ได้ดังนี้

Aizu-hinohara Station – Aizu-nishikata Station

07.21 – 07.25 / 09.03 – 09.07 / 14.23 – 14.27 /  18.13 – 18.17 / 21.00 – 21.04

Aizu-nishikata Station – Aizu-hinohara Station

06.01 – 06.05 / 07.37 – 07.41 / 09.15 – 09.19 / 13.03 – 13.07 / 15.57 – 16.01 / 19.40 – 19.44

*รอบเวลาอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ แนะนำให้เช็ครอบรถเพื่อความแน่ใจก่อนไปทุกครั้ง

แล้วเราก็เกิดคำถามขึ้นมาให้ต้องตัดสินใจ ว่าเราจะอยู่รอถ่ายรูปรถไฟทาดามิ หรือว่าจะไปที่เมืองยาไนสึเลย เพราะถ้ารอถ่ายรูปรถไฟ เราก็จะไปถึงที่เมืองยาไนสึตอนสี่โมงเย็น ซึ่งถือว่าฟ้าเริ่มจะมืดแล้ว…

เราชั่งใจอยู่นาน… สุดท้ายเราก็ตัดสินใจเลือกไปเมืองยาไนสึ เหตุผลเพราะว่า วันนี้อากาศดี ท้องฟ้าแจ่มใส แถมใบไม้ก็กำลังอยู่ในช่วงพีคอีกต่างหาก…

มีคนเคยบอกว่า บนโลกนี้ เราจะมีคู่แฝดที่เหมือนตัวเราเองอย่างน้อยหนึ่งคน… เราว่าเราเจอแฝดของเราแล้ว…

แล้วก็ได้เวลาที่จะต้องไปจากเมืองนี้แล้ว เราเอนจอยกับเมืองนี้มาก เป็นสามชั่วโมงที่คุ้มค่า ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่ได้มีอะไรหวือหวา แถมไม่ได้ถ่ายรถไฟเลยซักขบวน… จนอดสงสัยไม่ได้ว่า เราคงจะเป็นมนุษย์อินดี้ ที่หลงรักเมืองสุดเรียบง่ายเมืองนี้อย่างหมดใจ

ปิดจ๊อบจากการไปตามล่ารถไฟ แต่ไม่ได้รถไฟมาซักขบวน คราวนี้เราขอเบนเข็มมาตามล่าใบไม้เปลี่ยนสีเหมือนเดิมดีกว่า

เป้าหมายในลำดับต่อไปก็คือ เมืองยาไนสึ นั่นเอง

เมืองยาไนสึ (Yanaizu) เป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคไอสึ (Aizu) จังหวัดฟุคุชิมะ ที่นี่มีทัศนียภาพที่สวยงาม และถูกห้อมล้อมด้วยภูเขาที่เต็มไปด้วยต้นไม้หลากหลายพันธ์ มีแม่น้ำทาดามิ (tadami) และแม่น้ำทาคิทานิ (takitani) ไหลผ่าน มีสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอย่างวัดเอนโซจิ (Enzo-ji Temple) ที่สวยงามมากในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี รวมถึงยังเป็นบ้านเกิดของเจ้าวัวแดง อะคาเบโบะ (Akabeko) มาสคอตชื่อดังสุดน่ารัก แห่งเมืองไอสึ อีกด้วย

โดยเรานั่งรถไฟจากสถานี Aizu Miyashita มาลงที่สถานี Aizu Yanaizu โดยใช้เวลาเดินทางเพียง 23 นาทีเท่านั้น

หน้าตาของสถานี Aizu Yanaizu เป็นสถานีเล็ก ๆ แต่เต็มไปด้วยคู่มือการท่องเที่ยวอยู่เต็มไปหมด…

สิ่งที่หลาย ๆ คนอาจจะลืมไปว่า ตอนนี้เราแบกสัมภาระติดตัวมาด้วย แม้น้ำหนักอาจจะดูไม่เยอะมาก แต่พอแบกไปเที่ยวมาทั้งวัน ก็รู้สึกปวดไหล่อยู่เหมือนกัน… สิ่งที่เราโหยหามากที่สุดตอนนี้ นอกจากหมอนวดจับเส้นดี ๆ ก็คือการไปเช็คอินที่พัก แล้วโยนข้าวของทุกอย่างทิ้งไว้ในห้อง ให้เร็วที่สุด…

โดยที่พักที่เราจะไปเก็บสัมภาระมีชื่อว่า Tsukimitei Ryokan ที่อยู่ห่างจากสถานี Aizu Yanaizu ประมาณ 1.1 กิโลเมตร

พิกัด : https://goo.gl/maps/AY6skwxfxRm

เมื่อออกมาจากสถานีแล้ว Aizu Yanaizu แล้ว ก็เลี้ยวซ้าย แล้วเดินตรงไปตามทางได้เลย

ผ่านร้านขนมมันจู เจ้าดังของเมืองยาไนสึ ที่ไม่ว่าจะมาเมื่อไหร่ คนก็ต่อแถวยาวเป็นหางว่าว… จะมีช่วงว่างก็ตอนหน้าหนาวนี่ล่ะ ที่สามารถเดินตรงเข้าไปซื้อได้เลย

เดินมาเรื่อย ๆ ก็เริ่มเห็นสีสันมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า เราใกล้ถึงวัดเอนโซจิ วัดชื่อดังของเมืองยาไนสึกันแล้ว และใบไม้เปลี่ยนสีบริเวณถนนเส้นนี้สวยมาก เมื่อมาผนวกเข้ากับอากาศที่สดใสในช่วงบ่าย ก็ยิ่งสวยมากขึ้นไปอีก…

I’m Walking on Sunshine… whoa..! #ฮัมเพลง

ต้องยอมรับว่า บรรยากาศภายในเมืองยาไนสึในเวลานี้ ถือว่าสุดยอดมาก มองไปตรงไหนก็สวย… รู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจไม่ผิดจริง ๆ ที่เลือกมาเมืองยาไนสึในวันนี้

เดินมาตามแมพเรื่อย ๆ ก็ถึงที่พักเราแล้ว Tsukimitei Ryokan เรียวกังที่โลเคชั่นปังมากที่สุดในย่านนี้

ก็จะไม่ให้ปังได้ยังไง เพราะพี่แกเล่นตั้งอยู่ตรงโค้งริมแม่น้ำทาดามิเลย โดยที่มีสะพานสวย ๆ เชื่อมอีกฝั่ง พร้อมทั้งยังถูกห้อมล้อมไปด้วยต้นไม้ที่กำลังเปลี่ยนสีมาเสริมบรรยากาศอีก… แล้วเชื่อเหอะ ใครที่มาเที่ยวที่เมืองนี้ ร้อยทั้งร้อยจะต้องถ่ายรูปเรียวกังนี้กลับไปทุกคน เอาหัวเป็นประกัน…

ส่วนวิธีการจองนั้น เราจองผ่านทางโทรศัพท์ โดยได้เบอร์มาจากเว็บไซต์ของที่พัก ซึ่งพอโทรไป ปรากฏว่ามีห้องว่างพอดี เราเลยรีบทำการจองแบบไม่ต้องคิดนาน เพราะว่าช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงไฮซีซั่น ห้องพักจะเต็มเร็วมาก ๆ

ส่วนราคาจะอยู่ที่ 8,000 เยนต่อคน รวมอาหาร 2 มื้อ (ราคาไม่รวม vat 8%)

Website : http://www.tsukimitei.com/

บรรยากาศภายในห้องพัก ก็เหมือนกับเรียวกังทั่ว ๆ ไป แต่ที่นี่ห้องจะเล็กกว่าหน่อย ไม่มีห้องอาบน้ำ และห้องสุขาภายในห้องพัก

วิวจากห้องพักที่นี่ เป็นสิ่งเราอยากแนะนำเหลือเกิน… เพราะว่าวิวสวยมาก และสามารถมองเห็นวัดเอนโซจิได้จากในห้องเลยนะ เอาแค่นั่งเฉย ๆ ดูวิวไปเรื่อย ๆ ก็ถือว่าคุ้มแล้ว

เมื่อจัดการเรื่องที่พักเรียบร้อยแล้ว เราก็ออกไปเที่ยวเมืองยาไนสึกันต่อ แต่ก่อนที่จะตรงไปวัดเอนโซจิ เราแอบสังเกตุเห็นทางขึ้นเขาบริเวณหลังที่พัก ซึ่งเดาว่าข้างบนน่าจะเป็นสวนอะไรซักอย่าง ว่าแล้วก็ลองขึ้นไปสำรวจดูหน่อยดีกว่า

ขึ้นมาแล้ว ปรากฏว่าเป็นสวนจริง ๆ ด้วย แต่ดูจากสภาพโดยรวมแล้ว น่าจะไม่ได้รับการดูแลที่ดีเท่าที่ควร… แต่วิวข้างบนก็ดูสวยแปลกตาดีเหมือนกัน เพราะได้เห็นวิวสะพานแดงในอีกมุมหนึ่ง

นอกจากสะพานแล้ว บนสวนนี้ ก็สามารถมองเห็นวัดเอนโซจิได้ในอีกมุมด้วยนะ ถ่ายรูปออกมาก็ดูไม่ซ้ำใครดี… ว่าแล้วก็ลงจากเขาแล้วตรงไปที่วัดเลยดีกว่า

วัดเอนโซจิ (Enzoji) เป็นวัดเก่าแก่ที่มีประวัติอันยาวนาน และเรื่องเล่ากล่าวขานที่มากมาย ถูกก่อสร้างขึ้นในปีค.ศ. 807 โดยนักบวชชื่อ Tokuichi Daishi แห่งเมือง Aizu ปัจจุบันมีอายุล่วงเลยมาถึงกว่า 1,300 ปี และเมื่อเทียบขนาดกับวัดอื่นๆแล้ว พื้นที่วัดนี้จัดว่าใหญ่ที่สุดในจังหวัดฟุคุชิมะเลยทีเดียว

ช่วงเวลาทำการ

9:00 ถึง 17:00 (เดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์ ปิดทำการเวลา 16:30, เดือนพฤษภาคม – สิงหาคม ปิดทำการเวลา 17:30)

พิกัด : https://goo.gl/maps/fvCTTvTTrgw

รูปนี้ถ่ายตรงสะพานหน้าเรียวกังเลยล่ะ ดีงามพอมั๊ย…

ก่อนที่เข้าไปถึงตัววัด เพื่อซึมซับถึงแก่นแท้ของธรรมะ เราก็ต้องผ่านความยากลำบากกันก่อน…

บันไดทางขึ้นวัด ที่มองเผิน ๆ แล้ว ก็ดูจะไม่ได้สูงอะไร แต่พอเดินขึ้นไปแล้ว ก็แอบหน้ามืดอยู่เหมือนกันนะคุณ…

พอเดินขึ้นมาถึงข้างบน ก็พบว่าคนเยอะมาก ก็วันนี้เป็นวันอาทิตย์นี่เนอะ แถมอากาศก็ดีเหมาะแก่การมาเที่ยวสุด ๆ

จุดเด่นของวัดแห่งนี้คือโถงระเบียงของอาคารหลักที่ตั้งอยู่บนหน้าผาขนาดใหญ่เช่นเดียวกับ วัดคิโยมิสุในเกียวโต เดิมทีระเบียงนี้สร้างมาจากไม้ แต่ช่วงหลังได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนเป็นคอนกรีตเพื่อความแข็งแรง และปลอดภัย แต่ส่วนอื่น ๆ ในวัดก็ยังคงไว้เป็นไม้เช่นเดิม

และระเบียงตรงนี้ ก็เป็นจุดชมวิวที่สวยงามมากที่สุดเช่นกัน การได้มายืนดูพระอาทิตย์ตกที่นี่ ก็ดูจะโรแมนติคดีไม่หยอกนะ…

เดินเฟี๊ยสที่ลานวัด…

อิจจ…

จะว่าไปวัดนี้มีมุมถ่ายรูปสวย ๆ อยู่เพียบเลย ยังไงก็เตรียมเมม และชาร์จแบตกล้องมาให้พร้อม เพราะว่าได้รัวชัตเตอร์กันมันส์หยดแน่ ๆ

นอกจากวิวระเบียงวัดที่ขายดีแล้ว ทิวใบเมเปิลสีแดงบริเวณข้างวัดก็ขายดีด้วยเช่นกัน… เพราะคนมามุงถ่ายรูปตรงนี้เยอะมาก กว่าจะรอจังหวะให้คนโล่ง ๆ ได้นี่ เล่นเอาสัปหงกไปหลายรอบ…

เราชอบเวลาที่ใบไม้สัมผัสกับแสงแดด เพราะมันช่วยขับสีของใบไม้ให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น… ดังนั้น สภาพอากาศ จึงถือว่าเป็นตัวแปรที่สำคัญมากในการชมความงามใบไม้เปลี่ยนสี

หลังจากฟินกับความงามของทิวเมเปิ้ลแดงจนอิ่มแล้ว เราก็ลองไปชมจุดอื่น ๆ ในบริเวณวัดกันบ้าง

ต้นแปะก๊วยบริเวณทางเดินไปลานจอดรถ ที่ใบไม้น่าจะอยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายแล้ว เพราะใบไม้ส่วนใหญ่ร่วงหล่นจากต้นจนแทบโกร๋น แต่ก็ทำให้พื้นกลายเป็นพรมสีเหลืองอร่ามผืนใหญ่แทน…

เราใช้เวลาในการถ่ายรูปตรงนี้อยู่พอสมควร เพราะว่าคนน้อยดี

เดินเที่ยวเพลิน ๆ พระอาทิตย์ก็คล้อยต่ำ จนแสงสวย ๆ หายไปหมดแล้ว ทั้ง ๆ ที่เป็นเวลาแค่ 4 โมงเย็นเองนะ

เรามัวแต่สนใจใบไม้ จนลืมทักทายเจ้าถิ่นของที่นี่เลย นั่นก็คือ น้องวัวแดงอะคาเบโกะ (Akabeko) มาสคอตชื่อดังของเมืองไอสึ

ตามตำนานที่เล่าขานกันมาว่า ในสมัยแรกเริ่มที่มีการก่อสร้างวัดเอนโซจิขึ้นมา ชาวบ้านยาไนสึได้ใช้วัวแดงจำนวนหนึ่ง  เป็นพาหนะเพื่อใช้ในการขนไม้ขึ้นไปบนยอดเขา เรียกว่าเป็นกำลังหลักสำคัญในการสร้างวัดนี้เลยทีเดียว เมื่อวัดได้ก่อสร้างเสร็จแล้ว วัวเหล่านั้น ก็ไม่ยอมจากวัดไปไหน จนต่อมาวัวเหล่านั้นจึงได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความจงรักภักดีต่อเทพเจ้า และถูกขนานนามว่า Akabeko (Aka หมายถึงสีแดง, Beko หมายถึงวัว)

ต่อมาน้องวัวแดงเหล่านี้ก็ถูกพัฒนาเป็นของเล่นยอดนิยม โดยมีลักษณะเป็นตุ๊กตากระดาษ(Paper Mache) จุดเด่นอยู่ที่หัวสามารถขยับด๊อกแด๊กไปมาได้ และกลายเป็นสัญลักษณ์ของภูมิภาคไอสุไปในที่สุด

เรามาเที่ยวที่วัดนี้เป็นรอบที่ 3 แล้ว แต่ก็ยังไม่เคยได้เห็นบรรยากาศยามพระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้าซักที วันก็มีโอกาสได้เห็นแล้ว บรรยากาศมันดีงามมาก แล้วก็หนาวมากด้วยเช่นกัน… #วิ่งเข้าที่พักด้วยความเร็วแสง

เวลาพักเรียวกัง เราจะรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เวลาทานอาหาร เพราะอยากจะรู้ว่าแต่ละที่ จะทำอะไรมาให้เราทานบ้าง และนี่คือหน้าตามื้อเย็นของเราในวันนี้

ระหว่างที่เราทานอาหารเย็นอยู่ ก็มีพนักงานมาถามเราว่า จะรับเกี๊ยวซ่ามั๊ยคะ..? เราก็ตอบตกลงไป… กลายเป็นว่า สิ่งที่เราประทับใจมากที่สุดสำหรับมื้อนี้ ก็คือเกี๊ยวซ่าจานนี้นี่แหล่ะ…

Hotel

Food

Trips

photograph

บทความที่เพิ่งดู

Awesome Autumn in Fukushima Day 4 : เมื่อครั้งใบไม้เปลี่ยนสี ที่ฟุคุชิมะ

Kitakata Soba Festa เทศกาลพุงแตกแห่งปีกับโซบะขั้นเทพแห่งเมืองKitakata

ฟิน อิน จบแบบปังๆ !!! 3 สถานที่พักออนเซ็นใกล้แหล่งงานเทศกาลหิมะ!!

7 ที่พัก ดินแดน Aizu (3 โรงแรม 4 เรียวกัง)

ขับปล่อยใจ Road Trip Aizu in Fall season 2018 ตอนที่ 2

LEAVE A COMMENT

Welovefukushima