งานเทศกาล

Awesome Autumn in Fukushima Day 4 : เมื่อครั้งใบไม้เปลี่ยนสี ที่ฟุคุชิมะ

[su_wiloke_sc_company_website target=”_self”]

เช้านี้เราตื่นขึ้นมาเวลาตี 5 ที่ต้องตื่นเช้าขนาดนี้ เพราะว่ามีกิจกรรมให้ทำแต่เช้า แถมยังต้องไปขึ้นรถบัสรอบแรกของวันให้ทันอีกต่างหาก

บรรยากาศยามเช้าอากาศหนาวมาก มีหมอกปกคลุมอยู่บาง ๆ เข้ากันกับภูเขาที่กำลังเปลี่ยนสีอยู่ชะมัด

เราตั้งใจที่จะเดินไปที่ต้นแป๊ะก๊วยยักษ์ แต่ก็โดนต้นไม้ระหว่างทางดักไว้ซะก่อน

นอกจากต้นแปะก๊วยยักษ์ ที่เป็นพระเอกของเมืองนี้แล้ว สิ่งที่เราชอบไม่แพ้กันก็คือ บรรยากาศยามใบไม้เปลี่ยนสีของเมืองนี้ ที่จัดจ้าน และฉูดฉาดกว่าที่เราคิด สีมีความตัดกันอย่างลงตัว นี่กว่าจะเดินไปถึงต้นแปะก๊วยยักษ์ ก็ถ่ายรูปกันจนเมมเกือบเต็ม…

ก่อนที่เราจะเดินไปถึงต้นแปะก๊วย เราก็เจอเข้ากับแผงต้นไอวี่ ที่ปกคลุมอาคารซะเกือบมิด แถมสียังสวยมาก ๆ เรียกว่าขโมยซีนต้นแปะก๊วยไปเต็ม ๆ

ก่อนที่ต้นแปะก๊วยจะงอนไปมากกว่านี้ เราก็กลับไปให้ความสนใจพระเอกของเรากันดีกว่า เมื่อวานตามถ่ายรูปมาเยอะแล้ว วันนี้ถือว่าเป็นรอบเก็บตกละกัน

เมื่อคืนแอบอธิษฐาน ขอให้ตื่นมาแล้วใบไม้เหลืองเลยนะเจ้าค๊ะ… ซึ่งเช้านี้ ใบไม้ก็แอบเหลืองขึ้นมานิดนึง…

ถ้าใครมีอารมณ์อินดี้ เบื่อแล้วกับการชมใบไม้เปลี่ยนสีตามสถานที่ยอดนิยม อยากให้ลองมาเปิดประสบการณ์ ออกสู่ชนบทมาชมความงามที่เมืองฟูรุมาชิดูบ้าง… เพราะถึงแม้สถานที่จะไกลปืนเที่ยง อยู่ในซอกอยู่ในหลืบ แถมรถราก็ไม่ค่อยมี… แต่พูดได้เลยว่า ที่นี่สวย และเป็น Rare Item ที่ควรค่าแก่การมาเช็คอินอวดเพื่อน ๆ เป็นอย่างมาก

แล้วจะได้รู้ว่า แค่ต้นไม้ต้นเดียว ก็เฟี้ยวได้เหมือนกันนะเออ…

ได้เวลาอันเป็นสมควร เราก็รีบไปรอที่ป้ายรถกันดีกว่า เพราะว่าถ้าตกรถไป จะต้องรอกันอีกนานเลย…

สภาพอากาศ ณ.ขณะนั้น มีฝนตก แดดออก แถมยังหนาวมากอีกต่างหาก… นกสับสนไปหมดแล้วค่ะ พี่ตา…

พอเอาตัวเองมาอยู่ตามชนบทแบบนี้ เราก็ได้เห็นอะไรน่ารัก ๆ ที่ในเมืองใหญ่ ๆ อาจจะไม่มี นั่นก็คือ… เด็กนักเรียนที่เดินเรียงกันเป็นแถวอย่างมีระเบียบ โดยมีผู้ใหญ่ที่อยู่หัวแถว คอยนำทางพาเด็ก ๆ ไปโรงเรียน…

สำหรับป้ายรถบัสขากลับ มีชื่อว่า Furumachi Tobacco Yazen (Tobacco Store Bus Stop) จะอยู่ตรงหน้าร้านขายยาสูบตามชื่อป้ายเลย…

ตอนที่เรารอรถอยู่ ทางพนักงานในร้านคงเห็นว่าฝนกำลังตก จึงเชื้อเชิญให้เราไปหลบฝนข้างในร้าน แถมยังให้ขนมมาให้เรากินระหว่างรอรถอีกต่างหาก… ปลื้มปริ่ม…

พิกัด : https://goo.gl/maps/F9q5H2hWbur

รอบรถที่เราจะต้องขึ้นก็คือเวลา 7.52 น. แต่รถมาเลทไปประมาณ 10 นาที ทำเอาเราแอบกังวลไปเหมือนกัน เพราะนึกว่าตัวเองจะตกรถไปซะแล้ว…

ส่งท้ายเมืองฟูรุมาชิ ด้วยวิวระหว่างทางตอนขากลับนี่ล่ะ ใบไม้สีเจ็บสุด ๆ

เรากลับมาที่สถานี Aizu Tajima อีกครั้ง เพื่อที่จะนั่งรถบัสอีกสาย ไปยังสถานที่ถัดไป…

แต่ก่อนที่จะถึงรอบรถบัสในอีก 2 ชั่วโมง เราก็ขอใช้เวลาว่างในระหว่างนี้ให้เกิดประโยชน์ ด้วยการเดินสำรวจเมืองทาจิมะกันดูดีกว่า แม้เราจะไม่ได้เตรียมข้อมูลของเมืองนี้มาเท่าไหร่ แต่ google maps ช่วยคุณได้…

จุดมุ่งหมายแรกของเรา ก็คือ Former Minamiaizu-gun Municipal Government Office หรือ ที่ว่าการ เมืองมินะมิ ไอสึ-กุน หลังเก่า ที่สร้างในปี ค.ศ. 1885 ด้านหน้าอาคารเป็นเสาทรงกลม สไตล์กรีก และมีหน้าต่างกระจกบานใหญ่โดยรอบทั้ง 2 ชั้น

ในปี 1970 ทางรัฐบาลมีโครงการที่จะก่อสร้างอาคารว่าการหลังใหม่ขึ้น แต่ชาวเมืองก็ได้มีการคัดค้าน ไม่ให้ทำลายอาคารหลังนี้ทิ้ง รวมถึงการสนับสนุนให้อนุรักษ์อาคารหลังนี้ไว้ และในปี 1971 ทางรัฐบาล จึงจัดตั้งอาคารหลังนี้ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ ศูนย์เก็บข้อมูลทางประวัติศาสตร์ พร้อมทั้งยังมีการจัดแสดง สิ่งของต่าง ๆ ที่ขุดพบบริเวณปราสาท ชิกิยามะโจ เมื่อสมัยเอโดะ อีกด้วย

วิธีเดินทาง สามารถเดินมาจากสถานี Aizu Tajima Station ประมาณ 700 เมตร

พิกัด : https://goo.gl/maps/6XDrr2uM6Xy

อาจเพราะวันที่เรามาเป็นวันธรรมดาที่ผู้คนส่วนใหญ่มาทำงาน จึงมีรถจอดเต็มลานจอดแทบจะแน่นขนัด ภาพที่หวังไว้ เลยไม่สวยงามตามที่คิดไว้ซักเท่าไหร่… เราเลยเปลี่ยนเป้าหมายใหม่ดีกว่า

บรรยากาศเมืองทาจิมะในวันฟ้าหม่น ก็ดูสวยดีนะ แม้บางทีจะดูเหงา ๆ ไปหน่อยก็ตาม…

ไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า การมาถ่ายรูปกับดอกหญ้า จะทำให้ภาพออกมาเป็นอ้อย กะท้อน ได้ขนาดนี้

หลังจากหลงทางอยู่พักใหญ่ เราก็เดินมาถึงปราสาทชิกิยาม่า…

ซากปรักหักพังของปราสาทชิกิยาม่า (Shigiyama Castle Ruins) ไม่มีข้อมูลปรากฎที่แน่ชัดว่าเริ่มก่อสร้างตั้งแต่เมื่อใด แต่มีข้อสันนิษฐานว่าอาจจะเริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 12  ปราสาทและกำแพงก่อสร้างด้วยก้อนหินขนาดใหญ่วางเรียงซ้อนกัน ตั้งอยู่บนยอดเขา กลางเมือง Aizu Tajima

หลักฐานที่ปรากฏพบคือ ในช่วงปีค.ศ. 1459 Naganuma Munemasa 1 ใน 4 ซามูไรผู้ก่อตั้งเมือง Aizu ได้เข้ายึดครอง และตั้งรกราก พร้อมปรับปรุงปราสาทแห่งนี้ขึ้นใหม่ ด้วยชัยภูมิที่ตั้งที่อยู่บนที่สูง จึงสามารถป้องกันข้าศึกศัตรูได้เป็นอย่างดี แม้ว่าจะถูกโจมตีอยู่เรื่อย ๆ แต่แล้วก็ถึงกาลสิ้นสุดในปีค.ศ. 1627 สาเหตุจากสงครามโค่นล้มกลุ่มซามูไร ทำให้ปราสาทแห่งนี้ถูกทิ้งร้าง และภายหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง ทำให้ปราสาทพังถล่มลงมา กลายเป็นซากจนถึงปัจจุบัน คงเหลือไว้เพียงกำแพงเมืองที่ยังคงมีให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน

พิกัด : https://goo.gl/maps/s8qCg1cPdw22

ก่อนเข้าไป มีป้ายเตือนให้ระวังหมีอันเบ่อเริ่ม… แต่ก็ไม่สนสี่สนแปดใด ๆ ทั้งนั้น

ถัดจากป้ายระวังหมี ก็จะเป็นป้ายแผนที่ภายในบริเวณปราสาท แต่คาดว่าเราคงจะไปไหนไม่ได้ไกล เพราะรอบข้างจัดว่าเป็นป่ารกชัฏมาก…

สิ่งที่ปะทะเข้าตาเป็นอย่างแรกก็คือ ต้นเมเปิ้ลสีแดงแปร๊ด ที่แย่งซีนต้นไม้ทุกต้นในบริเวณนี้ซะราบคาบ…

พอหันหลังกลับไปก็ร้องกรี๊ด เพราะจุดนี้สามารถมองเห็นเมืองทาจิมะได้ด้วย

เดินเข้าไปเรื่อย ๆ ก็จะเจอกับส่วนที่เป็นกำแพงของปราสาท ซึ่งดู ๆ แล้ว ที่นี่แทบไม่เหลือส่วนของสถาปัตยกรรมให้ดูมากนัก มีแต่ป่ารกชัฏอันหนาแน่น จนบางทีก็แอบหวั่นว่า หมีจะออกมามั๊ยนะ…

แว๊กกก.. หมีมา..! เผ่นต่อไม่รอแล้วนะ

หมีเหมอที่ไหนกัน… แค่ได้เวลาที่จะต้องกลับไปขึ้นรถบัสแล้วต่างหาก…

และแล้ว ก็มาถึงสถานที่ที่เรารอคอย และอินดี้ที่สุด นั่นก็คือ หมู่บ้านโชวะ…

หมู่บ้านนี้ เป็นหมู่บ้านที่เราอยากจะมาเยือน เพียงเพราะว่ารูปเพียงหนี่งรูปที่เราไปเห็นจากอินเตอร์เนตเท่านั้น… และหลังจากที่รู้ชื่อสถานที่ เราก็จับยัดเข้าไปอยู่ในบัญชี Bucket List ของเราทันที…

มาดูกันว่า… สถานที่ที่เราตั้งตารอคอยอย่างใจจดใจจ่อ มันจะสวยงามอย่างที่คาดการณ์ไว้รึเปล่านะ

หมู่บ้านโชวะ (Showa village) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของภูมิภาคไอสุ (Aizu) เขตโอนูมะ (Onuma) จังหวัดฟุคุชิมะ (fukushima) ที่นี่มีประชากรเพียงแค่ 1,332 คนเท่านั้น ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และหัตถกรรม ผลิตภัณฑ์โอทอปที่ขึ้นชื่อของหมู่บ้านนี้ก็คือ ผ้าคารามูชิ (Karamushi) ที่ผลิตจากเส้นใยพืช Choma ซึ่งเป็นพืชท้องถิ่นของหมู่บ้าน

วิธีเดินทาง

หมู่บ้านโชวะสามารถมาได้ 2 เส้นทาง คือ

  • จาก Tokyo นั่งรถไฟ Shinkansen ไปสถานี Koriyama ต่อด้วยรถไฟ JR Ban-Etsusai Line ไปสถานี Aizu-Wakamatsu จากนั้นต่อรถไฟ JR Tadami Line ไปลงสถานี Aizu-Kawaguchi แล้วนั่ง Aizu Bus ที่หน้าสถานีไปลงที่หมู่บ้าน Showa ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ค่าโดยสาร ประมาณ 960 เยน (รถบัสมี 3 รอบต่อวัน)

รอบรถบัสจากสถานี Aizu Kawaguchi ไป Showa Village

8.23 น. / 15.33 น. / 9.03 น.

รอบรถบัสจาก Showa Village (Shimohara) ไป สถานี Aizu Kawaguchi

7.10 น. / 11.10 น. / 17.30 น.

  • จาก Tokyo นั่งรถไฟ Shinkansen ไปสถานี Koriyama ต่อด้วยรถไฟ JR Ban-Etsusai Line ไปสถานี Aizu-Wakamatsu จากนั้นต่อรถไฟไปลงที่สถานี Aizu-Tajima (เส้นทางช่วงนี้ไม่สามารถใช้ JR Pass ได้) แล้วนั่งรถบัส(รถตู้) ที่หน้าสถานี ไปลงที่หมู่บ้าน Showa ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ค่าโดยสาร 1,130 (รถบัสมี 3 รอบต่อวัน)
  • จากสถานี Asakusa (Tokyo) นั่งรถไฟสาย Tobu Revaty Aizu ไปลงที่ Aizu-Tajima ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง แล้วนั่งรถบัส(รถตู้) ที่หน้าสถานี ไปลงที่หมู่บ้าน Showa ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ค่าโดยสาร 1,130 (รถบัสมี 3 รอบต่อวัน)

รอบรถบัสจากสถานี Aizu Tajima ไป Showa Village

11.15 น. / 14.30 น. / 17.50 น.

รอบรถบัสจาก Showa Village (Public Hall) ไป สถานี Aizu Tajima

7.02 น. / 12.52 น. / 16.42 น.

*รถโดยสารเข้าหมู่บ้านทั้งสองเส้นทาง อาจงดให้บริการในช่วงฤดูหนาว เนื่องจากหิมะตกหนัก

พิกัด : https://goo.gl/maps/A448vmDfa3M2

เราเริ่มต้นเดินทางจากสถานี Aizu Tajima โดยที่ป้ายรถจะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับสถานนี ใกล้ ๆ กับร้านโซบะ

เรายืนรออยู่ซักพักก็มีรถมาจอดเทียบ พร้อมกับเปิดประตูเชื้อชวนให้ขึ้นรถ

“อ้าว ไหงเป็นรถตู้..”

แต่เราก็มั่นใจว่าต้องใช่รถโดยสารไปหมู่บ้านโชวะแน่ ๆ เพราะเห็นมาสคอตของหมู่บ้านที่แปะอยู่บริเวณข้าง ๆ ตัวรถ

เราขึ้นไปแล้วบอกคนขับก่อนเลยว่าต้องการที่จะลงที่ไหน โดยเราเอารูปชื่อจากในกูเกิลให้ดู ทางคนขับเห็นปุ๊บก็ร้องอ๋อทันที…

เพียงไม่กี่อึดใจ คนขับก็ส่งเราถึงที่ ตอนนั้นเราขอบคุณซะยกใหญ่ เพราะเข้าใจว่าคนขับตั้งใจมาส่งโดยเฉพาะ แต่พอสังเกตุดี ๆ

“อ้าว… มีป้ายอยู่หน้าที่พักเลยนี่นา…”

และที่พักของเราในวันนี้มีชื่อว่า โชวะกัง เรียวกัง

โชวะกัง เรียวกัง (Showakan Ryakan) เรียวกังขนาดเล็ก ที่มีความอบอุ่นเหมือนมานอนบ้านญาติสูงมาก ที่พูดแบบนี้เพราะว่าเจ้าของเป็นหญิงสาวสูงวัย 2 คน แม่ลูก ดูแลแขกผู้เข้าพักกันลำพัง 2 คน ให้ความเป็นกันเอง และช่วยเหลือดีมาก ถึงแม้ว่าจะสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ก็รับรู้ได้ถึงความน่ารัก และความมีน้ำใจได้เป็นอย่างดี

และเจ้าของที่พักที่นี่แหล่ะ ที่เป็นเจ้าของวลี “หนูจะมาทำอะไรจ๊ะ..? ที่นี่ไม่มีอะไรเลยนะ..”

จริง ๆ แล้ว คุณป้าเค้าถามด้วยความเป็นห่วง เพราะเค้าเห็นว่าที่นี่เป็นที่ห่างไกล รถราก็มาลำบาก กลัวจะมากันไม่ถูก ยิ่งพอรู้ว่าเป็นคนไทยด้วยแล้ว ก็เลยดูจะกังวลมากขึ้นเป็นพิเศษ

เราไม่แน่ใจว่าที่นี่มีห้องพักทั้งหมดกี่ห้อง แต่ห้องพักทั้งหมดจะอยู่ชั้น 2 ของบ้าน ขนาดของห้องไม่ใหญ่นัก แต่ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ขาดเพียงเครื่องปรับอากาศ แต่ในเมื่ออากาศหนาวขนาดนี้จะมีทำไมล่ะจ๊ะ แต่ไม่ต้องกลัวหนาวนะ เค้ามีฮีตเตอร์ไฟฟ้าเตรียมไว้ให้ อุ่นสบายเลย

ราคา 7,560 เยน/คน รวมอาหาร 2 มื้อ (ราคารวม vat แล้ว)

Tel. 0241-57-2230

Website : http://www.asahi-net.or.jp/~KD5J-IGRS/

เฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้น มีความเป็นเรโทรอยู่สูง

วิวหลังห้องพักจัดว่าเด็ดมาก ยอมศิโรราบให้อย่างไร้ข้อกังขา…

จบเรื่องที่พัก ต่อไปก็เป็นเรื่องเที่ยว…

เมืองโชวะ เป็นเมืองที่ไม่ได้มีขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุม เพราะฉะนั้นการมาเที่ยวจะเหมาะกับคนที่ขับรถส่วนตัวมามากกว่า

แล้วถ้าคนที่ไม่ได้ขับรถมาอย่างเราล่ะ…

เรารู้ถึงข้อจำกัดนี้ดี ก่อนที่ทำการจองที่พัก เราจึงสอบถามที่พักแต่ละที่ก่อนว่า มีจักรยานให้เช่ามั๊ย..?ปรากฏว่ามีที่พักอยู่ที่หนึ่ง ที่มีจักรยานให้เช่า.. นั่นก็คือ Toaruyado เรียวกังอีกเจ้า ที่อยู่ตรงข้ามกับเรียวกังที่เราพัก…

เดิมทีเราเลือกที่จะพักเรียวกังที่นี่ เพราะว่าสามารถจองผ่านอีเมล์ และใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารได้ แต่ว่าทางเรียวกังไม่สะดวก เนื่องจากว่ามีเด็กเล็กอยู่ที่บ้านด้วย แต่ว่าทางเรียวกังสะดวกที่จะให้เช่าจักรยานในราคา 500 เยนต่อคัน…

Website : http://www.toaruyado.com

และแล้วก็ถึงเวลาตามล่าความฝัน สถานที่ที่เป็นจุดตั้งต้นของทริปนี้เลยก็ว่าได้ นั่นก็คือ อดีตโรงเรียนประถมกูอิมูระ โดยระยะทางจากที่พัก ถึงที่หมาย ก็ประมาณ 2.7 กิโลเมตร

เราถึงกับยิ้มมุมปาก พลางกับคิดในใจว่า… โถ… ระยะทางแค่นี้เอง พี่ปั่นไปปรู๊ดเดียวก็ถึงแล้ว…

แต่… หลังจากที่ปั่นไปได้เพียง 30 วินาที ก็อยากจะกรีดร้องออกมาเป็นภาษาอัลบาเนีย…

มันเหนื่อยมากค่า..!

ด้วยเส้นทางขาไป มีลักษณะเป็นทางขึ้นเขา ซึ่งต้องใช้แรงค่อนข้างมาก ถึงแม้ว่าจักรยานจะเป็นแบบมีเกียร์ แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก ประกอบกับความล้าจากการปั่นจักรยานเข้าป่าในวันแรกยังคงส่งผลมาจนถึงวันนี้…

แต่วิวสองข้างทางก็สวยซะเหลือเกิน… ซึ่งตอนนี้เปลี่ยนจากการปั่น เป็นการจูงจักรยานชมวิวไปซะแล้ว

หลังจากที่ปั่น.. อ้อ… จูงจักรยานจนหน้ามืด เอาจริง… อีกนิดก็จะอ้วกอยู่แล้ว… สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นต้นแปะก๊วยสีเหลืองอร่ามที่อยู่ไกล ๆ เลยทำให้มีแรงฮึดเฮือกสุดท้าย… ม่ะ..!!

และแล้วเราก็เข้าเส้นชัยไปแบบหมดสภาพ… ในช่วงระหว่างที่เราพักหายใจ เราไปทำความรู้จักสถานที่นี้กันหน่อยดีกว่า…

อดีตโรงเรียนประถมร้างกูอิมารุ ( Former Kuimaru Elementary School) มีอายุยาวนานถึง 80 ปี แต่ได้ปิดทำการ และถูกปล่อยทิ้งร้างมาเป็นระยะเวลาหลายสิบปี ผู้คนในหมู่บ้านต่างถกเถียงกันหลายคราถึงการทุบทิ้ง หรือ อนุรักษ์ไว้ให้คงอยู่ สุดท้ายมติเป็นเอกฉันท์ให้ทำการอนุรักษ์ไว้ ซึ่งงบประมาณทั้งหมดมาจากการระดมทุนของหน่วยงานภาครัฐ และประชน โดยตั้งงบประมาณไว้สูงถึง 24 ล้านเยน เริ่มปรับปรุงเมื่อเดือนกันยายน 2017 แล้วเสร็จประมาณเดือนมีนาคม 2018

พิกัด : https://goo.gl/maps/Gwe8bVMwYix

ต้นแปะก๊วยโดยรวมเพิ่งจะเหลือง และยังมีความเขียวเจือปนอยู่ จริง ๆ เราหวังว่าจะมาเจอใบแป๊ะก๊วยร่วงอยู่เต็มพื้นมากกว่า… แต่แค่นี้ก็สวยเกินไปแล้ว ยิ่งพอเข้าคู่กันกับอาคารโรงเรียนข้างหลังด้วยแล้ว… มันเป็นความคลาสสิคแบบสุด ๆ

มาดูภายในตัวอาคารกันบ้าง…

ตัวโรงเรียนเป็นอาคารไม้ 2 ชั้น 1 หลัง ปัจจุบันปรับปรุงให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวกึ่งพิพิธภัณฑ์ โดยจะจำลองบรรยากาศห้องต่าง ๆ เป็นห้องเรียนแบบย้อนยุค ทั้งหมด 6 ห้อง ชั้นล่าง 2 ห้อง ชั้นบน 4 ห้อง และเป็นห้องสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ด้านล่าง อีก 1 ห้อง นักท่องเที่ยวสามารถเข้าเยี่ยมชม และถ่ายรูปได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ย้อนนึกถึงโรงเรียนในสมัยที่ยังเป็นเด็กเลย ที่เมืองไทยก็เป็นอาคารเรียนไม้ ทุกเดือนต้องมีการทำความสะอาด ลงแว็กซ์ที่พื้น เล่นกันสนุกสนาน

สวมบทเป็นคุณครูเจ้าระเบียบ…

แยกร่างมาเป็นนักเรียนสุดเฟี้ยว…

มโนพอแล้ว เดี๋ยวเค้าจะหาว่าบ้า… เดินออกไปดูวิวดีกว่า…

แอบมองเธออยู่นะจ๊ะ…

จุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์อีกอย่างของที่นี่คือต้นแปะก๊วยขนาดใหญ่ 2 ต้น ที่อยู่บริเวณลานด้านหน้าตัวอาคาร ในยามฤดูใบไม้เปลี่ยนสี เป็นช่วงที่งดงามมาก ๆ เพราะใบแปะก๊วยจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองโดดเด่น ยามร่วงโรยลานด้านหน้าทั้งหมดจะปกคลุมไปด้วยใบแปะก๊วยสีเหลืองทองช่างเป็นภาพที่ดึงดูดความสนใจเป็นอย่างมาก และนั่นเป็นภาพที่ทำให้เราดั้นด้นมาจนถึงที่แห่งนี้

ต้นแป๊ะก๊วย เปรียบเสมือนเป็นจุดศูนย์รวมของคนในหมู่บ้าน เพราะระหว่างวันจะเห็นครอบครัวพาเด็กเล็ก ๆ มาวิ่งเล่นกันที่สนามด้านหน้ากันสนุกสนาน

ถ่ายรูปกันจนอัพเฟซบุ๊คได้ถึงปีหน้าแล้ว ก็ได้เวลาที่จะกินอาหารแบบจริงจังกันซักที ข้าง ๆ อาคารโรงเรียนสุดเรโทรนี้ มีร้านอาหารสุดคิ้วท์ ที่เค้าบอกต่อกันมาว่า โซบะที่ที่นี่อร่อยมาก… ชื่อว่า Schola 100 Percent Soba

จุดเด่นของร้านนี้คือ สามารถนั่งทานไปมองวิวต้นแปะก๊วยไปได้ด้วย ฟินแบบมหากาฬ

มาถึงก็ต้องสั่งโซบะ ของขึ้นชื่อเค้าซิเนอะ… พอลิ้มรสแล้วขอบอกเลยว่า โซบะเค้าเริ่ดจริงอะไรจริงอย่างที่โฆษณาไว้เลย…

เซตนี้ราคา 800 เยน สั่งเครื่องดื่มด้วยน้ำผลไม้+เพิ่ม 150 เยน

ส่วนเครปชิ้นนี้ เราสั่งเพราะเห็นว่าโต๊ะข้าง ๆ สั่ง ก็เลยชี้ไปแล้วบอกกับพนักงานว่า จะเอาแบบโต๊ะนู้น… อร่อยจริงนะ มาแล้วต้องจัด…

จานนี้ราคา 700 เยน

แล้วก็ตบท้ายด้วยของหวาน ในวันนี้ทางร้านบอกว่ามีชีสเค้ก และช็อคโกแล็ตชีสเค้ก เราเลยจัดทั้งสองรส เป็นชีสเค้กที่เข้มข้น อร่อยลงตัวมาก ๆ

ราคาชิ้นละ 250 เยน

นั่งกินไปชมวิวไป ฟินเงียบ ๆ อย่างบ้าคลั่ง

ตอนแรก เราตั้งใจจะอยู่ที่นี่จนกระทั่งฟ้ามืด เพื่อรอดู Light up… (ใช่แล้ว ฟังไม่ผิดหรอก… เห็นห่างไกลความเจริญอย่างนี้ นางก็มีโชว์เล่นไฟกะเค้าด้วยนะ…) แต่ด้วยอากาศที่หนาวเย็น ประกอบกับเรากลัวอันตราย ที่จะต้องขี่จักรยานกลับในเวลากลางคืน เราเลยตัดสินใจกลับเข้าที่พักเลยจะดีกว่า…

แต่กว่าจะมาถึงที่พัก ก็เสียเวลาลั่นชัตเตอร์ไปอีกหลายกุรุส… ก็วิวมันเริ่ดมากเลยค่ะคุณพี่…

ขากลับไม่ค่อยเหนื่อยเท่าขามา แต่ก็หนักหนาพอที่จะทำให้ต้องหยุดพักหายใจระหว่างทาง… #ลุงเหนื่อย

แต่ข้อดีของการพักเหนื่อยก็คือ ทำให้เรามีเวลาเดินหามุมถ่ายรูปไปเรื่อย ที่ไม่ใช่วิวจากถนนเพียงอย่างเดียว…

เห็นดอกหญ้าเป็นไม่ได้ ต้องวิ่งเข้าใส่…

ความอ้อย กะท้อน มาอีกแล้ว แต่ดูจากฟีล คราวนี้น่าจะมาในธีม พี่หงา คาราวาน…

กลับมาถึงที่พักอย่างหมดสภาพ ก็ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าไปทานอาหารเย็นกันดีกว่า

เมื่อถึงเวลาอาหารที่แจ้งไว้ เค้าก็มาตามเราไปยังห้องพักอีกห้อง ที่อยู่เยื้อง ๆ เข้าไปด้านใน เปิดประตูเข้าไปก็พบกับชุดอาหารที่จัดเตรียมไว้แล้วอย่างดี

ไคเซกิมาเป็นเซ็ตเลยน๊า…..น่าทานใช่มั้ยล่ะ..?

อาหารมื้อนี้ ถือเป็นอาหารแบบไคเซกิ ที่อร่อยที่สุดสำหรับเราในทริปนี้เลยนะ ความฟินให้ระดับ 10 กะโหลก มิชลินระดับ 10 ดาว ดีงามไปหมดทุกสิ่งอย่าง… ยิ่งเมื่อเทียบกับค่าที่พักที่จ่ายไป บอกเลยว่าเกินคุ้ม…

เทมปุระก็มี รสชาดดีเว่อร์ แถมกุ้งสดมาก…

ซาชิมิก็มา…..ขอบอกว่าสดมาก… สดจนงงว่าหมู่บ้านในหุบเขาแบบนี้ มีอาหารทะเลสด ๆ ได้ยังไงกัน หอยเชลล์ตัวใหญ่เบิ้ม รสชาดหวานเจี๊ยบ…

อิ่มแล้วก็สะบัดตูดกลับห้องพักดีกว่า…

Finally..! ก็ได้เจอเรียวกังที่ปูที่นอนให้แล้วจ้า… โอ้ย ปลาบปลื้มน้ำตาไหล…

บทความที่เพิ่งดู

Awesome Autumn in Fukushima Day 5 : เมื่อครั้งใบไม้เปลี่ยนสี ที่ฟุคุชิมะ

Kitakata Soba Festa เทศกาลพุงแตกแห่งปีกับโซบะขั้นเทพแห่งเมืองKitakata

ฟิน อิน จบแบบปังๆ !!! 3 สถานที่พักออนเซ็นใกล้แหล่งงานเทศกาลหิมะ!!

7 ที่พัก ดินแดน Aizu (3 โรงแรม 4 เรียวกัง)

ขับปล่อยใจ Road Trip Aizu in Fall season 2018 ตอนที่ 2

LEAVE A COMMENT

Welovefukushima