Japan การเดินทาง บทความจาก Blogger รีวิวเที่ยวฟุคุชิมะ สถานที่เที่ยว Tips

Awesome Autumn in Fukushima Day 3 : เมื่อครั้งใบไม้เปลี่ยนสี ที่ฟุคุชิมะ

Rating Chart

0 average based on 0 ratings

  • Excellent
    0
  • Very Good
    0
  • Average
    0
  • Poor
    0
  • Terrible
    0
CONTRARY TO POPULAR

Let's intro your website here. Ut hendrerit sem ut dolor commodo, at dignissim lectus sagittis. Nam pharetra convallis elit, in mollis diam fermentum pharetra. Praesent risus nibh, aliquam non ornare sed, posuere sit amet neque. Nullam in ipsum nisi.

Visit Website

หลาย ๆ คนน่าจะสงสัยว่า เราลากกระเป๋าไปเที่ยวแต่ละที่ได้ยังไงกัน ไม่ลำบากเหรอ..?

ซึ่งเราตระหนักถึงข้อนี้ดี เราเลยต้องใช้ตัวช่วยอย่าง บริการขนส่งสัมภาระในญี่ปุ่น Kuroneko Yamato หรือที่หลาย ๆ คนรู้จักในนาม “ขนส่งแมวดำ” นั่นเอง

เดี๋ยวนี้บริการขนส่งสัมภาระที่ญี่ปุ่น สะดวกสบาย และเข้าถึงง่ายมาก เพราะมีจุดบริการกระจายตัวอยู่ทั่วทุกมุมเมือง ไม่ว่าจะเป็นตามสถานีรถไฟ, ร้านสะดวกซื้อ หรือแม้กระทั่งในโรงแรม

ซึ่งโรงแรม Green Hotel Aizu ที่เราพักก็มีบริการนี้เช่นกัน โดยเราสามารถไปแจ้งเจตจำนงได้ที่พนักงานโรงแรม หลังจากนั้นก็กรอกเอกสาร เพียงแค่มีข้อมูลชื่อ-ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ของปลายทางที่เราต้องการส่งสัมภาระไป พร้อมทั้งระบุรายละเอียดสำคัญ อย่างเช่น หมายเลขการจองห้องพัก เท่านี้สัมภาระของเราก็จะไปถึงจุดหมายปลายทางโดยสวัสดิภาพ

ค่าบริการในการขนส่งสัมภาระนั้น จะคิดราคาตามขนาด อย่างของเรา กระเป๋าเดินทางขนาด 28 นิ้ว คิดค่าขนส่งราคา 2,030 เยนต่อใบ

จัดการเรื่องสัมภาระออกไปได้แล้ว ตัวก็เบาขึ้นเยอะ… เงินในกระเป๋าก็เช่นกัน…

สำหรับโปรแกรมในวันนี้ คือหมู่บ้านโบราณโออุจิ-จูคุ (Ouchi-juku) หมู่บ้านที่เรารักที่สุด โดยในวันนี้ ขออนุญาติตื่นสายเล็กน้อย เพราะว่าอาการปวดเมื่อยจากการขี่จักรยาน เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม โดยเราจะออกเดินทางกันเวลา 09.19 น.

ขบวนรถไฟสายที่จะไปหมูบ้านนี้ ไม่สามารถใช้ JR Pass ได้ จะต้องซื้อตั๋วที่หน้าสถานีอีกที หรือสามารถใช้บัตร Aizu Gurutto Card ได้ แต่ว่าบัตรของเรา หมดอายุไปแล้วตั้งแต่เมื่อวาน เจ็บใจมาก…

วิธีเดินทาง

จากสถานี Aizu-Wakamatsu

นั่งรถไฟสาย Auzu Railway for AIZUTAJIMA มาลงที่สถานี Yunokami Onsen (ใช้เวลาประมาณ 40 นาที)

หลังจากนั้นให้ต่อแท๊กซี่ อีกประมาณ 15 นาที

หรือใช้บริการรถบัส ค่ารถแบบไปกลับ 1000 เยน ( มีให้บริการเฉพาะเดือน เมษายน – พฤศจิกายน)

*สำหรับช่วงเทศกาลหิมะ จะมีบริการรถบัสรับส่งจากสถานี Yunokami Onsen

วันนี้แต่งตัวมาในธีม  ข้าราชการซี 5 พอมายืนถ่ายรูปตรงนี้ ก็ดูเหมือนพนักงานรถไฟอยู่เหมือนกัน…

เส้นทางรถไฟนี้ จะผ่านหุบเขาน้อยใหญ่ที่สวยงาม และจะสวยมากขึ้นเป็นพิเศษในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ซึ่งดูเหมือนว่าคนขับรถไฟ จะรู้ถึงข้อนี้ดี เวลาผ่านจุดที่สวย ๆ ก็จะชะลอความเร็ว เพื่อให้ผู้โดยสารถ่ายรูปได้จนหนำใจ…

เมื่อมาถึงสถานี Yunokami Onsen ให้เดินออกจากสถานี แล้วเลี้ยวซ้าย ก็จะเจอกับรถบัสหน้าตาน่ารัก ที่จะพาเราไปที่หมู่บ้านโออุจิ-จูคุ

ตั๋วโดยสารจะมีสองแบบคือ เที่ยวเดียว ราคา 500 เยน และ ไป-กลับ ราคา 1000 เยน โดยที่รอบรถจะมีเพียง 8 รอบต่อวันเท่านั้น ควรแจ้งรอบเวลาขากลับกับเจ้าหน้าที่ประจำรถไว้ด้วย ในกรณีที่ซื้อตั๋วแบบไป-กลับ อย่าลืมเก็บตัวไว้โชว์พนักงานตอนขากลับกันด้วยน๊า…

จาก Yunokami Onsen Station ไป Ouchi-juku

09:00 น./10:00 น./10:40 น./11:20 น./12:05 น./13:05 น./14:05 น./15:05 น.

จาก Ouchi-juku ไป Yunokami Onsen Station

10:20 น./11:00 น./12:25 น./13:25 น./14:25 น./16:00 น.

ภายในรถจะตกแต่งเป็นสไตล์ย้อนยุค เรียกว่าบิ้วด์กันตั้งอยู่ในรถเลย…

เพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น เราก็มาถึงหมู่บ้านโออุจิ-จูคุกันแล้ว บรรยากาศเหมือนย้อนอดีตมาเลย…

ต้องเกริ่นกันก่อนซักนิดว่า ภายในระยะเวลาประมาณปีครึ่ง เราไปเยือนหมู่บ้านโออุจิ-จูคุ มาแล้วทั้งหมดถึง 3 ครั้งเลยนะ

ครั้งแรกเราไปในช่วงฤดูร้อน ตอนนั้นจำได้ว่า เรายังไม่ประสีประสากับหมู่บ้านนี้เท่าไหร่นัก…

ครั้งที่สองในช่วงฤดูหนาว ในขณะที่หมู่บ้านแห่งนี้มีงานเทศกาลหิมะ ซึ่งสนุกสนานมาก แถมเรายังได้นอนค้างเรียวกังภายในหมู่บ้านอีกต่างหาก ฟินสุด…

และครั้งที่สาม ก็คือครั้งล่าสุดนี้ เราไปเยือนในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี… ซึ่งถือว่าเป็นช่วงไฮซีซั่น ที่หมู่บ้านนี้จะสวยโดดเด่นมากที่สุด…

ในอดีตเมื่อหลายร้อยปีก่อน ที่หมู่บ้านโออุจิ-จูคุ (Ouchi-juku) แห่งนี้ เคยมีอดีตที่รุ่งเรืองมาก เนื่องจากเป็นทางผ่านของเส้นทางการค้าที่คึกคักในสมัยเอโดะ เชื่อมต่อระหว่างเมือง Aizu กับ Nikko ที่นี่มีทั้งที่พัก ร้านอาหาร และความบันเทิงมากมาย

แต่แล้ววันนึงก็ต้องพบกับฝันร้าย เพราะเมื่อมีเส้นทางการเดินทางใหม่ไฉไลกว่ากำเนิดขึ้น ผู้คนต่างแห่แหนไปใช้เส้นทางใหม่กันหมด จนหมู่บ้านนี้ค่อย ๆ เสื่อมความนิยมลง และปิดตัวไปในที่สุด

แต่ในปัจจุบันนี้ หมู่บ้านแห่งนี้กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง เพราะได้เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์ โดยในปี พ.ศ. 2545 หมู่บ้าน Ouchi-juku ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์สิ่งปลูกสร้างอันทรงคุณค่าแห่งชาติ และทำการบูรณะใหม่ โดยที่ยังคงรูปแบบดั้งเดิมอันเป็นเอกลักษณ์ของหมู่บ้านนี้ ทำให้ปัจจุบันนี้ มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมหมู่บ้านนี้กันอย่างไม่ขาดสาย หัวกะไดไม่เคยแห้ง กว่า 1.2 ล้านคน ต่อปี

เนื่องจากว่าวันที่เรามาเป็นวันเสาร์ ประกอบกับใบไม้ก็กำลังออกสีสันอย่างสวยงามมาก ทำให้ผู้คนมาเที่ยวที่หมู่บ้านนี้ ค่อนข้างที่จะหนาตาเป็นพิเศษ

สำหรับช่วงใบไม้เปลี่ยนสีที่หมู่บ้านนี้ โดยเฉลี่ยแล้วจะอยู่ระหว่างปลายเดือนตุลาคม ถึงต้นเดือนพฤศจิกายน

อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นกิมมิคน่ารัก ๆ ของหมู่บ้านนี้ก็คือ ภูมิปัญญาชาวบ้าน… ก็ในเมื่อน้ำตามท่อระบายมันเย็นนัก แม่ก็เอาขวดเครื่องดื่มมาแช่เย็นซะเลย… ส่วนเรื่องความสะอาด วางใจได้ เพราะที่นี่คือญี่ปุ่น ประเทศที่สะอาดหมดจดยันท่อระบายน้ำ…

ตลอดสองข้างทางจะเต็มไปด้วยร้านรวงมากมาย แต่สิ่งที่ดึงดูดเรามากที่สุดน่าจะเป็นของกิน เพราะตั้งแต่เช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยค่า…

อาหารที่ขึ้นชื่อของที่นี่ก็คือบะหมี่ต้นหอม (Negi Soba) จุดเด่นก็คือ เค้าจะเสริฟโซบะพร้อมกับต้นหอมยักษ์ โดยวิธีการรับประทาน จะใช้ต้นหอมยักษ์ที่เค้าให้มานั่นล่ะ คีบเส้นโซบะแทนตะเกียบ และสามารถทานไปพร้อมกับต้นหอมได้เลย…

แต่ด้วยเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัด ก็เลยไม่ได้ไปลิ้มลอง เราเลยจัดอาหารสตรีทฟู้ดข้างทางที่กินง่าย ๆ แทน ไม่ว่าจะเป็นปลาย่างถ่าน หรือดังโงะย่าง…

ไอศกรีมรสโซดา ที่เราซื้อเพื่อมาถ่ายรูปโดยเฉพาะ เพราะเห็นว่าสีสวยดี… แต่เอาเข้าจริง รสชาดก็ดีด้วยนะ…

น้องง..!

พริตตี้ร้านกาแฟที่คิวท์ที่สุดในย่านนี้…

เดินไปซักพัก ปาฏิหาริย์ก็บังเกิด… แดดออกแล้วค่า… เที่ยวฟุคุชิมะมาสามวัน เพิ่งเจอแแดดจัด ๆ แบบไร้ฝน ก็วันนี้เอง… วิ่งตามมาเลยค่าคุณผู้โช้ม…

อีกสิ่งหนึ่งที่มาที่นี่ แล้วจะต้องห้ามพลาด นั่นก็คือการขึ้นไปยังจุดชมวิวบริเวณท้ายหมู่บ้าน ซึ่งทางขึ้นจะมีอยู่สองทาง ทั้งแบบชันมากแต่ระยะทางสั้น และแบบชันน้อยแต่ระยะทางยาว… แน่นอนว่า คนหยิบโหย่งอย่างเรา ก็ต้องเลือกทางที่ชันน้อยกว่าอยู่แล้ว…

ก็ทางนี้ สีต้นไม้มันสวยกว่านี่นา…

ขึ้นมาแล้วก็จะได้วิวนี้เลย สวยมาก

เดินไปอีกหน่อย ก็จะเจอกับจุดชมวิวมหาชนที่หลาย ๆ น่าจะคุ้นเคยกันดี… เพราะสื่อโฆษณาจังหวัดฟุคุชิมะ มักจะนำภาพหมู่บ้านโออุจิ-จูคุในมุมนี้ ไปโปรโมทอยู่บ่อย ๆ

ต้นไม้บริเวณจุดชมวิว สีกำลังสวยเลยทีเดียว

หมู่บ้านนี้ เรายกให้เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ถ่ายรูปสนุกที่สุด… เพราะมีมุมให้แอ๊คชั่นอยู่มากมาย… จนสามารถเอารูปไปอัพโซเชียลได้ถึงปีหน้า…

หลังจากที่เดินสำรวจหมู่บ้านกันไปเกือบครบทุกซอกทุกมุม ก็เลยเดินออกไปหามุมใหม่ ๆ ดูบ้าง สิ่งที่ทำให้หมู่บ้านนี้ดูน่าสนใจมากขึ้น ก็คือวิวโดยรอบนี่แหล่ะ สวยงามอลังกาลสุด ๆ

นี่ตั้งใจจะให้ภาพออกมาดูเป็นพิมฐา แต่ดูแล้วเหมือนกับ อาจารย์ที่กำลังวิ่งตามเด็กหนีโรงเรียนมากกว่า…

หมดเวลาพักเที่ยงแล้วจ้า เด็ก ๆ

มโนกันพอหอมปากหอมคอ ก็ได้เวลาที่จะต้องกลับแล้ว เรารีบวิ่งกลับมาขึ้นรถในรอบ 12.25 น. แม้ว่าใจจะยังไม่อยากกลับเลยก็ตาม

กลับมาถึงที่สถานี Yunoakami Onsen ในเวลาบ่ายโมงเห็นจะได้ ก็ยังพอมีเวลาอีกนิดหน่อย ที่จะสำรวจสถานีรถไฟสุดคลาสสิคแห่งนี้

จุดเด่นของสถานีนี้ ก็คือ บ่อออนเซ็นสำหรับแช่เท้าฟรี บริเวณข้าง ๆ สถานี ที่ดูเหมือนว่าผู้คนจะเข้ามาใช้บริการเยอะมาก… แต่เราไม่ได้ไปแช่หรอกนะ… ก็รองเท้ามันถอดยากนี่นา…

บรรยากาศภายในสถานี ให้อารมณ์แบบหนังญี่ปุ่นย้อนยุคแบบโอชินมาก ๆ มีชั้นวางหนังสือ สามารถหยิบมาอ่านได้ ถ้าอ่านภาษาญี่ปุ่นออก มีผลไม้ และขนมวางขาย มีเตาไว้สำหรับผิงไฟ แถมยังมีกาซาปองให้หยอดเหรียญเล่นอีกนะเออ…

นอกจากบ่อออนเซ็นแช่เท้า และการตกแต่งภายในสถานีที่เป็นจุดเด่นแล้ว สถาปัตยกรรมภายนอก ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน เพราะว่าตัวสถานี เป็นอาคารเก่าสไตล์ญี่ปุ่นแบบโบราณ ที่ไม่ว่าใครมา ก็อดที่จะถ่ายรูปกลับไปไม่ได้…

จุดหมายต่อไปของเราก็คือการไปสถานี Aizu Tajima โดยขึ้นรถไฟรอบ 13.31 น.

เส้นทางระหว่างไปสถานี Aizu Tajima สวยมาก ๆ ท้องฟ้าแจ่มใส เรานั่งมองวิวเพลินเลยล่

เรามาถึงสถานี Aizu Tajima เวลาบ่ายสอง เรารีบเดินไปที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเมืองมินามิไอสึ (Minamiaizu Tourist Information) ก่อนเป็นลำดับแรก

เราตรงเข้าไปถามพนักงานเพื่อสอบถามเรื่องรถบัสไปฟูรุมาชิ พนักงานก็ทำหน้างง ๆ เหมือนกับว่าไม่คุ้นหูชื่อเมืองนี้เลยซักนิด… เราเลยทวนชื่อเมืองอีกรอบ พนักงานก็ร้องอ๋อขึ้นมาทันที พร้อมกับกุลีกุจอไปเสาะหาข้อมูลมาให้เราอย่างครบครัน ก่อนที่จะยิงคำถามด้วยความสงสัยว่า…

“น้องจะไปทำอะไรครับ..?”

พี่จ๋า… ทริปนี้น้องได้ยินคำถามแบบนี้มาสองรอบแล้ว แพลนทริปของน้องมันอินดี้เกินไปใช่ไหมค๊ะ..? เรานึก

เราก็เลยอธิบายไปว่า จะไปทำอะไร ไปเที่ยวอะไรบ้าง… ซึ่งพนักงานก็ดูเริ่มจะเข้าใจเป็นอย่างดี…

พนักงานที่นี่ บริการดีแบบถึงลูกถึงคนมาก เพราะนอกจากจะพูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว และให้ข้อมูลอย่างครบถ้วนแล้ว… พนักงานยังมายืนรอเรียกรถให้ พร้อมกับกำชับกับคนขับรถให้ด้วยว่าเราจะต้องไปลงที่ไหน… แถมตบท้ายด้วยการส่งเราขึ้นรถ พร้อมกับโบกมือลาจนกระทั่งรถวิ่งไปจนลับสายตา… โอ้ย… มีเบอร์โทรสำนักงานใหญ่มั๊ยค๊ะ จะโทรไปอวย…

เป้าหมายในวันนี้ก็คือ การนั่งรถบัสไปที่เมืองฟูรุมาชิ (Furumachi) ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกในเขตมินามิไอสุ (Minamiaizu) จังหวัดฟุคุชิมะ (Fukushima) ที่นี่ขึ้นชื่อว่า เป็นเมืองแห่ง ”ต้นแปะก๊วย” …แต่ใช่ว่าเมืองนี้จะเต็มไปด้วยต้นแปะก๊วยจำนวนมหาศาลหรอกนะ… มันอยู่ที่ “ขนาด” ต่างหาก…

พิกัด : https://goo.gl/maps/Y1Rr1313bt92

ส่วนการเดินทางนั้น ถ้าไม่ได้ใช้รถส่วนตัว ก็สามารถเดินทางได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  • จาก Tokyo นั่งรถไฟ Shinkansen ไปสถานี Koriyama ต่อด้วยรถไฟ JR Ban-Etsusai Line ไปสถานี Aizu-Wakamatsu จากนั้นต่อรถไฟไปลงที่สถานี Aizu-Tajima (เส้นทางช่วงนี้ไม่สามารถใช้ JR Pass ได้) แล้วนั่งรถบัสสาย Tajima Uchikawa Line ไปลงที่ป้าย Furumachi Tobacco Yazen ใช้เวลาประมาณ 60 นาที ค่าโดยสาร 1,300 เยน
  • จากสถานี Asakusa (Tokyo) นั่งรถไฟสาย Tobu Revaty Aizu ไปลงที่ Aizu-Tajima ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง แล้วนั่งรถบัสสาย Tajima Uchikawa Line ไปลงที่ป้าย Furumachi Tobacco Yazen ใช้เวลาประมาณ 60 นาที ค่าโดยสาร 1,300 เยน

รอบเวลารถบัส

Aizu Tajima Station -> Furumachi (ป้าย Furumachi Tobacco Yazen)

09.55 / 12.40 / 14.30 / 17.50

Furumachi (ป้าย Furumachi Tobacco Yazen) -> Aizu Tajima Station

06.42 / 07.52 / 11.52 / 14.42 / 16.12

ค่าโดยสารราคา  1,270 เยนต่อเที่ยว

รอบรถที่เราขึ้นในวันนี้คือรอบ 14.30 น. เป็นรถแบบหวานเย็น สามารถเปิดหน้าต่างรับลมได้…

วิวระหว่างทางไปเมืองฟูรุมาชิเนี่ย สวยมาก ๆ บันเทิงสุด ๆ เอาเป็นว่าแค่นั่งรถมาก็คุ้มแล้ว

เรานั่งเช็คแมพมาตลอดทาง เพราะกลัวว่ารถจะขับเลยป้าย… จริง ๆ มันก็น่าวิตกอยู่หน่อย ๆ นะ เนื่องจากเป็นเมืองที่ไม่คุ้นเคย แถมรีวิวข้อมูลอะไรก็แทบไม่มี… พอใกล้จะถึงจุดที่ต้องลง เราก็ลุกขึ้นมากดออดพร้อมกับเดินมาที่ประตูรถเพื่อเตรียมตัวจะลง

แต่รถกลับไม่จอดให้ค่ะคุณขา…

เรารีบตะโกนบอกคนขับให้จอดรถ แต่คนขับก็ยังไม่จอดให้ แถมยังขับต่ออย่างไม่สนสี่สนแปดใด ๆ ทั้งสิ้น… กรี๊ด…

เพียงชั่วอึดใจ รถก็จอด และปล่อยให้เราลง ซึ่งบริเวณที่เราลงก็คือ ใต้ต้นแปะก๊วยยักษ์พอดิบพอดี…

มาถึงตอนนี้ เราก็ถึงบางอ้อ… เค้าขับออกนอกเส้นทาง เพื่อมาส่งเราถึงที่เลยต่างหากล่ะ… เราเลยเดาว่าพนักงานที่ศูนย์บริการนักเที่ยวคงจะกำชับให้คนขับรถพามาส่งเราที่นี่เลย…

โอ๊ย… ตกอกตกใจหมด ขอโทษที่แพนิคนะคะ…

จบเรื่องสั้นเขย่าขวัญแล้ว เราก็ไปยลโฉมเจ้าแปะก๊วยยักษ์กันเลยดีกว่า…

ครั้งแรกที่เห็นเจ้าต้นแปะก๊วยยักษ์นี้ เราก็รู้สึกได้เลยถึงความยิ่งใหญ่ น่าเกรงขาม แต่ก็รู้สึกสงบในคราวเดียวกัน… แม้จะแอบใจแป้วไปบ้าง เพราะว่าสีใบไม้ยังอมเขียวอยู่เลย…

ซึ่งเจ้าต้นแปะก๊วยที่ว่านี้ มีขนาดความสูงกว่า 35 เมตร มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 16 เมตร ตัวลำต้นต้องใช้คนโอบมากถึง 10 คน จัดว่าเป็นต้นไม้ที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองฟูรุมาชิ ด้วยอายุยาวนานกว่า 800 ปี…

คุณพระ… ต้องตายแล้วเกิดใหม่อีกกี่รอบ ถึงจะมีอายุรวมกันได้ 800 ปี..!

ซึ่งคนญี่ปุ่นเองเชื่อกันว่า เป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์มาตั้งแต่โบราณ ปัจจุบันได้รับการจดทะเบียนเป็นทรัพยากรธรรมชาติ ถูกจัดตั้งเป็นอนุสาวรีย์ของจังหวัด และยังได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในร้อยวิวทิวทัศน์ ที่สวยงามแห่งจังหวัดฟุคุชิมะอีกด้วย

ถึงใบไม้จะยังไม่พีค แต่ที่นี่ก็ยังถ่ายรูปออกมาสวย และสนุกมากอยู่ดีนะ… จนทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่า… ถ้าต้นแปะก๊วยต้นนี้อยู่ที่ประเทศไทย คงจะถ่ายรูปออกมาได้ไม่สนุกเท่านี้แน่ ๆ …เพราะคาดว่าลำต้นน่าจะผูกด้วยผ้าสามสี มีกระถางธูป และตุ๊กตาม้าลายเรียงรายกันอยู่ใต้ต้นไม้ เผลอๆ อาจจะมีชุดไทยห้อยอยู่ตามกิ่งก้านสาขา จนได้ฉายาว่า เจ้าแม่แปะก๊วยทองไปเลยก็เป็นได้…

พอแสงเริ่มหมด อากาศก็ค่อย ๆ เย็นขึ้น เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ควรจะไปเข้าที่พักได้แล้ว ซึ่งที่พักของเราในวันนี้ชื่อว่า Sugaya Ryokan ที่อยู่ห่างจากต้นแป๊ะก๊วยไปประมาณ 400 เมตร

พิกัด : https://goo.gl/maps/HuUcC16DaCN2

โดยเราจองผ่านเว็บไซต์ของที่พักโดยตรง ในราคา 7,000 เยนต่อคน รวมอาหารเย็น 1 มื้อ (ราคารวม vat แล้ว) ห้องถือว่ากว้างขวาง และใหม่พอสมควร

Website : http://www.sugaya-ina.jp/

ที่นี่จะไม่มีห้องน้ำภายในห้อง ต้องใช้ห้องน้ำรวมแยกชายหญิง ความสะอาดก็ถือว่าผ่านมาตรฐาน…

อาหารเย็นที่นี่จัดว่าโอเคมาก อร่อยหลายอย่างเลยทีเดียว…

โดยเฉพาะ ซาซิมิเนื้อม้า อร่อย นุ่ม ละมุนลิ้น

มะเขือเทศ ที่เค้าเครมว่าของเค้าสดอร่อยที่สุด

หลังจากที่รับประทานอาหารค่ำไปซะพุงกาง เราก็กลับขึ้นมาที่ห้อง ด้วยความหวังว่าภายในห้อง จะต้องมีที่นอนปูรอเรียบร้อยอยู่แล้วแน่ ๆ

แต่ทว่า… สภาพห้องก็ยังอยู่เหมือนเดิมเลยจ้า…

กลายเป็นว่า ที่นี่เค้าไม่มีบริการปูที่นอนให้นะ เราต้องมาปูกันเอง นี่เป็นครั้งที่สองแล้วสำหรับการเข้าพักเรียวกัง ที่เราต้องมานอนผ้าปูฝีมือตัวเอง…

Hotel

Restaurant

Food

Tips

Shopping

Trips

dessert

photograph

บทความที่เพิ่งดู

[TOHOKU – FUKUSHIMA] +ด่วนพิเศษ+พยากรณ์ซากุระเจาะลงในฟุคุชิมะ 2019

[ Kaiseizan Kouen และ Fujitagawa Fureaisakura ]เกาะติด(หลัง) พาชมซากุระแบบให้ตายยังไงก็ไม่หลง

จับตาพยากรณ์กับ “CHEERY BLOSSOM FORECAST #4 ปี 2019” (ฉบับที่ 4)

ไม่ใช่แค่นั่งมองหิมะ!!! กิจกรรมสุดสนุกช่วงฤดูหนาวที่ใครๆ ก็ทำตามได้!!

ดูให้ชัดเห็นให้เต็มตา ! ตามรอยซากุระบานจากปี 2561

LEAVE A COMMENT

Welovefukushima