การเดินทาง บทความจาก Blogger รีวิวเที่ยวฟุคุชิมะ สถานที่เที่ยว แผนเที่ยว Trips

[A Week in Fukushima] แบกเป้ลุยเดี่ยวเที่ยวฟุคุชิมะในหนึ่งอาทิตย์

Rating Chart

0 average based on 0 ratings

  • Excellent
    0
  • Very Good
    0
  • Average
    0
  • Poor
    0
  • Terrible
    0
เมื่อเอ่ยถึงประเทศญี่ปุ่น คงนึกถึงเมืองหลวงอย่างโตเกียว เกียวโต โอซาก้าหรือเมืองยอดฮิตอื่นๆ ของญี่ปุ่น เราอยากแนะนำอีกหนึ่งจังหวัดที่เต็มไปด้วยเมืองน่าเที่ยวหลายเมืองอย่างจังหวัด ฟุคุชิมะ (Fukushima) อยู่ภาคโทโฮะคุ (Tohoku) ที่มีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาที่ยังคงธรรมชาติสวยงาม เป็นแหล่งของน้ำพุร้อนจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นดินแดนที่ยังอนุรักษ์วิถีชีวิตญี่ปุ่นแบบโบราณอยู่

เราเดินทางในช่วง 25 พฤศจิกายน – 1 ธันวาคม 2560 ที่ผ่านมานี่เอง เริ่มเข้าสู่หน้าหนาวอย่างเป็นทางการ เจออุณหภูมิตั้งเเต่ -2 ยัน 15 องศา โชคดีที่ไม่เจอฝนแต่กลับเจอหิมะซะงั้น ทำให้เห็นธรรมชาติปกคลุมด้วยหิมะในบางส่วนที่ภูเขาเเละทะเลสาบ ถ้ามาเที่ยวในช่วงซากุระบานและใบไม้เปลี่ยนสีคงสวยสุดๆ ไปเลย แต่วิวขาวโพลนก็สวยไปอีกแบ ยังไงถ้าอยากหาที่เที่ยวใหม่ๆ ในญี่ปุ่น ลองมาเที่ยวจังหวัดฟุคุชิมะดูนะคะ

Day 1 Bangkok-Aizuwakamatsu

เริ่มทริปด้วยการเหินฟ้าจากกรุงเทพสู่สนามบินนาริตะด้วยสายการบิน Thai Airasia X เที่ยวบิน XJ 600 ดอนเมือง (23.45) – นาริตะ (8.00) พอถึงสนามบินนาริตะที่อาคาร 2 ก็ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองและเอากระเป๋า จากนั้นมุ่งตรงไปยัง JR East Travel Service Center เพื่อแลกเอาตั๋ว JR Pass จะได้ตะลุยเที่ยวด้วยรถไฟ!

การเดินทางภายในจังหวัดฟุคุชิมะ เราใช้ JR East Pass (Tohoku Area) สำหรับเดินทางในภาคโทโฮะคุแบบ 5 วัน ซื้อตั๋วนี้จากเมืองไทยจะถูกกว่าซื้อที่ญี่ปุ่น 1,000 เยน อย่างเราซื้อจากไทยก็เอาเอกสารยืนยันการซื้อตั๋วไปแลกเป็นตั๋วจริงที่เค้าเตอร์ JR อย่างที่สนามบินนาริตะต้องไปเเลกเป็นตั๋วจริงที่  JR East Travel Service Center

หลังแลกตั๋วเรียบร้อย ก็ให้เจ้าหน้าที่ช่วยจอง Narita Expess (N’EX) จากสนามบินนาริตะไปสถานีโตเกียว และจองชินคันเซ็นจากสถานีโตเกียวไปเมืองโคริยามะ (Koriyama) การให้เจ้าหน้าที่ออกตั๋วจะเป็นการระบุที่นั่งบนขบวนรถไฟ หรือจะเดินไปขึ้นรถไฟเลยก็ได้เเต่ต้องไปขึ้นตู้รถไฟที่ไม่ระบุที่นั่งนะ

พอถึงสถานีโคริยามะ ค่อยเปลี่ยนขึ้นรถไฟท้องถิ่นไปยังเมืองประวัติศาสตร์อย่างไอสึวาคามัตสึ (Aizu-wakamatsu) เพียงเเค่โชว์พาสให้เจ้าหน้าที่ตรงทางเข้าเท่านั่นเอง เราถึงที่หมายตอนบ่ายเเก่ๆ เวลากลางวันในช่วงที่ไปสั้นมาก สี่โมงเย็นก็เริ่มมืดเริ่มหนาวสั่นแล้ว เวลาเที่ยวช่วงนี้น้อยมาก ฮือออ เลยนั่งรถเมล์แถวสถานีไปที่พัก ตอนอยู่บนเครื่องบินแทบไม่ได้นอน วันแรกที่ญี่ปุ่นขอนอนยาวๆ บนฟูกแสนอบอุ่นในที่พักแบบเรียวกัง (Nikko Ryokan) ละกัน

JR East Pass (Tohoku Area) แบบ 5 วัน ไม่จำเป็นต้องใช้ต่อเนื่อง มีอายุ 14 วันนับจากวันที่ออกพาส นั่นหมายถึงสามารถใช้พาสวันไหนก็ได้ 5 วันภายใน 14 วัน อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพาสนี้ได้ที่นี่ ควรวางแผนดีๆ ถ้าวันไหนนั่งรถไฟหลายเที่ยวก็ใช้พาส ถ้าวันไหนไม่ต้องนั่งรถไฟเยอะก็จ่ายเป็นเที่ยวๆ จะประหยัดกว่าค่ะ เช็คตารางรถไฟได้ที่นี่

การเดินทางไปไอสึวาคามัตสึ
จากสถานีโตเกียวขึ้นชินคันเซ็น (Tohoku Shinkansen) ไปลงที่สถานีโคริยามะใช้เวลาประมาณ 1.5 ชั่วโมง  และเปลี่ยนรถไฟเป็นสาย Ban-etsu-Saisen ใช้เวลาประมาณ 1.5 ชั่วโมง 

Day 2 Aizuwakamatsu | Kitakata

เช้าวันที่สอง หลังทานอาหารเช้าโฮมเมดที่เรียวกังในย่านฮิกาชิยาม่าออนเซน (Higashiyama Onsen) เสร็จ ก็ได้เวลาเที่ยวสักที! เริ่มเดินจากที่พักไปตามสองข้างทางที่ขาวจั๊วะเหมือนสาวญี่ปุ่น หิมะตกก่อนหน้าที่เราจะมาวันหนึ่ง เราเดินไปยังคฤหาสน์ซามูไรบูเคยาชิกิ (Aizu Bukeyashiki) เสียค่าเข้า 850 เยน

วันนี้วางแผนจะเที่ยวในตัวเมืองไอสึวาคามัตสึ ที่นี่มีรถบัสนำเที่ยวสีเขียวและสีแดง เลยซื้อตั๋วรถบัสนำเที่ยว Aizu Loop Bus แบบ One Day Pass ในราคา 500 เยน ใช้ขึ้นรถบัสในตัวเมืองกี่รอบก็ได้ในหนึ่งวัน (ปกติเที่ยวละ 210 เยน) ซื้อตั๋วได้ที่สถานีรถบัสและสถานที่ท่องเที่ยวหลักต่างๆ อย่างเราซื้อที่คฤหาสน์ซามูไรบูเคยาชิกิ

คฤหาสน์ซามูไรนี้เป็นที่อยู่อาศัยของซามูไรขั้นสูงในสมัยก่อน เคยถูกเผาทำลายในสมัยสงครามโบชิน (การปฏิวัติญี่ปุ่น) ภายหลังได้บูรณะขึ้นมาใหม่ทั้งหมดในสมัยเอโดะ คฤหาสน์แห่งนี้ประกอบด้วยห้องพักหลายห้องและพื้นที่หลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นห้องพักสำหรับแขกผู้มาเยือน โรงน้ำชา โรงสีข้าว และสนามยิงธนู ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงวิถีชีวิตของซามูไรในยุคก่อน

 

สถานที่แห่งนี้เคยเกิดโศกนาฏกรรมในอดีต ผู้ชายทั้งหลายออกไปรบกันหมดในช่วงสงครามโบชิน สุดท้ายได้พ่ายเเพ้ในสงครามครั้งนี้ เหตุนี้ผู้หญิงเเละเด็กได้ฆ่าตัวตายในคฤหาสน์แห่งนี้ ไม่อยากตกเป็นเชลยในสงครามและเพื่อนรักษาเกียรติแห่งวงศ์ตระกูล ฟังเเล้วก็เศร้าเนอะ

การเดินทางไปคฤหาสน์ซามูไรบูเคยาชิกิ
จากสถานีไอสึวาคามัตสึหรือจากป้ายรถบัสจุดไหนของเมืองก็ได้ นั่งรถบัสนำเที่ยวรอบเมือง ขึ้นรถบัสสายสีเขียว (Haikarasan) หรือสายสีเเดง (Akabe) ก็ได้ เเล้วลงที่ป้าย Aizubukeyashiki-mae

จากนั้นนั่งรถบัสหน้าคฤหาสน์ซามูไรไปยังปราสาทซึรุกะ (Tsuruga Castle) หรือที่คนไทยเรียกว่าปราสาทนกกระเรียน ค่าเข้าชมปราสาท 510 เยน สามารถเดินขึ้นชมวิวปราสาทด้านบนได้ 360 องศา มองลงจะเห็นหลังคากระเบื้องสีแดงซึ่งเป็นลักษณะดั้งเดิมของปราสาทญี่ปุ่น เป็นปราสาทแห่งเดียวในประเทศญี่ปุ่นที่ยังใช้กระเบื้องสีเเดง

ในสมัยสงครามโบชิน เหล่าซามูไรวัยหนุ่มในเมืองไอสึวาคามัตสึรวมตัวกันออกรบเพื่อต่อกรกับข้าศึก สุดท้ายก็ถอยมาเรื่อยจนได้เห็นปราสาทซึรุกะถูกเผาทำลายเสียหายอย่างหนัก จนคิดว่าปราสาทคงถูกยึดเเละเเพ้สงครามแล้ว เหล่ายุวชนซามูไรจึงฆ่าตัวตายด้วยการคว้านท้อง ไม่ให้ศัตรูมาปลิดชีพเพื่อคงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีและอุดมการณ์ มีหนึ่งคนที่รอดชีวิตได้ออกมาเล่าเรื่องอันกล้าหาญ จนทำให้เมืองนี้ได้รับขนานนามว่า เมืองซามูไร

ปัจจุบันปราสาทแห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เล่าเรื่องราวของซามูไร ภายในเก็บสิ่งของพวกรูปภาพ ของเก่าในสมัยก่อน รวมถึงสื่อเล่าเรื่องต่างๆ ทั้งวีดีโอที่เล่าเรื่องราวความกล้าหาญของซามูไรในเมืองไอสึวาคามัตสึ ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ที่สำคัญช่วงหนึ่งของประเทศ

การเดินทางไปปราสาทซึรุกะ
จากสถานีไอสึวาคามัตสึหรือจากป้ายรถบัสจุดไหนของเมืองก็ได้ นั่งรถบัสนำเที่ยวรอบเมืองด้วยรถบัสสายสีเขียว (Haikarasan) หรือสายสีเเดง (Akabe) ก็ได้ เเล้วลงที่ป้าย Tsurugajyo Iriguchi

ท้องเริ่มส่งเสียงร้องจ๊อกๆ เลยนั่งรถบัสไปสถานีรถไฟเพื่อนั่งรถไฟไปเมืองคิตากะตะ (Kitakata) เมืองนี้มีชื่อเสียงในเรื่องเหล้าสาเก มิโซะและราเมนที่หลายคนอยากมาลอง เเม้คิตากะตะจะเป็นเมืองขนาดเล็กๆ เเต่มีร้านราเมนมากกว่า 120 ร้านกระจายทั่วเมือง

อย่างที่บอกไปคิตากะตะมีขนาดเล็กสามารถเดินเท้าได้รอบเมือง ช่วงที่ไปหิมะเพิ่งตกไปทำให้เมืองกลายเป็นสีขาวทุกมุมของเมือง เดินไปเดินมา อากาศเริ่มหนาวและหิวจนท้องร้องไม่ไหว ต้องหาราเมนอร่อยๆ มากินสักหน่อย

ระหว่างเดินไปยังร้านราเมน เดินผ่านอาคารเก่าๆ หลายหลังที่สร้างจากไม้ เมืองคิตะคาตะมีโกดังผลิตสินค้าเต็มเมืองกว่า 4,000 โกดัง ปัจจุบันโกดังเหล่านั้นเป็นพิพิธภัณฑ์และร้านอาหาร เดินเล่นดูเมืองก็เพลินอยู่นะ เมืองเงียบสงบมาก

ในที่สุดก็มาถึงร้านบันไนโชคุโด (Bannai Shokudo) เป็นร้านที่ไม่ควรพลาด มีมากกว่า 50 สาขาในญี่ปุ่นเเละมีสาขาที่ต่างประเทศด้วยนะ ราเมนต้นตำรับถูกปรุงอย่างอร่อย ซุปทำจากปลาและหมูที่ให้สัมผัสเบา ทานได้เรื่อยๆโดยไม่เลี่ยนไปทั้งวัน เราไปถึงตอนบ่ายแก่ๆ นึกว่าจะไม่ต้องต่อคิวเเต่พอไปถึงก็เห็นหางเเถวอยู่ลิบๆ รอเกือบ 20 นาทีกว่าจะได้กิน! เราสั่งราเมนมาชามหนึ่ง ให้หมูชาชูนุ่มๆ ต้นหอมเยอะจุใจ เส้นเหนียวนุ่ม ในราคา 850 เยน

หลังจากกินราเมน ด้วยความที่ท้องตึงหรืออะไรบางอย่าง ทำให้เรามึนงงกับชานชาลารถไฟ ตอนแรกไปยืนชานชาลาที่ 2 ตามที่ป้ายบอก อีกไม่กี่นาทีจะถึงเวลารถไฟออกแล้วแต่ชานชาลาที่ 2 กลับไม่มีรถไฟ ถ้าไม่ได้ขึ้นเที่ยวนี้ต้องรออีกชั่วโมงกว่า! เรามองกลับไปชานชาลาที่ 1 เห็นรถไฟขบวนหนึ่งจะออกในไม่ช้านี้

เอ๊ะ หรือว่าคือขบวนนั้น?

เลยรีบวิ่งข้ามบันไดไปชานชาลาที่ 1 ทันใดนั้นรถไฟอีกขบวนเทียบชานชาลาที่ 2 เอาแล้วไงงง เราตะโกนถามเจ้าหน้าที่อย่างลนลาน “ไอสึวาคามัตสึๆ” เจ้าหน้าที่ตอบกลับเป็นภาษาญี่ปุ่นเเล้วทำมือชี้ไปอีกฝั่ง เหลือเวลาอีกไม่กี่วินาทีรถไฟจะออกแล้ว เรารีบวิ่งขึ้นบันไดกลับไปที่เดิม ได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่คนเดิมประกาศอะไรบางอย่าง พอไปถึงชานชาลาที่ 2 คนขับรถไฟยื่นหน้ารอเราอยู่ สงสัยเจ้าหน้าที่คนนั้นประกาศให้รอเราแน่เลย

นี่คือความน่ารักมุมหนึ่งของคนญี่ปุ่น : )

การเดินทางไปคิตากะตะ
จากสถานีไอสึวาคามัตสึ นั่งรถไฟท้องถิ่นไปยังเมืองคิตากะตะ ใช้เวลาประมาณ 25 นาที เดินเท้าเที่ยวในเมือง หรือนั่งรถบัสนำเที่ยว (Buralin-Go) ก็ได้เเต่มีความถี่รอบละชั่วโมง

Day 3 Ouchijuku Day Trip

แผนวันนี้นั่งรถไฟไปเที่ยวที่โทโนะ เฮทซึริ (To-No-Hetsuri) หลังเดินเที่ยวตามสิ่งก่อสร้างมาได้สองวัน ก็เริ่มโหยหาสถานที่เที่ยวธรรมชาติ พอลงจะรถไฟก็พบว่าสถานีรถไฟเล็กๆ นี้รอบล้อมไปด้วยป่า เดินต่อไปไม่ไกลมาก็เจอกับหน้าผาหินล้านปี หินเหล่านี้ถูกสายน้ำกัดกร่อนจนมีรูปร่างคล้ายกับกลุ่มเจดีย์

เราเดินเล่นข้ามสะพานไปอีกฝั่งหนึ่ง ระหว่างเดินก็พบกับวิวสะพานเเดงที่ล้อมไปด้วยภูเขา ต้นไม้และแม่น้ำสีฟ้าเขียว รู้สึกชอบภาพที่เห็นตรงหน้ามากเลย ธรรมชาติโดยรอบทำให้เรายิ้มขึ้นมาได้ ต้องขอบคุณภูเขาทุกลูก ต้นไม้ทุกต้น และแม่น้ำทุกสาย

พอเดินข้ามไปอีกฝั่งจะมีบันไดหินให้เดินขึ้นไป ด้านบนมีศาลเจ้าเล็กๆ ให้ไปกราบไหว้ขอพรกันได้ ถ้าได้มาช่วงใบไม้เปลี่ยนสีคงจะฟินกว่านี้มากๆ ผาหินที่เเต่งแต้มไปด้วยใบไม้สีเเดงส้มเหลืองคงจะสวยน่าดู

การเดินทางไปโทโนะ เฮทซึริ
จากสถานีไอสึวาคามัตสึ นั่งรถไฟท้องถิ่นไปยังสถานี  To-No-Hetsuri ใช้เวลาประมาณ 50 นาที จากนั้นเดินต่อไปอีกประมาณ 400 เมตร

ไปเที่ยวที่ต่อไปกัน ต้องรีบเที่ยวก่อนพระอาทิตย์ตก ฮ่าๆ เรานั่งรถไฟย้อนกลับทางเดิมไปยังสถานียูโนคามิ ออนเซ็น (Yunokami Onsen Station) เพื่อเที่ยวหมู่บ้านโบราณโออุชิจูกุ (Ouchi-juku) ที่อยู่ในหุบเขา พอถึงสถานีปลายทางให้เดินไปด้านซ้ายเพื่อต่อรถบัสไปยังหมู่บ้าน

ลืมบอกไป! การเดินทางของวันนี้ เราซื้อตั๋วแบบเหมาที่เรียกว่า Ouchijuku One Day Pass ราคา 1,900 เยน ใช้นั่งรถไฟไปกลับระหว่าง Aizuwakamatsu – Yunokami Onsen – Tonohetsuri รวมถึงนั่งรถบัสไปกลับ หมู่บ้านโออุชิจูกุ ได้ฟรีด้วย เป็นตั๋วที่คุ้มมากเพราะรถไฟเส้นทางนี้ไม่ครอบคลุมใน JR Pass ตั๋วเหมานี้ซื้อได้กับเจ้าหน้าที่บนรถไฟ เเต่ก่อนขึ้นรถไฟต้องซื้อตั๋วผ่านทางเข้าสถานี เป็นค่าธรรมเนียม JR อีก 190 เยนต่อเที่ยว (ซื้อได้ที่ตู้ขายตั๋วอัตโนมัติ)

ระหว่างนั่งรถมาหมู่บ้าน วิวสองข้างทางเป็นป่าและภูเขาที่ให้บรรยากาศดีมากเลย ใช้เวลาไม่นานมาก็มาถึงซะอีก เดินต่อไปอีกหน่อยก็จะเห็นบ้านญี่ปุ่นย้อนยุคเรียงรายสองเเถวยาว ไปถึงก็กินโซบะต้นหอมของดังของที่นี่ ก่อนไปเดินเล่นดูหมู่บ้านที่กลายเป็นร้านขายของและร้านอาหารต้อนรับนักท่องเที่ยว

เดินไปเรื่อยๆ จนสุดทางก็จะเจอกับทางขึ้นจุดชมวิว มีสองทางให้เลือกเดินว่าจะเดินขึ้นบันไดชันๆ หรือจะเดินอ้อมไปตามทางที่ค่อยๆ ลาดขึ้น แน่นอนว่าเราเลือกอย่างหลัง ฮ่าๆ ระหว่างทางเจอศาลเจ้าด้วย ไม่นานก็เจอกับจุดชมวิวที่มองเห็นได้ทั้งหมู่บ้าน ก่อนหน้าไม่กี่วันหิมะตกเลยเห็นหิมะขาวๆ หลงเหลืออยู่บ้าง

ขากลับก็เดินจากหมู่บ้านมาขึ้นรถบัสที่ป้ายเดิม อย่าลืมเช็คตารางรถบัสด้วยจะได้ไม่เสียเวลายืนรอ พอถึงสถานีรถไฟ ถ้าใครยังพอมีเวลาก็อย่าลืมลองใช้บริการบ่อออนเซ็นแช่เท้าที่อยู่ด้านข้างสถานี ใช้บริการได้ฟรีด้วยนะ ระหว่างนั่งรอรถไฟกลับไปไอสึวาคามัตสึก็เเช่เท้าจนสบายเลย

ตอนกลับก็นั่งไปชมวิวนอกหน้าต่างรถไฟไป ชอบวิวภูเขาโดยเฉพาะลูกที่มีหิมะปกคลุมด้านบน บรรยากาศต่างจังหวัดของญี่ปุ่นเงียบสงบดีจัง เห็นเด็กนักเรียนปั่นจักรยานกลับบ้าน บางก็นั่งรถไฟกลับบ้านที่อยู่อีกเมือง เด็กนักเรียนพูดคุยกันสนุกสนาน ทำได้เรานึกไปถึงการ์ตูนใสๆที่เคยอ่าน : )

การเดินทางไปหมู่บ้านโบราณโออุชิจูกุ
จากสถานีไอสึวาคามัตสึ นั่งรถไฟท้องถิ่นไปยังสถานี  Yunokami Onsen Station ใช้เวลาประมาณ 40 นาที จากนั้นนั่งรถบัสต่อไปอีก 20 นาที

Day 4 Aizuwakamatsu-Tadami Line-Fukushima

วันนี้ตั้งใจตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อจับรถไฟสายทาดามิ (Tadami Line) ตามหาจุดชมวิวที่เห็นรถไฟสีเขียวแล่นผ่านสะพานข้ามแม่น้ำ รถไฟสายนี้ขึ้นชื่อเรื่องวิวที่สวยงามตลอดสองข้างทาง เราฝากกระเป๋าไว้ที่ล็อกเกอร์สถานีไอสึวาคามัตสึ จากนั้นต้องนั่งรถไฟจากไอสึวาคามัตสึไปเมืองไอสึมิยาชิตะ (Aizu Miyashita)

วางแผนว่าจะไปจุดชมวิวรถไฟก่อนไปเยี่ยมชมวัดชื่อดังอีกเมืองหนึ่ง สุดท้ายเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเลยได้เพียงที่แรกเท่านั้น ฮืออออ นั่นเป็นเพราะเผลอหลับจนเลยป้ายสถานีไอสึมิยาชิตะ อาจฟังดูตลก แต่เราชอบหลับเวลานั่งไปไหนไกลๆ เป็นความซวยที่ว่ารถไฟบริเวณนี้มีไม่กี่รอบต่อวัน อย่างเราพอพลาดรอบหนึ่งต้องนั่งเเก่วถึงสามชั่วโมง ใครมาเที่ยวแถบนี้ต้องเช็ครอบรถไฟให้ดีๆ

พอรู้ว่าพลาดเเล้ว เลยเปลี่ยนเเผนนั่งชมวิวให้สุดสายซะเลย ไหนๆ ก็ต้องรออีกหลายชั่วโมงกว่าจะมีรถไฟขากลับ รถไฟเเล่นผ่านไปบนทางเลียบแม่น้ำ เมืองที่ลงชื่อว่าไอสึคาวากูชิ (Aizu Kawaguchi) เมืองเล็กๆ ที่ไม่มีอะไรให้ทำเท่าไร รถไฟสุดสายที่เมืองนี้ แท้จริงแล้วปลายทางรถไฟอยู่ที่เมืองทาดามิ แต่เส้นทางได้รับความเสียหายจากฝนตกหนักเมื่อปี 2011 เลยมีรถบัสให้บริการชั่วคราวไปยังเมืองทาดามิ ที่จริงอยากลองไปเมื่องทาดามิเหมือนกัน เเต่ถ้าไปแล้วคงไปจุดชมวิวรถไฟที่อยากเห็นไม่ทันแน่

 

เราเดินเล่นถ่ายรูปแถวสถานีรถไฟไปเรื่อย จนเจอเห็นหมู่บ้านเล็กๆ ริมน้ำอยู่ไกลๆ เป็นหมู่บ้านของสถานีก่อนหน้าก็คือไอสึนากาก่าวา (Aizu-Nakagawa) มองดูมุมนี้แล้วก็สวยดีนะ เบื้องหลังเป็นภูเขาที่มีหิมะปกคลุม เริ่มทนความหนาวไม่ไหวเลยขอมาหลบหนาวด้านในสถานีก่อน

ในที่สุดรถไฟขากลับไปทางเมืองไอสึวาคามัตสึก็ออกเดินทางเวลาเที่ยงกว่าๆ คราวนี้จะไม่พลาดลงสถานีไอสึมิยาชิตะแน่นอน ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงก็มาถึง!

จากสถานีไปยังจุดเริ่มต้นชมวิวระยะทางประมาณ 2.5 กิโลเมตร ถ้าใครมารถไฟรอบเเรกตอนเช้าตรู่จะมีรถบัสให้บริการ แต่เราดันทำพลาดไงเลยต้องเดินไปจุดชมวิวเเทน ฮ่าๆ ใครอยากเช่าจักรยานแล้วปั่นไปก็ได้นะ ราคา 100 เยนเเต่ต้องปั่นขึ้นเนินชันในช่วงแรกๆ

ใช้เวลาประมาณ 25 นาทีก็เดินมาถึงจุดพักรถ มีห้องน้ำ ร้านอาหารเเละร้านขายของให้เเวะชมด้วย เลยต่อไปอีกหน่อยจะเจอทางขึ้นไปจุดชมวิวสะพาน Daiichi Kyouryou

ทางด้านซ้ายของอุโมงค์นี้จะมีทางเดินขึ้นไปเล็กๆ มีจุดชมวิวอยู่ 4 จุดด้วยกัน (A/B/C/D) เราเดินมาถึงจุด B แต่ก็เจอกลุ่มช่างภาพจับจองที่นั่งกันไว้แล้ว เราเลยเดินไปจุดสูงสุดที่จุด D ซึ่งจะเห็นขบวนรถไฟแล่นผ่านสะพานถึงสองสะพาน ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เลยขอปักหลักที่นี่ละกัน

ทางเดินในหน้านี้จะมีหิมะปกคลุมทางเดินบ้าง ต้องเดินกันระวังหน่อยเพราะดินเละๆ เลยทำให้ลื่นเล็กน้อย

เดินไม่นานก็มาถึงจุดชมวิว D ระหว่างรอรถไฟก็เก็บบรรยากาศวิวสวยๆ ไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้านบริเวณนั้น แม่น้ำทาดามิ และสะพานไปพลางๆ ก่อน ยังไงอย่าลืมเช็คเวลาที่รถไฟเเล่นผ่านสะพานกันได้น้าาา

เวลาจุดชมวิว (รถไฟวิ่งขากลับ)
06.03 | 07.39 | 09.17 | 13.05 | 15.59 | 19.41

เวลาจุดชมวิว (รถไฟวิ่งขาไป)
07.23 | 09.05 | 14.22 | 18.14 | 20.59 | 22.57

รอประมาณ 20 นาที ก็เริ่มได้ยินเสียงอะไรบางอย่างใกล้เข้ามา…รถไฟมาแล้วววว! รีบกดชัตเตอร์รัวๆ ช่วงเวลาที่รถไฟแล่นข้ามสะพานสั้นมากจนเราไม่อยากจะเชื่อว่ามันผ่านไปแล้ว ฮ่าๆ ช่วงเวลาที่ดีมักผ่านไปเร็วเสมอ

หลังถ่ายรูปเสร็จเราก็เดินกลับไปยังสถานี ระหว่างทางก็ถ่ายรูปไปเรื่อยเปื่อย ตัวเมืองขนาดไม่ใหญ่มาก เป็นเมืองที่เงียบสงบจริงๆ จนบ้างทีคิดว่าเป็นเมืองร้างเพราะไม่ค่อยเจอสิ่งมีชีวิตเลย เเต่ก็ถ่ายรูปได้สนุกอยู่นะ จากนั่นเดินไปนั่งรถไฟเพื่อกลับเมืองไอสึวาคามัตสึ

พอเมืองไอสึวาคามัตสึ ก็ถึงเวลาอำลาเมืองนี้หลักปักหลักอยู่ถึงสามคืน เราไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ที่ล็อกเกอร์ เเล้วนั่งรถไฟไปเมืองโคริยามะ จากนั้นนั่งรถไฟไปที่เมืองฟุคุชิมะ (Fukushima) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของจังหวัดฟุคุชิมะ หลังอยู่ญี่ปุ่นมาได้สี่วัน แป๊ปเดี๋ยวผ่านไปครึ่งทริปซะเเล้ว รู้สึกว่าธรรมชาติญี่ปุ่นไม่ได้สวยแบบที่ให้รู้สึกว้าว สิ่งที่ทำให้ว้าวกลับเป็นความมีน้ำใจ ความช่วยเหลือ และความเอาใจใส่ในทุกรายละเอียดของคนญี่ปุ่น ชอบที่รถไฟและรถเมล์ออกตรงเวลาเป๊ะมากๆ : )

การเดินทางไปจุดชมวิวรถไฟแล่นผ่านสะพาน Daiichi Kyouryou
จากสถานีไอสึวาคามัตสึไปลงที่สถานีไอสึมิยาชิตะ ใช้เวลาประมาณ 1.5 ชั่วโมง จากสถานีไอสึมิยาชิตะไปยังจุดเริ่มต้นชมวิวห่างไปอีก 2.5 กิโลเมตร สามารถเดินไป ปั่นจักรยานหรือนั่งรถแท็กซี่

Day 5 Fukushima

การเดินทางวันที่ 5 ขอตื่นสายหน่อยละกัน จะว่าไปเราตื่นเช้ากลับดึกมาหลายวันติดเเล้วนะเนี่ย แก่เเล้วเริ่มขอวันเที่ยวสบายบ้าง ฮ่าๆ วันนี้เลยเป็นการเที่ยวพักผ่อนสำรวจเมืองฟุคุชิมะอย่างชิวๆ เราพักที่ APA Hotel ซึ่งอยู่ติดสถานีรถไฟและสถานีรถบัสซึ่งสะดวกต่อการไปไหนมาไหนมาก เลยเดินเล่นใกล้ๆ ที่พักก่อนจนไปเจอศาลเจ้าแห่งหนึ่ง

ศาลเจ้าแห่งนี้มีบรรยากาศเงียบสงบมาก นี่เป็นครั้งแรกที่มาศาลเจ้าญี่ปุ่นเลยถือโอกาสเดินสำรวจเล็กน้อยก่อนไปกินข้าวเช้าควบข้าวกลางวันที่สถานีรถไฟ

หลังทานอาหารเสร็จ ช่วงบ่ายมีเเผนไปจุดชมวิวของเมืองฟุคุชิมะที่ Mount Shinobu หน้าสถานีรถไฟเต็มไปด้วยรถบัสหลายสาย การขึ้นรถบัสที่ญี่ปุ่นคือ ต้องขึ้นประตูตรงกลางรถแล้วรับตั๋วจากกล่องที่อยู่ด้านขวา โดยตั๋วจะระบุหมายเลขป้ายที่เราขึ้น เมื่อถึงจุดหมายที่ต้องการจะลงก็กดกริ่ง เดินไปประตูหน้าเพื่อจ่ายค่าโดยสารในกล่องที่อยู่ข้างคนขับ

ส่วนค่าโดยสารราคาเท่าไรนั้นให้ดูว่าหมายเลขตั๋วที่รับมาตอนแรกคือเลขอะไร แล้วเช็คราคาจากจอทีวีที่อยู่เหนือประตูขาลง ซึ่งจะบอกราคาตามระยะจากตัวเลขบนตั๋วอยู่ เช่น ตั๋วระบุเลขที่ 2 (หมายถึงขึ้นจากป้ายรถบัสที่สอง) ก็ดูตารางราคาจากจอทีวี ว่าขึ้นจากป้ายรถหมายเลขสองจะเสียเงินเท่าไร

การไปจุดชมวิวเมืองฟุคุชิมะ เดินไปขึ้นรถบัสป้ายที่ 9 นั่งไม่นานมากก็เตรียมตัวกดกริ่งลงที่ป้าย Fukushima TV จ่ายเงิน 100 เยน จากนั้นเดินมานิดหน่อยก็จะเจอสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ชื่อ Mount Shinobu Park

เดินผ่านสวนสาธารณะไปตามถนนเรื่อยๆ จะเจอศาลเจ้าแห่งหนึ่งชื่อ Shinobuyama Tenmangu พอเดินผ่านศาลเจ้าแรกไปจนถึงทางเเยกก็เลี้ยวซ้าย จะเจอศาลเจ้าอีกเเห่งที่ชื่อ Kuronuma Shrine จะว่าไปที่ประเทศญี่ปุ่นมีวัดเเละศาลเจ้าเยอะเหมือนกันนะเนี่ย บรรยากาศเงียบสงบทุกที่เลยด้านหลังศาลเจ้ายังพอเห็นวิวใบไม้เปลี่ยนสีที่หลงเหลืออยู่บ้าง

 

 

เดินไปตามถนนชมวิวไปเรื่อยๆ ก็จะเจอป้ายบอกทางภายในสวยสาธารณะขนาดใหญ่ เราเลี้ยวซ้ายเเล้วเดินไปตามทางเพื่อไปจุดชมวิว ทางเดินขึ้นชันเหมือนกันนะเนี่ย สองข้างทางยังพอมีต้นไม้สีเหลืองๆ ให้ดูอยู่บ้าง บนพื้นนี่เต็มไปด้วยใบไม้แห่งๆ คิดว่าถ้ามาเดินในช่วงพีคของใบไม้เปลี่ยนสีคงโรแมนติดน่าดูเลย ว่าไหม? ถ้าใครไม่อยากเดินก็นั่งรถแท็กซี่มาละกันเน้อออ

ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเดินมานานขนาดไหน เดินเพลินมากจริงๆ โดยรวมแล้วน่าจะประมาณ 30 นาทีจากจุดที่ลงรถบัส ในที่สุดก็มาถึงจุดชมวิวของเมืองฟุคุชิมะ เห็นตัวเมืองที่โอบล้อมด้วยเทือกเขาไกลสุดสายตา เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูงใหญ่เกินสองชั้น ไม่เหมือนเมืองอื่นๆ ที่ผ่านมา

หลังนั่งฟังเหนื่อยรับลมจดจุใจ เราเลือกเดินกลับอีกทาง เดินๆ ไปก็เจอวัดแห่งหนึ่งที่ชื่อ Yakuoji ด้านในกว้างมาก แอบรู้สึกว่าวัดญี่ปุ่นออกแบบได้เรียบง่ายมากๆ สีสันทึบๆ ให้บรรยากาศที่เงียบสงบดี จะว่าไปบริเวณนี้มีวัดเเละศาลเจ้าหลายแห่งมาก เราไปไม่ครบหรอกนะเพราะต้องเดินอีกไกลมากๆ เราเจอคนญี่ปุ่นสองคนที่เดินต่อเพื่อไปให้ครบทุกแห่ง ซึ่งต้องเดินสูงขึ้นไปอีกพอตัว

ขากลับก็เดินลงเขามาขึ้นรถบัสตรงข้ามกับป้ายที่ลงในตอนเเรก (Fukushima TV) รอไม่นานเท่าไรรถบัสก็จอดเทียบป้ายรถ เรากลับมาที่สถานีรถไฟก่อนขอตัวไปงีบที่โรงเเรมก่อน เเฮะๆ

ประมาณ 6 โมงเย็นท้องฟ้านี่มืดสนิทมาก ออกเดินไปหาอะไรกินเป็นมื้อเย็นที่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ เดินมาเจอร้านเนื้อย่างยากินิกุ ป้ายร้านมีเขียน No. 1 คงแปลว่าร้านนี้เนื้ออร่อยเป็นอันดับหนึ่งละมั้ง ไม่รอช้า! เราเดินเข้าไปในร้านทันทีเพราะท้องเริ่มร้องเสียงดังเเล้ว

บรรยากาศด้านในเป็นร้านยากินิกุแบบเรียบง่าย นั่งที่เค้าเตอร์ไม่นาน พนักงานก็เดินมาถามว่าจะสั่งอะไรบ้าง แน่นอนว่าเมนูเป็นภาษาญี่ปุ่นที่อ่านไม่ออก เลยเปิดโพยชื่อของส่วนเนื้อเป็นภาษาญี่ปุ่นที่อยากกินให้พนักงานดู เช่น

  • カルビ (Karubi) เนื้อส่วนบริเวณส่วนอกถึงท้อง มีไขมันปะปนอยู่จึงอ่อนนุ่ม เป็นเนื้อยอดฮิตในร้านเนื้อย่าง
  • サーロイン (Saloin) เนื้อวัวส่วนสันนอกบริเวณระหว่างส่วนขาหลัง เป็นเนื้อส่วนที่นุ่มมากที่สุด มีรสหวาน และมีไขมันแทรกในเนื้อมากจึงนุ่มเคี้ยวง่าย
  • ヒレ (Hi-re) เนื้อสันในเป็นเนื้อส่วนที่ตัดจากกลางตัว มีไขมันน้อย แคลอรี่ต่ำ แต่นุ่มมาก
  • ラミ (Harami)  เนื้อบริเวณกระบังลม นุ่มและมีมันน้อย
  • たん (Tan) ลิ้นวัว อีกหนึ่งเมนูยอดฮิตในร้านเนื้อย่าง  เป็นเนื้อส่วนที่กรุบกรอบและเคี้ยวเพลิน

พอสั่งเนื้อเเละเครื่องดื่มเสร็จ ไม่นานพนักงานจะเอาเตาปิ้งถ่านส่วนตัวมาให้เพราะเรามาคนเดียว ฮือออ ถ้ามากันหลายคนจะมีโต๊ะใหญ่พร้อมเครื่องดูดควัน รอสักพักเนื้อก็เริ่มทยอยเสิร์ฟ เราก็คีบลงเตากลิ่นหอมเริ่มฟุ้ง ปิ้งไม่ต้องสุกมาก พอเอาเข้าปากเท่านั้นแหละ ฟินนนนนน

เป็นการจบวันพักผ่อนชิวๆ ที่มีความสุขมากกกก ค่าเสียหายของมื้อเย็น เนื้อ 4 ย่างพร้อมเบียร์หนึ่งเเก้วใหญ่ก็ 3,190 เยน เนื่องจากเราไปกินวันพุธพอดีเลยได้ลดราคา 30% ใครไปเมืองฟุคุชิมะอย่าพลาดร้านนี้เด็ดขาด!

Day 6 Fukushima-Inawashiro-Koriyama

สถานที่อีกแห่งที่อยากมาที่จังหวัดฟุคุชิมะคือบีงน้ำ 5 สีหรือที่เรียกว่า ทะเลสาบโกชิกินุมะ (Urabandai Goshiki-numa Ponds) เป็นสถานที่เที่ยวชมธรรมชาติยอดนิยม มีบึงหลักๆ อยู่ 9 บึงด้วยกัน ซึ่งแต่ละบึงจะมีสีน้ำเฉพาะตัว โดยสีน้ำจะเปลี่ยนไปตามสภาพอากาศ ช่วงเวลา และปัจจัยอื่นๆ

เราเดินทางจากสถานีฟุคุชิมะไปยังสถานีโคริยามะ ออกไปฝากกระเป๋าไว้ที่ล็อกเกอร์ก่อนนั่งรถไฟไปยังสถานีอินะวะชิโระ (Inawashiro) จากนั้นนั่งรถบัส Bandai Toto ที่อยู่ด้านหน้าทางขวาของสถานีรถไฟไปยังป้าย Goshikinuma-Iriguchi ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีก็จะเจอกับ Urabandai Visitor Center

 

ก้าวออกจากรถถึงกับตกใจ หิมะมันจะเยอะไปไหนนนน! เราพยายามคลำหาทางไปบึงที่ใหญ่ที่สุดก่อน แต่เส้นทางเดินหรือป้ายบอกทางกลับถูกปกคลุมด้วยหิมะ เดินวนอยู่สักพักจนเจอร่องรอยเท้าคนเลยต้องเดินลุยหิมะตามรอยเท้าไป บางทีก็คิดว่าตัวเองมาทำอะไรอยู่เนี่ยยย มองไปทางไหนเจอเเต่หิมะสีขาว

พยายามเดินคลำทางมาเรื่อยจนถึงทางเข้าไปบึงน้ำที่ใหญ่ที่สุดจนได้ เย้! มีเรือให้เช่าพายเล่นด้วยเเต่ตอนที่เราไปมันถูกเก็บเอาขึ้นจากน้ำซะงั้น พอเดินดูลาดเลาเส้นทางเดินที่จะไปดูให้ครบทุกบึงแล้ว ท่าทางจะต้องเดินคลำทางเดินลุยหิมะไปตลอดทาง แบบนี้ท่าจะไม่ไหวแล้วมั้ง เลยมาบึงใหญ่อันเดียวก็พอ

ถึงจะมาช่วงที่เริ่มเข้าสู่หน้าหนาว หิมะตก ต้นไม้เริ่มเเห้ง แต่บึงน้ำยังมีสีฟ้าเขียวสวยอยู่เหมือนเดิม แอบเสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้เดินดูครบทุกบึงแต่อย่างน้อยได้เห็นสักบึงก็ยังดี เวลาเดินทางเราไม่สามารถคาดเดาอากาศหรือสิ่งที่เกิดขึ้นได้อ่าเนอะ ก็ต้องคอยปรับแผนตามสถานการณ์กันไป

ขากลับเราเจอทางเลี่ยงหิมะของทางรถยนต์มาบึงใหญ่ เลยเดินที่ถนนเเทนเพื่อหลบหิมะ เดินกลับไปยังป้ายรถบัสเดิมเพื่อกลับไปยังสถานีรถไฟอินะวะชิโระ

เรานั่งรถไฟกลับไปยังสถานีโคริยามะอีกครั้ง เอากระเป๋าที่ฝากไว้แล้วไปเช็คอินเข้าที่พักที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟ เก็บของเสร็จก็ได้เวลาเดินสำรวจเมืองโคริยามะ ไม่ไกลจากที่พักมีศาลเจ้าที่ชื่อ Asakakunitsuko เป็นศาลเจ้าที่สงบเช่นเคยแต่คราวนี้เจอคนมาถ่ายทำรายการอะไรบางอย่างด้วย

เราเดินต่อไปยังวัดที่ชื่อ Nyoho-ji เคยเห็นรูปจากอินเทอร์เน็ตแล้วน่าไปเพราะมีสวนสไตล์ญี่ปุ่นอยู่หน้าวัดที่สวยมาก แน่นอนว่าไปช่วงนี้ใบไม้ส่วนใหญ่ได้ร่วงไปหมดแล้ว ถ้าได้มาช่วงหน้าร้อนหรือใบไม้เปลี่ยนสีคงสวยกว่านี้แน่นอน

มื้อเย็นวันนี้ไปฝากท้องไว้กับร้านปิ้งย่างยากินิกุอีกเเล้ว ฮ่าๆ เป็นร้านที่อยู่ไม่ไกลจากที่พักชื่อ Gyu-Kaku Japanese โชคดีที่คราวนี้มีเมนูภาษาอังกฤษ เราเลือกกินบุฟเฟ่ต์ชุดยอดฮิตที่สามารถสั่งเนื้อหมู ไก่หรือเนื้อได้หลายประเภท ชุดนี้รวมอาหารทะเล ชุดผักและของหวานด้วย เเต่ไม่รวมเครื่องดื่มนะ กินได้ 1.5 ชั่วโมง ใครที่มาคนเดียวจะได้ห้องนั่งแบบส่วนตัวสบายเลย

รสชาติร้านนี้ถือว่าโอเคเเต่ชอบรรยากาศร้านเมื่อวานมากกว่า ค่าเสียหายมื้อนี้ 4,298 เยน เดินกลับห้องพักอย่างฟินๆ ระหว่างเดินกลับผ่านหน้าสถานีรถไฟโคริยามะที่ประดับไฟตกเเต่งพร้อมต้อนรับวันคริสมาสต์และปีใหม่แล้ว

การเดินทางไปบึง 5 สี
จากสถานีโตเกียวหรือฟุคุชิมะ นั่งรถไฟไปยังสถานีโคริยามะ แล้วต่อไปยังสถานีอินาวะชิโระ จากนั้นนั่งรถบัส Bandai Toto ที่อยู่ด้านหน้าทางขวาของสถานีรถไฟไปยังป้าย Goshikinuma-Iriguchi ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีก็จะเจอกับ Urabandai Visitor Center จุดเริ่มต้นทางเดินไปบึง 5 สี

Day 7 Koriyama-Shirakawa-Tokyo

เวลาแห่งความสุขผ่านไปไวอย่างที่เขาว่ากัน ในที่สุดก็ถึงวันสุดท้ายของทริปซะแล้ว วันนี้มีเเพลนเที่ยวเมืองชิราคาวะ (Shirakawa) ก่อนกลับไปยังโตเกียวเพื่อขึ้นเครื่องบินกลับบ้าน เริ่มจากสถานีโคริยามะนั่งรถไฟไปลงสถานีชิราคาวะ จากนั้นเดินต่อไปประมาณ 10 นาทีก็จะถึงปราสาทโคมิเนะ (Komine Castle)

ปราสาทโคมิเนะตั้งอยู่บนยอดเนินเล็กๆ จะว่าไปเห็นปราสาทนี้ตั้งเด่นตั้งแต่สถานีรถไฟ เป็นปราสาทที่มีกำเเพงหินอยู่โดยรอบภาย เมื่อก่อนปราสาทหลักถูกทำลายสมัยเกิดสงครามโบชิน จนทำการซ่อมแซมหอคอยสามชั้นและประตูมาเอโกะโดยใช้ภาพวาดสมัยเอโดะเป็นแบบอีกครั้ง ปัจจุบันเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญของญี่ปุ่นไปแล้ว

พอชมปราสาทเสร็จก็เดินสำรวจเมืองชิราคาวะซะหน่อย เป็นเมืองที่เงียบสงบอีกตามเคย มีทั้งบ้านเรือนแบบสมัยเก่าและบ้านเรือนสมัยใหม่ที่มีแผงโซลาร์เซลล์ตั้งอยู่บนหลังคา

การเดินทางไปปราสาทโคมิเนะ
จากสถานีโคริยามะนั่งไปลงสถานีชิราคาวะ ใช้เวลาประมาณ 35 นาที แล้วเดินต่อไปประมาณ 10 นาทีก็ถึง

หลังจากนั้น เราก็กลับมายังสถานีชิราคาวะเพื่อนั่งรถไฟไปสถานีถัดไปที่ชื่อว่าชินชิราคาวะ (Shin Shirakawa) เพื่อนั่งรถไฟชินคันเซ็นกลับไปสถานีโตเกียวเเล้วนั่ง Narita Express กลับไปสนามบินนาริตะค่ะ

ใครที่อยากหลบหนีความวุ่นวายให้มาเมืองต่างๆ ในจังหวัดฟุคุชิมะ เป็นจังหวัดที่เต็มไปด้วยธรรมชาติที่สวยงดงามจริงๆ ยังไงขอฝากฟุคุชิมะไว้ในใจทุกคนด้วยนะคะ : )

 

 

Hotel

Restaurant

Food

Tips

Shopping

Trips

dessert

photograph

บทความที่เพิ่งดู

Autumn lover :: อยากไปดูใบไม้เปลี่ยนสีที่ฟุคุชิมะ ทำไงดี ?

Fukushima Vibes Part.3 ฝ่าพายุทะลุหิมะที่ Yanaizu แช่น้ำแร่ชั้นดีที่ Tsuchiyu Onsen

Fukushima Vibes Part.2 เที่ยวทะเลสาบ Inawashiro ตะลุยสโนว์เฟสติวัลที่ Ouchi-Juku

11/11 : วิธีการนั่ง Night Bus จาก Fukushima กลับ Tokyo

9/11 : Mishima Town เมืองเล็กน่ารัก และ รถไฟสายโรแมนติก!

LEAVE A COMMENT

Welovefukushima

https://www.caviarbase.com http://www.simondeli.com http://www.weeklyleak.com replica handbags replica handbags hermes replica replica bags replica handbags replica hermes https://www.9replicabag.com replica bags replica handbags http://nwaedd.org replica hermes hermes replica iphone cases cheap jewelry wholesale jewelry sex toys cheap sex toys human hair wigs cheap nfl jerseys cheap jerseys http://www.kahnawake.com canada goose outlet hermes replica replica hermes http://www.gretel-killeen.com http://www.etgworld.com canada goose outlet