บทความจาก Blogger โรงแรมและเรียวกัง Hotel Tips Trips

ชวนมาทิ้งตัวกันที่ Tsuchiyu Onsen Fukushima เมืองน้ำพุร้อน อันแสนสงบ ที่มีประวัติยาวนานกว่า 1,400 ปี

Rating Chart

4.8 average based on 13 ratings

  • Excellent
    12
  • Very Good
    0
  • Average
    1
  • Poor
    0
  • Terrible
    0

Tsuchiyu Onsen เป็นเมืองออนเซ็นเล็กๆ  ที่มีประวัติยาวนานกว่า 1,400 ปี โดยมีชื่อเมืองปรากฏอยู่ในบันทึกที่ยังหลงเหลืออยู่ขององค์ชาย Shotoku ซึ่งบันทึกในปี ค.ศ. 587 ว่าได้มาแช่บ่อน้ำพุร้อนที่เมือง Tsuchiyu Onsen ระหว่างการเดินทาง โดยเมืองนี้ตั้งอยู่บนเชิงเขา Azuma-kofuji ซึ่งเป็นภูเขาที่มีชื่อเสียงและสวยงาม มีแม่น้ำ Arakawa ไหลผ่าน และถูกห้อมล้อมด้วยป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์ ห่างจากตัวเมือง Fukushima ไปทางตะวันตกเพียงแค่ 16 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางด้วยรถประจำทาง 40 นาที

 

 

ก่อนจะเริ่มเดินทาง ผมอยากแนะนำ  “Transfer Information” ตัวช่วยการเดินทาง ซึ่งจะบอกข้อมูลการเดินทางไปสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆของจังหวัด  Fukushima  สามารถหาได้ในสถานีรถไฟ Fukushima shinkansen station เป็นหน้าจอประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวที่ให้ข้อมูลการเดินทางอย่างละเอียด เพราะการโดยสารรถประจำทางในเมืองนี้ไม่ใช้ตัวเลข แต่ใช้ตัวหนังสือญี่ปุ่นล้วนๆ ในการบอกสายรถประจำทาง จึงยากสำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่สามารถอ่านภาษาญี่ปุ่นออก

 

และผมก็หาข้อมูลการเดินทางไป  Tsuchiyu Onsen  ผ่านหน้าจอประชาสัมพันธ์ นี้ด้วยเช่นกัน

หน้าจอ Transfer Information จุดนี้ตั้งอยู่ชั้นเดียวกับตู้ขายตั๋ว ภายในระบบรถไฟ Shinkansen แนะนำว่าควรจะหาข้อมูลให้เต็มที่ก่อนจะออกจากสถานีนะครับ เพราะหากจะมาใช้บริการอีกที ต้องซื้อตั๋ว Shinkansen เพื่อจะเข้ามาหาข้อมูล

 

หน้าจอแบบ Touch screen ใช้งานง่ายมาก มีข้อมูลการเดินทางไปแทบจะทุกสถานที่ท่องเที่ยวของเมือง Fukushima  กดกันเพลินเลยทีเดียว

 

และที่พิเศษกว่านั้นคือ สั่งพิมพ์ได้ด้วย สุโค่ย!! จริงๆ เก็บไว้ดูได้ตลอดการเดินทาง

 

ข้อมูลการเดินทางชัดเจน พร้อมแผนที่การเดินจากหน้าจอประชาสัมพันธ์ ไปถึงป้ายรถเมล์ ละเอียดมาก ซึ่งป้ายรถประจำทางของ Fukushima station มีมากถึง 12 ป้ายด้วยกัน และ ไม่มีภาษาอังกฤษบอกเลยถ้าไม่มีแผ่นนี้ติดตัวมา คงต้องถามกันจนเหนื่อยกว่าจะรู้ว่าต้องขึ้นรถประจำทางที่ป้ายไหน

 

มาขึ้นรถที่ป้ายรถประจำทางหมายเลข 7 โดยตอนขึ้นรถให้ดึงตั๋วรถออกจากตู้อัตโนมัติจากช่องที่มีลูกศรสีแดงชี้ลง สำคัญมากห้ามลืมเด็ดขาด ตั๋วที่ได้มาจะเป็นตัวบอกว่าเราขึ้นจากป้ายไหนมาเอาไว้คิดราคาตอนลงว่าเราโดยสารมากี่ป้าย

 

ตอนลงให้หยอดตั๋วลงในช่องใส่เหรียญได้เลย โดยหน้าจอจะบอกว่า เราต้องหยอดเหรียญเท่าไหร่ ซึ่งค่าโดยสารมา  Tsuchiyu Onsen  ราคา 840 เยน  เครื่องนี้ไม่ทอนเงิน ต้องหยอดเงินให้พอดี (ถ้าหากไม่มีเงินพอดี จะต้องแลกเหรียญที่ตู้ด้านหน้าก่อน แค่หยอดแบงค์หรือเหรียญใหญ่ เหรียญที่เล็กกว่าก็จะร่วงลงมายังถ้วยด้านล่าง)

 


ใช้เวลาเดินทางโดยรถประจำทางประมาณ 45 ก็มาถึง  Tsuchiyu Onsen  ซึ่งมี Tourist information อยู่ที่ป้ายรถประจำทางเลย และมีตารางเวลาเดินรถอยู่ที่ป้ายรถประจำทาง เก็บข้อมูลไว้วางแผนเดินทางตอนขากลับ

 

ฝั่งตรงข้ามป้ายรถประจำทาง จะเห็นแม่น้ำ Arakawa ซึ่งมีต้นน้ำอยู่บนภูเขา Azuma-kofuji  ไหลผ่านตัวเมือง น้ำสีฟ้าแกมเขียว ใสมากจนมองเห็นก้นแม่น้ำ โดยเมื่อนานมาแล้วจะรู้จักกันในนามแม่น้ำ Abaregawa ซึ่งมีความหมายว่าแม่น้ำที่ท่วมบ่อย และถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่ามีฝายชะลอน้ำตลอดทาง เป็นตัวช่วยชะลอน้ำไม่ให้ไหลเร็วเกินไปจนทำให้ระบายไม่ทัน และในหน้าแล้งก็มีหน้าที่กับเก็บน้ำไว้ใช้ แสดงให้เห็นการบริหารจัดการน้ำอันยอดเยี่ยมของประเทศญี่ปุ่น

 

มีสิ่งหนึ่งที่สะดุดตามากๆ ในเมืองนี้คือ ตุ๊กตาผู้หญิงหัวโต ไม่มีแขนและขา ซึ่งใช้เป็น มาสคอต ของเมืองนี้ ชื่อของตุ๊กตาตัวนี้คือ Kokeshi ( こけし こけし ) ว่ากันว่าเป็น ตุ๊กตาที่ ผลิตขึ้นมาเป็นของที่ระลึก เพื่อขายให้กับผู้ที่เข้ามาเที่ยว น้ำพุร้อน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ เป็นเวลากว่า 400 ปีมาแล้ว และเมือง Tsuchiyu Onsen   ก็ยังคงเป็นเมืองที่ผลิต ตุ๊กตา Kokeshi เป็นของที่ระลึก มาจนถึงปัจจุบ้น เลยนำมาเป็น มาสคอต ประจำเมืองนี้

 

ด้านหน้าของ Tourist information จะมีป้ายแสดงสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ของเมือง Tsuchiyu Onsen และแน่นอนไม่มีภาษาอังกฤษเช่นเคย หลังจากดูแผนที่ ผมตัดสินใจเดินไปทางทิศใต้ของเมือง ที่เป็นที่ตั้งของ Shinsui park

 

เดินไปทางใต้แค่ 80 เมตร จากป้ายรถประจำทางก็จะถึง Shinsui park ใกล้มากๆ

 

แป๊บเดียวก็มาถึงบันไดที่ใช้ข้ามกำแพงไปยัง Shinsui park

 

กำแพงที่เราข้ามมาก็คือฝายชะลอน้ำนั่นเอง กักเก็บและชะลอการไหลของน้ำ เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ป่า

 

บรรยากาศร่มรื่นมาก สัมผัสได้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่า ทุกอย่างดูเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาด ทั้งที่ไม่เห็นผู้ดูแลแม้แต่คนเดียว

 

เดินมาเรื่อยๆ จนสุดก็จะเจอกับน้ำตก และสะพานแขวน Takinotsuri Bridge ซึ่งเป็น ไฮไลท์ของสวนแห่งนี้ หากข้ามสะพานไป จะเป็นทางเดินเที่ยวอีกไกลทีเดียว แต่ถึงเวลาที่จะต้องไปเช็คอินโรงแรมแล้วเลยต้องตัดใจเดินกลับ เพื่อไปเช็คอิน

 

ระหว่างทางเดินไปโรงแรม จะเจอที่พักอยู่ตลอดสองข้างทาง

 

โรงแรม Fuku Usagi เป็นโรงแรมที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งของเมือง  Tsuchiyu Onsen

 

โรงแรมขนาดย่อมลงมาหน่อยคือโรงแรม Yamaneya ryokan ซึ่งราคาก็ย่อมเยาลงมาเช่นกัน ความพิเศษของโรงแรมนี้คือ ทางโรงแรมต้อนรับสัตว์เลี้ยงด้วย

 

เดินมาจนสุดทางก็จะเห็นโรงแรม Sansuiso ที่ผมจะ check in ในวันนี้ เดินแค่ 10 นาที จากป้ายรถประจำทาง  Tsuchiyu Onsen อากาศเย็นสบาย เดินได้ไม่เหนื่อยเลยสักนิด จริงๆแล้วทางโรงแรมมีบริการรถรับส่งฟรีจาก Fukushima Station ทุกวัน โดยจะออกจากโรงแรมเวลา 10.00 น. และ ออกจาก Fukushima Station เวลา 14.00 น. หากใครกะเวลาเดินทางได้พอดีกับเวลาของรถโรงแรม ก็ประหยัดไปได้เยอะทีเดียว

 

ทางเข้าโรงแรมดูโอ่อ่าแต่เรียบง่าย โรงแรม  Sansuiso  ถือว่าเป็นโรงแรมที่มีทัศนียภาพของธรรมชาติงดงามที่สุดของเมือง Tsuchiyu Onsen โดยความงามของธรรมชาติของที่นี่จะเปลี่ยนไปตามฤดูกาลทั้งสี่ อีกทั้งยังมีสวนญี่ปุ่นและห้องอาบน้ำแบบกลางแจ้ง และแบบสาธารณะขนาดใหญ่ เหมาะจะมาทิ้งตัว ให้ผ่อนคลาย ราวกับถูกโอบล้อมไปด้วยความงามของธรรมชาติและบ่อน้ำพุร้อน

 

บรรยากาศใน Lobby ซึ่งจะเห็นบางส่วนของสวนญี่ปุ่นที่จัดไว้อย่างสวยงามของโรงแรมแห่งนี้

 

และเช่นเคย ตุ๊กตา Kokeshi หลากหลายรูปแบบ มารอต้อนรับเราอยู่

 

แล้วก็ถึงห้องพักกันเสียที


ห้องพักตกแต่งสไตล์ Japanese Traditional ปูด้วยเสื่อทาทามิ ขนาดประมาณ 12 ผืน กลิ่นหอมอ่อนๆของเสื่ออันเป็นเอกลักษณ์ให้ความรู้สึกพิเศษในการนอนเรียวกัง อย่างหาที่ไหนไม่ได้ กับประตูบานเลื่อนลายวิวทิวทัศน์สไตล์ญี่ปุ่น

กลางห้องจะมีโต๊ะน้ำชาพร้อมที่รองนั่ง จัดไว้ให้นั่งพักผ่อนจิบชาชิวๆก่อนไปแช่ออนเซ็นกัน

 


ทางโรงแรมได้เตรียมเสื้อคลุม ชุดยูกาตะ ผ้าอาบน้ำ กระเป๋า และของใช้อื่นๆไว้ให้เรียบร้อย เราสามารถใส่ชุดยูกาตะไปเดินชิวรอบเมืองได้เลย

 

ในตู้เสื้อผ้ามีชุดยูกาตะลายคลื่นน้ำแบบนี้ไว้ให้ แต่ถ้าเป็นสุภาพสตรีจะเป็นสีชมพู

 

โต๊ะเล็กๆตรงนี้ เตรียมอุปกรณ์สำหรับชงชาไว้ให้

 

ภายในกล่องก็จะมีกาและถ้วยชา พร้อมใช้งาน

 

ได้เวลาแช่น้ำพุร้อนกันแล้วครับ

ที่โรงแรมนี้ มีห้องอาบน้ำหลายห้องมาก บางห้องต้องสลับกันใช้ ระหว่างชายหญิง ให้สังเกตง่ายๆที่โคมไฟ ถ้ามีโคมไฟ สีน้ำเงินคือผู้ชายเข้าได้หากเป็น สีชมพู เป็นของคุณผู้หญิง

 

locker ไว้เก็บของมีค่าตั้งอยู่หน้าห้องอาบน้ำทุกห้อง

 

และบ่อน้ำพุร้อนที่เป็นไฮไลท์ก็คือ บ่อน้ำพุร้อนกลางแจ้งบ่อนี้ครับ บรรยากาศดีสุดๆ ซึ่งปริมาณน้ำร้อนที่ป้อนมาให้โรงแรมแห่งนี้ มีน้ำร้อนจากธรรมชาติมากถึง 180 ลิตรต่อนาที และมีอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส ซึ่งเพียงพอที่จะจะป้อนให้ บ่อน้ำพุร้อนทั้งหมด ของโรงแรมได้ โดยทางโรงแรมจะมีบ่อน้ำพุร้อน 3 บ่อใหญ่ ซึ่งประกอบด้วย บ่อ Taishi-no-yu ซึ่งเป็นบ่อกลางแจ้งที่มีวิวสวยที่สุด สลับเวลากันใช้ ระหว่างผู้ชายและผู้หญิง  และ Fuchi-no-yu , Taki-no-yu ซึ่ง สองบ่อนี้จะสลับให้ผู้ชาย และผู้หญิง ใช้ในแต่ละวันหมุนเวียนไปเรื่อยๆ และบ่อสาธารณะ 2 บ่อ และบ่อส่วนตัวอีก 5 บ่อ ซึ่งต้องจองก่อนถึงจะใช้ได้

 

มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ที่อยากจะแนะนำในการแช่ออนเซ็น เรื่องกฏเกณฑ์ทั่วไปน่าจะทราบกันแล้ว เรามาว่ากันเรื่องวิธีแช่กันดีกว่า ก่อนจะลงแช่เราควรราดน้ำร้อนใส่ตัวเพื่อปรับสภาพร่างกายก่อน เริ่มจากแขน ขา ตัวและสุดท้ายศีรษะ เมื่อลงแช่ควรลงแค่ครึ่งตัวก่อนจนร่างกายเริ่มปรับได้ ค่อยแช่จนมิดหัวไหล่ คราวนี้มาถึงคำถามที่ทุกคนมักสงสัยว่า ต้องแช่นานขนาดไหนถึงจะดี? โดยปกติร่างกายของแต่ละคนนั้นจะแตกต่างกัน แต่มีวิธีสังเกตง่ายๆ ว่าถ้าเมื่อไหร่ มีเหงื่อเป็นเม็ดๆ ออกจากบริเวณหน้าผาก นั่นก็คือเวลาเหมาะสมแล้ว และหากเป็นคนที่ผิวแข็งแรงไม่แพ้ง่าย แนะนำว่าหลังจากขึ้นจากบ่อแล้ว ไม่ต้องล้างตัว ให้เช็ดตัวใส่เสื้อผ้าได้เลย แร่ธาตุจะยังอยู่ที่ผิวช่วยให้ผิวมีสุขภาพดี และสุดท้ายที่สำคัญที่สุด การแช่ออนเซ็นนั้น ทำให้เราเหงื่อออกเหมือนเราไปออกกำลังกายมาเลยทีเดียว เพราะฉะนั้น ต้องดื่มน้ำเยอะๆ ทันที หลังจากขึ้นจากบ่อน้ำพุร้อน

 

น้ำตกสองชั้นที่เป็นฉากหลังของบ่อน้ำร้อนกลางแจ้งที่สวยที่สุดของเมือง Tsuchiyu Onsen  ก็ยังคงเป็นฝายชะลอน้ำ ที่เล่าให้ฟังในเบื้องต้นไปแล้ว นอกจากขะใช้ในการบริหารจัดการน้ำแล้ว ยังช่วยเพิ่มทัศนียภาพให้สวยงามได้อีกด้วย ยอดเยี่ยมจริงๆ กด love ให้เลย

 

เมื่อแช่น้ำพุร้อนจนพอใจก็ถึงเวลาอาหารค่ำซึ่งการมาพักครั้งนี้ผมจองรวมอาหารค่ำมาด้วย ซึ่งจะถูกกว่าการจ่ายแยก

บรรยากาศภายในห้องอาหาร ตั้งอยู่ที่ชั้น 1 ของโรงแรม “อาหารทุกจานได้รับการคัดสรรมาเป็นอย่างดีและปรุงด้วยความห่วงใยจากพ่อครัวของเราโดยใช้วัตถุดิบสดใหม่จากท้องถิ่น เรานำเสนออาหารญี่ปุ่นแสนอร่อยและสวยงาม และอย่าลืมลิ้มรส เหล้าสาเก ท้องถิ่นของเราที่ทำจากน้ำแร่ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุจากภูเขาที่อยู่ใกล้เคียง”  จากข้อความโฆษณาข้างต้นทำให้ผมตัดสินใจลองทานอาหารที่โรงแรมนี้ โดยไม่ออกไปหาอย่างอื่นทานตามนิสัยเดิมของผม ที่จะคิดว่าอาหารโรงแรม หรือจะสู้อาหารท้องถิ่น ที่ชาวบ้านทำขายได้ แล้วเรามาดูกันครับว่า อาหารเป็นอย่างไรบ้าง

 

อาหารเป็นชุด จะมีทยอยมาเสิร์ฟเรื่อยๆ โดยรายการอาหารที่เสิร์ฟจะอยู่ในแผ่นกระดาษสีเขียวแต่ก็เช่นเดิมเป็นภาษาญี่ปุ่น ทำให้ไม่สามารถรู้ได้ว่าแต่ละเมนูคืออะไร ใช้การเดาล้วนๆ แวบแรกที่เห็นอาหารก็คิดว่า ทำไมน้อยจัง จะอิ่มหรอเรา คิดผิดหรือเปล่าเนี่ยที่กินในโรงแรม ถ้วยเล็กถ้วยน้อยเต็มไปหมด

 

แอบมีเครื่องดื่มถ้วยเล็กๆน่าจะเป็นสาเก ออกรสหวานดื่มง่าย แต่ทำให้เลือดลมสูบฉีดเลยทีเดียว

 

อาหารเรียกน้ำย่อย อร่อยทุกอย่างเลยครับ จะออกแนวเบาๆ เปรี้ยวๆ กระตุ้นน้ำลาย ยิ่งกินยิ่งหิวใหญ่เลย

 

สักพักมีถ้วยสีเหลืองมาเสริฟเปิดมาดูก็ยังคิดว่า น้อยยยจังงงงงง พอกินเสร็จ มันดีมาก คล้ายกับโอเด้ง น้ำซุปรสดี ของสดใหม่ แต่… มันทำให้หิวหนักขึ้นไปอีก

 

ยังรู้สึกเหมือนโดนแกล้งไปเรื่อยๆ ปลาดิบรวมสดอร่อย หมดภายใน สามวินาที

 

ในที่สุด ซุปกับข้าวอบก็มา บอกเลยว่าซุปใส อร่อยมาก พระเอกคือส้มยูสุ ซึ่งหอมมาก กินแล้วสดชื่นเป็นที่สุด และข้าวอบที่บอกเลยว่า ยกมาทั้งหม้อก็หมดนะ

 

หมูซอสเต้าเจี้ยวจานนี้จะเสิร์ฟมาในกระทะที่ปิดฝาอยู่ พนักงานจะมาจุดไฟให้ตั้งแต่เราเริ่มทานอาหารเรียกน้ำย่อย จะได้ยินเสียงฉ่าๆ พร้อมกลิ่นหอมๆกระตุ้นเราตลอดเวลา เมื่อข้าวอบมาเสิร์ฟเราก็เปิดฝากระทะทุกอย่างก็จะสุกพอดี หอมไปสามบ้านแปดบ้าน พอทานครบทุกเมนู บอกเลยว่าอิ่ม ซึ่งตอนแรกกะว่าจะออกไปซื้ออะไรทานข้างนอกหลังจากทานเสร็จ ก็เลยตัดสินใจกลับเข้าห้องพักเตรียมตัวนอนเลยดีกว่า พักผ่อนให้เต็มที่เพราะเป็นคืนสุดท้ายแล้ว หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางมาหลายวัน

 

กลับมาถึงห้องก็มีคนมาปูเตียงไว้เรียบร้อยแล้ว แอบสังเกตเห็นบนโต๊ะมีกระติกสีชมพูเพิ่มขึ้นมา ก็แอบสงสัยว่า คืออะไร ที่จริงแล้วก็คือกาใส่น้ำเย็นน้่นเองครับ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากที่ต้องดื่มน้ำมากๆหลังจากแช่ออนเซ็น และที่เป็นน้ำเย็นเพราะเชื่อว่า จะช่วยปรับสมดุลให้ร่างกายหลังจากผ่านการแช่น้ำพุร้อนมา

 


ในห้องน้ำก็มีเครื่องใช้ครบครัน

 

เครื่องใช้ต่างๆในห้องน้ำรู้สึกได้ถึงคุณภาพ มาตรฐานญี่ปุ่น

 

ขอพาชมสวนญี่ปุ่นกันสักเล็กน้อย สวนนี้อยู่ติดกับห้องอาหารเลยเรียกว่านั่งทานอาหารไปก็ชมวิวสวนสวยๆ ฟินได้ทุกมุม


ท่ามกลางต้นไม้สีเขียว ต้องสะดุดตากับสะพานเล็กๆสีแดงแบบนี้

 


น้ำตกไหลแทรกอยู่ในสวนแห่งนี้ สังเกตจากเฟิร์นและมอส การันตีถึงความอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง

บรรยากาศของสวนที่จัดอยู่ภายในโรงแรม ชั้น1 ถึง ชั้น 3

 

แอบเห็นห้องอาหารเช้าเตรียมอาหารใกล้เสร็จแล้ว ซึ่งที่นี่จะเริ่มเสริฟอาหารเช้า เวลา 7.00 น. ว่าแล้วก็ไปทานกันเลย

 


วิวจากห้องอาหาร ใกล้ชิดสวนมาก ถึงมากที่สุด เรียกว่า Panorama เลยก็ว่าได้

 

แทบจะเข้ามาเป็นคนแรกเลยได้เลือกที่นั่งชมสวนสวยๆแบบนี้ โชคดีจริงๆ

 

บรรยากาศของบุฟเฟต์อาหารถึงจะดูไม่ใหญ่มาก คุณภาพและความหลากหลายของอาหารนั้นถือว่าดีมากเลยทีเดียว มีอาหารเช้าแบบญี่ปุ่นและ อาหารเช้าแบบตะวันตกแทรกอยู่บ้างนิดหน่อย

 

น่ากินทั้งนั้นเลยยย แลดูเหมือนเป็นอาหารสุขภาพยังไงไม่รู้

 

ตักมาแบบรวมๆ ดูมั่วๆแต่อร่อย ลองเกือบครบทุกอย่าง แทบจะกลิ้งกลับบ้านเลยทีเดียว แต่เอาน่าหนักมื้อเช้าคงไม่เป็นไรหรอก คิดบวกไว้

 

ปิดท้ายด้วยโซบะเย็น เมนูขึ้นชื่อ ของจังหวัด Fukushima ก่อน check out จากโรงแรม

 

หากมีโอกาสได้มาจังหวัด Fukushima อยากให้มาลองสัมผัสกับเมือง  Tsuchiyu Onsen สักครั้ง เป็นเมืองเล็กๆ ที่สงบเงียบไร้แสงสี แต่ทำไมอยู่มาได้กว่า 1,400 ปี คำถามนี้ผมได้คำตอบแล้ว และอยากให้ทุกคนได้มาหาคำตอบด้วยตัวท่านเอง พบกันใหม่ในบทความหน้านะครับ

Credit อุปกรณ์ : Panasonic LUMIX GX85

Hotel

Restaurant

Food

Tips

Trips

photograph

บทความที่เพิ่งดู

หมู่บ้านโบราณโออูจิจูคุ Ouchijuku

[Fukushima Diary] Day 2 : Adatara ในวันที่พายุเข้า / เดินสำรวจ S-PAL ห้างใหญ่ติดสถานี JR Fukushima

หนาวนี้ไม่กลัว ไปนอนแช่ออนเซ็นอุ่นร่างกายที่โยชิคาวายะ (Yoshikawaya)

20 Pictures that I like when I visited Fukushima

0ne Day in Koriyama หนึ่งวันในเมืองที่ไม่ใช่แค่ทางผ่าน

LEAVE A COMMENT

Welovefukushima