Japan บทความจาก Blogger รีวิวเที่ยวฟุคุชิมะ สถานที่เที่ยว แผนเที่ยว Trips

ตามล่า Tadami Line… รถไฟขี้อาย กับนายโก๊ะกัง

Rating Chart

5 average based on 2 ratings

  • Excellent
    2
  • Very Good
    0
  • Average
    0
  • Poor
    0
  • Terrible
    0
จากการเที่ยวจังหวัดฟุคุชิมะ เป็นระยะเวลาทั้งหมด 7 วัน นอกจากเราจะป่วยเป็นระยะเวลาทั้งหมด 7 วันด้วยแล้ว เราก็ประทับใจจังหวัดฟุคุชิมะทั้งหมด 7 วันด้วยเช่นกัน

ถ้ามีคนถามว่า ประทับใจวันไหนมากที่สุด?

เราก็จะตอบไปทันทีว่า วันที่ไปตามล่า รถไฟสายทาดามิ ที่เมือง มิชิมะ

 

เรารู้จักรถไฟสายทาดามิเป็นครั้งแรก จากรูปถ่ายเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว ภาพที่เราเห็นคือ รถไฟสีเขียว แล่นผ่านสะพานข้ามแม่น้ำ และสองฝั่งถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลน เป็นภาพที่ติดตราตรึงใจเรามาโดยตลอด จนเมื่อเรามีโอกาสได้มาเที่ยวจังหวัดฟุคุชิมะ เราจึงรีบยัดรถไฟสายนี้เข้าไปในแพลนทริปของเราอย่างไม่ลังเล…

รถไฟสายทาดามิ (Tadami Line) เป็นรถไฟของ East Japan Railway Company (JR East) เชื่อมต่อกันระหว่างสถานี Aizu-Wakamatsu จังหวัดฟุคุชิมะ และสถานี Koide จังหวัดนีงะตะ เส้นทางรถไฟสายนี้ มีชื่อเสียงมากเรื่องวิวที่งดงาม โดยเฉพาะในช่วงหิมะ และใบไม้เปลี่ยนสี เรียกได้ว่าถ้ามีการจัดอันดับความสวยงามของทิวทัศน์ รถไฟสายนี้มักจะอยู่ในอันดับต้นๆ เสมอ

ถึงแม้ว่าเราจะมาในช่วงฤดูร้อน ที่ไม่มีหิมะ หรือใบไม้แดง ให้เห็นเลยแม้แต่ตารางนิ้วเดียว แต่ก็ทดแทนกันได้ด้วยหมอกที่ปกคลุมตามขุนเขา ที่เค้าบอกว่า ต้องมาเห็นให้ได้กับตาซักครั้งหนึ่งในชีวิต… มาดูกันว่า การมาตามล่ารถไฟทาดามิในสายหมอกของเราครั้งนี้ จะได้อย่างที่ตั้งใจไว้หรือไม่…?

 

เรามาตามล่ารถไฟสายนี้ ในวันที่ 6 ซึ่งถือว่าเป็นโค้งสุดท้ายของทริปนี้ ก่อนที่พรุ่งนี้เราจะเข้าโตเกียวเพื่อบินกลับเมืองไทย… ต้องขอสารภาพตามตรงว่า เราตื่นเช้ามาแล้วไม่อยากไปเลย เหตุเพราะว่าเมื่อคืนเราป่วยหนักมาก ไข้ขึ้นจนเพ้อ ไอทั้งคืน ยาก็เอาไม่อยู่ แถมยังตัวคนเดียวในต่างแดนอีก ทำเอาเราอยากจะกลับบ้านไปซะเดี๋ยวนั้น แม้ว่าตื่นเช้ามาอาการเราจะดีขึ้นมากแล้วก็ตาม

แต่สุดท้าย อาการของคนกระสันอยากจะเที่ยว มันก็เอาชนะความป่วยจนได้ซิน่า…

 

วิธีเดินทางไป Aizu Miyashita เทิง Mishima

จากโตเกียว นั่งรถไฟสาย Tohoku Shinkansen (ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที) มาลงที่สถานี Koriyama แล้วเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟสาย JR Ban-etsu-West Line มาลงที่สถานี  Aizu Wakamatsu (ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที) หลังจากนั้น ต่อรถไฟสาย JR Tadami Line มาลงที่สถานี Aizu Miyashita (ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที)

 

เราเริ่มต้นเดินทางจากสถานี Koriyama ด้วยอาการเมายาแก้ไอ รู้ตัวอีกที ก็โผล่มาที่สถานี Aizu Miyashita ได้ไงไม่รู้

วิวระหว่างทาง

 

กว่า 3 ชั่วโมงในการเดินทาง เราก็เดินทางมาถึง Aizu Miyashita ในเวลา 14.28 น. หลังจากที่ลงรถไฟแล้ว ก็ขอแชะภาพขบวนรถไฟแบบโคลสอัพไว้หน่อย เพราะหลังจากนี้ จะต้องไปตามส่องนางอยู่บนยอดเขา

 

หน้าตาสถานี Aizu Miyashita เป็นสถานีเล็กๆ ขนาดกะทัดรัด พกพาสะดวก

 

สิ่งแรกสุดที่เราต้องทำหลังจากมาถึงแล้วก็คือ ไปเชคอินที่พักก่อน หลังจากนั้นต้องรีบเดินทางไปจุดชมวิว เพื่อที่จะไปเก็บภาพรถไฟก่อนเวลา 15.57 น.

เท่ากับว่าเรามีเวลาอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง

เราเลือกพักที่ Nonbirikan เกสต์เฮ้าส์ขนาดย่อมๆ เพียงไม่กี่แห่งในเมืองนี้ เหตุผลที่เลือกที่นี่เพราะว่าราคาค่อนข้างถูก และไม่ไกลจากสถานีรถไฟมากนัก แต่ขั้นตอนการจองก็จะค่อนข้างมีอุปสรรคเล็กน้อย เพราะว่าที่นี่รับจองทางโทรศัพท์อย่างเดียว และที่สำคัญ สปีคแจแปนนิชโอนลี่

แค่ภาษาอังกฤษ พี่ยังจะไปไม่รอดเลย เจอภาษาญี่ปุ่นเข้าไป พี่ม้วนเสื่อกลับบ้านแทบไม่ทัน...

แต่ก็โชคดีหน่อย ตรงที่เรามีเพื่อนของเพื่อนที่รู้ภาษาญี่ปุ่นอยู่ เราจึงไหว้วานให้เค้าช่วยจองให้ จองไปรอบแรก เราบอกว่าจะเข้าไปเชคอินตอนสามทุ่ม เพราะว่าเราอยากไปเที่ยวที่เมืองอื่นก่อน ทางที่พักรีบตอบกลับมาอย่างรวดเร็วว่า ไม่ขอรับจองนะ พร้อมกับบอกว่า ให้เชคอินก่อนหนึ่งทุ่มเท่านั้น…

เจอข้อเสนอมาแบบนี้ เราก็เลยยอมตัดโปรแกรมไปหนึ่ง พร้อมกับบอกทางที่พักว่า เราจะมาเชคอินในเวลาประมาณบ่ายสอง…

 

วิธีเดินทางไป Nonbirikan เมื่อออกจากสถานี Aizu Miyashita ให้เดินตรงไปประมาณ 100 เมตร จะเจอ 4 แยกที่มีไฟเขียวไฟแดง (แต่ว่าไม่มีรถซักคัน) ให้เลี้ยวซ้าย แล้วตรงไปอีกประมาณ 100 เมตร

พิกัดที่พัก Nonbirikan  https://goo.gl/maps/MqrkyhV7zyu

เว็บไซต์  http://www.okuaizu-nonbirikan.jp/

 

แค่วิวระหว่างทางเดินไปที่พัก เราก็ตกหลุมรักเมืองนี้ภายในทันที

 

เดินมาแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว ที่พักของเรา Nonbirikan น่ารักคาวาอิมากๆ

 

หลังจากเดินมาถึงที่พักแล้ว เราจึงเปิดประตูเข้าไปทันที แล้วก็พบกับผู้หญิงสูงวัย ที่อายุน่าจะซักประมาณ 60 อัพ ซึ่งน่าจะเป็นเจ้าของที่พักแห่งนี้ เราจึงบอกกับเธอด้วยภาษาอังกฤษว่า “มาเชคอินครับ” พอสิ้นประโยคนี้เท่านั้นหละ พื้นที่แห่งนี้ ก็กลายเป็นสมรภูมิแห่งการสื่อสาร ด้วย บอดี้แลงเกวจ  ล้วนๆ

คุณป้า เธอระรัวแจแปนนิชใส่เรา ประหนึ่งดั่งชุนหลี สปินนิงเบิร์ดคิก!

เราก็ตั้งรับด้วยภาษาอังกฤษสกิลเด็กอนุบาล พร้อมกับสวนฮาโดเคนกลับ เป็นระยะๆ

จนเวลาล่วงเลยผ่านไปเพียงชั่วอึดใจ ป้าเห็นว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป คงจะสื่อสารกันไม่รู้เรื่องเป็นแน่แท้ ป้าจึงเดินไปหยิบเกี๊ยะมาให้เราใส่ เราก็รับมาใส่แบบงงๆ หลังจากนั้น ป้าก็จูงมือเราออกจากที่พัก พาเราไปที่ไหนซักแห่ง เราก็ตามป้าไปแบบงงๆอีกเช่นกัน

และสิ่งที่คุณป้าพาเรามาก็คือ Tourist Information

 

“มีอะไรให้ช่วยรึเปล่าครับ?” เสียงเจ้าหน้าที่ชายหนุ่มคนหนึ่ง เอ่ยขึ้นมาเป็นภาษาอังกฤษ…

ณ.วินาทีนั้น เราก็ถึงบางอ้อ… คุณป้าพาเรามาที่นี่ เพื่อที่จะให้เจ้าหน้าที่ช่วยเป็นล่ามสื่อสารนั่นเอง…

เราสื่อสารกับคุณป้าผ่านล่าม จึงทำให้เราเข้าใจสิ่งที่คุณป้าต้องการจะสื่อสารกับเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจอง ระเบียบของที่พัก จำนวนเงินที่ต้องจ่าย จะรับอาหารเย็นด้วยไหม จะอาบน้ำกี่โมง (ทางคุณป้าจะได้เตรียมน้ำอุ่นไว้ให้) แล้วคุณป้ายังบอกอีกว่า ป้าจะไม่ได้นอนที่บ้านนี้กับเรานะ และที่พีคสุดก็คือ วันนี้เราเป็นแขกที่เข้าพัก เพียงคนเดียวของบ้าน Nonbirikan

“หา… เราพักคนเดียวเหรอ?”

เราทวนซ้ำอีกรอบ เพราะนึกว่าหูจะฝาด ได้ยินคำผิด

“ใช่แล้ว วันนี้คุณพักคนเดียว” คุณเจ้าหน้าที่ยืนยัน

“แต่ว่าไม่ต้องห่วงไปนะ จะมีคนนอนที่บ้านหลังนี้เป็นเพื่อนคุณ เค้าคือเจ้าของบ้านหลังนี้อีกท่านหนึ่ง”

พูดเสร็จแล้ว คุณเจ้าหน้าที่ก็ผายมือไปที่คุณลุงท่านหนึ่ง ที่ยิ้มรับรออยู่แล้ว…

ได้ยินแบบนี้ เรารู้สึกค่อยโล่งอกหน่อย เพราะการที่จะต้องนอนคนเดียว ในบ้านหลังใหญ่ ที่สามารถบรรจุคนได้กว่า 20 คน มันก็เป็นเรื่องที่น่าขนลุกพอตัวอยู่

 

หลังจากที่เคลียร์เรื่องที่พักกันลงตัวแล้ว เราก็เลยสอบถามเรื่องการเดินทางไปจุดชมวิวทาดามิ ไดอิจิ เคียวเรียว (Daiichi Kyouryou) ว่ามีแท๊กซี่มั๊ย? ทางเจ้าหน้าที่บอกว่าตอนนี้ไม่มีแท๊กซี่ให้บริการ พร้อมกับแนะนำให้เราเดิน หรือไม่ก็ขี่จักรยานไป

เราตัดสินใจที่จะเช่าจักรยาน เพราะว่าเคยมีประสบการณ์ที่ดีมากๆ ตอนขี่จักรยานเที่ยวที่คานาซาวะ อัตราค่าบริการการเช่าจักรยานที่นี่ก็ช่างถูกแสนถูก เพียงวันละ 100 เยน เท่านั้น แต่บอกไว้ก่อนนะว่า จักรยานที่นี่เป็นจักรยานแบบธรรมดา ไม่ใช่จักรยานไฟฟ้าเหมือนที่คานาซาวะ อาจจะต้องออกแรงปั่นกันเหงื่อตกนิดนึง

พิกัด Tourist Information  https://goo.gl/maps/8pVzCfVbRq32

ภาพบรรยากาศใน Tourist Information มีของที่ระลึก และข้อมูลการท่องเที่ยวอยู่ครบครัน

 

หลังจากที่เก็บสัมภาระเข้าที่พักเรียบร้อยแล้ว เราก็เดินกลับมาที่ Tourist Information อีกครั้ง เพื่อที่จะมารับจักรยาน ก่อนที่เราจะปั่นไปจุดชมวิว คุณเจ้าหน้าที่ก็ถามกับเราว่า “คุณไปถูกมั๊ย?” เราตอบกลับไปด้วยความฉะฉาน และมั่นใจว่า “ไปถูกซิ เพราะเราใช้กูเกิลแมพ” พูดจบปุ๊บ เราก็ปั่นออกไปปั๊บ แล้วเราก็ได้ยินเสียงตามหลังไวๆมาว่า

“Hey… Wrong Way…!!!”

เราเบรคเอี๊ยดจนหน้าเกือบคะมำ พร้อมกับนึกในใจ “เออว่ะ นี่เราไปผิดทางนี่หว่า…” ว่าแล้วก็รีบกลับรถ พร้อมกับกล่าวขอบคุณ คุณเจ้าหน้าที่ด้วยความเขินอาย…

นี่แค่เริ่มก็ผิดแล้ว โก๊ะกังอะไรขนาดนั้นนะเรา แล้วรู้สึกอายมาก ที่ตอบคำถามคุณเจ้าหน้าที่ไปด้วยความมั่นหน้ามั่นโหนกเบอร์นั้น…

 

หลังจากสลัดความอายออกไปแล้ว ก็เป็นช่วงเวลาของความสุขแล้วสินะ เราจะรู้สึกดีมากเวลาได้ปั่นจักรยานเที่ยว เพราะว่าคล่องตัว และอิสระดี ลมเย็นๆ ตีหน้า ยิ้มร่าไปตลอดทาง จนลืมไปเลยว่าป่วยอยู่…

แต่… ก็เป็นแค่ช่วงเวลาไม่ถึงนาที เพราะก่อนที่จะเข้าถนนสายหลักเพื่อที่จะไปจุดชมวิว คุณจะต้องพบเจอกับ…

เนินเขา…!!

และแน่นอน เราไม่สามารถปั่นขึ้นไปไหว เลยต้องเข็นเอาลูกเดียว กว่าจะถึงปลายทางเล่นเอาเหงื่อไหลเป็นน้ำตกไทรโยคน้อย…

 

วิวข้างทางก็สวยดี แต่ตอนนี้พี่เหนื่อยมาก

 

ขึ้นมาถึงถนนใหญ่ แต่ก็ยังปั่นลำบากอยู่นิดๆ เพราะว่าจะเป็นทางชันอยู่หน่อยๆ ป้ายบอกว่าอีก 700 เมตร จะถึงจุดชมวิว

 

มาถึงแล้วจ้า ไดอิจิ เคียวเรียว จุดชมวิวตรงนี้ จะเป็นคล้ายๆกับจุดพักรถ มีร้านอาหาร และซุปเปอร์มาเก็ต ที่ชื่อว่า Michi no Eki

 

ดูเวลาแล้ว ยังเหลือๆ เราเลยเข้าไปสำรวจข้างในดูหน่อย

 

แล้วเราก็ได้เจ้านี่ออกมา ไอศกรีมถ่านชาโคล ราคา 330 เยน เรารีบเอาออกมาถ่ายรูปก่อนเป็นอันดับแรก แป๊บเดียวก็ละลายเลอะมือเราเต็มไปหมด จึงต้องรีบกินให้หมดด้วยความรวดเร็ว รสชาดก็ถือว่าโอเค หลังจากที่กินหมดแล้ว อาการไอก็ตามมาทันที…

 

ได้เวลาที่รถไฟใกล้จะมาแล้ว ไปจุดชมวิวกันเลยดีกว่า บริเวณทางขึ้นจะมีป้ายบอกจุดตำแหน่งการชมวิวอยู่ แนะนำให้ขึ้นไปที่จุด D จะเป็นจุดที่สูงที่สุด และเหนื่อยที่สุด จุดนี้สามารถมองเห็นรถไฟทาดามิได้ถึงสองมุมด้วยกัน แต่ด้วยความใสซื่อ เราจึงขึ้นไปถึงแค่จุด C เพราะเข้าใจเอาเองว่าจุด D น่าจะเห็นวิวอีกมุมนึงตามรูปแค่นั้น…

 

จากข้างหน้าคือจุด B เอาจริงๆนะ ขึ้นมาแค่นี้พี่ก็เหนื่อยแล้ว

 

มาถึงจุด C แล้ว นี่ดีใจยังกับพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสได้ เหนื่อยสุดๆ สังเกตได้จากเหงื่อที่หลัง และนี่คือภาพที่ได้เห็นจากจุดนี้

 

ใกล้เวลา 15.57 น. ที่รถไฟจะมาแล้ว ก่อนที่รถไฟจะมา เราค่อนข้างกังวลนิดหน่อย เพราะกลัวว่ารถไฟจะวิ่งผ่านไปโดยที่เราไม่รู้ตัว ซึ่งเหมือนกับว่า ทางคนขับรถไฟจะรู้ถึงจุดนี้ดี ก่อนที่จะวิ่งข้ามสะพาน คนขับรถไฟก็จะเปิดเสียงหวูดดังขึ้น เพื่อเป็นการส่งสัญญาณบอกว่า ฉันจะวิ่งผ่านสะพานแล้วนะ เพราะฉะนั้นเตรียมรัวชัตเตอร์ได้

ไม่กี่อึดใจ นางก็ปรากฏโฉมให้เห็น… Ta Dah…

 

อ้าว… ผ่านไปแล้วเหรอ ทำไมเร็วจัง… นี่มาให้เห็นแว๊บเดียว แล้วก็หลบเข้าป่าไปซะแล้ว รถไฟขบวนนี้ขี้อายชะมัด…

 

สำหรับรอบรถไฟที่จะผ่านบริเวณจุดนี้ เราใช้วิธีการค้นหารอบรถจากเว็บ http://www.hyperdia.com/en/

บริเวณสะพานที่รถไฟทาดามิวิ่งผ่านนั้น จะอยู่ระหว่างสถานี Aizu-hinohara และ Aizu-nishikata เราก็เสิร์ชเอาเลยว่า เวลาที่รถไฟจะผ่านมีเวลาไหนบ้าง ทั้งขาไป ขากลับ โดยเราสรุปรอบรถโดยอ้างอิงจากเว็บ Hyperdia ได้ดังนี้

Aizu-hinohara Station – Aizu-nishikata Station

07.21 – 07.25 / 09.03 – 09.07 / 14.21 – 14.25 /  18.12 – 18.16 / 20.57 – 21.01 / 20.57 – 21.01 / 22.56 – 22.59

Aizu-nishikata Station – Aizu-hinohara Station

06.01 – 06.05 / 07.37 – 07.41 / 09.15 – 09.19 / 13.03 – 13.07 / 15.57 – 16.01 / 19.39 – 19.43

รู้เวลากันไปแล้ว ถ้าใครจะมาตามล่ารถไฟสายนี้ ก็เลือกดูเวลาตามความสะดวกกันได้เลย นี่เอาช่วงเวลากลางคืนมาฝากกันด้วย เผื่อว่ามีใครอยากจะมาลองของ ถ่ายรถไฟตอนกลางคืนดูบ้าง…

พิกัดจุดชมวิว Daiichi Kyouryou  https://goo.gl/maps/6LeoLZnK1fL2

 

หลังจากเก็บภาพรถไฟ จากจุดนี้กันไปแล้ว เราก็เตรียมไปจุดถ่ายรูปรถไฟทาดามิอีก 1 จุดถัดไป ในเวลา 18.17 น.

ตอนขากลับนี่ เป็นทางลงเขา จักรยานไหลเร็ว เบรคแทบแตก เกือบแหกโค้งกันเลยทีเดียวค่ะคุณขา…

วิวระหว่างทาง

 

ด้วยเวลาที่เหลืออีกกว่า 2 ชั่วโมง ก่อนที่รถไฟทาดามิจะมา เราเลยใช้เวลาในการปั่นจักรยานชมเมืองไปเรื่อยเปื่อย ช่วงโมเมนต์ตรงนี้แหล่ะ ที่ทำให้เราตกหลุมรักเมืองนี้มากขึ้นไปอีก…

 

เราจัดว่าเป็นคนโรคจิตรึเปล่าไม่รู้ เราไม่ชอบสถานที่ๆ คนเยอะๆ คือไม่ได้กลัวการเข้าสังคมแต่อย่างใด แต่เราไม่ค่อยจะอินกับความวุ่นวายมากนัก ก่อนหน้านี้สองวัน เราไปปราสาทซึรุกะโจ แล้วก็พบเจอกับมวลมหาประชาชนจำนวนกว่าสองล้านแปดแสนคน (อันนี้เปรียบเปรยเฉยๆ) ทำเอาเราหมดมู้ดไปพอสมควร แต่พอไปสวนโอยะคุเอน ซึ่งอยู่บริเวณใกล้ๆ กัน เราก็กลับมาแฮปปี้อีกครั้ง เพราะว่าคนแทบไม่มีเลย เรียกว่าดัชนีความสุขของเรา จะแปรผกผันไปตามจำนวนผู้คน อะไรประมาณนั้น

และเมืองนี้ ก็ถือว่าเป็นข้อพิสูจน์ “ทฤษฎีดัชนีความสุข” ของเราได้เป็นอย่างดี

 

ปั่นจักรยานมาเรื่อยๆ ก็เจอเข้ากับกำแพงสีสันสดใสอันนี้ ก็เดาออกได้เลยว่าน่าจะเป็นโรงเรียน เราแอบได้ยินเสียงเจี๊ยวจ๊าวลอดมาจากข้างหลังกำแพง เหมือนกับว่า กำลังมีกิจกรรมกีฬาอะไรซักอย่าง พอเข้าไปดู ก็เห็นเด็กๆกำลังเล่นเบสบอลกันอย่างสนุกสนาน แต่เราก็ไม่กล้าที่จะเก็บภาพมาเยอะ เพราะดูเด็กๆค่อนข้างจะตื่นกล้อง หรือไม่ก็กำลังสงสัยอยู่ว่า ตาลุงนี่มาทำอะไรกัน…

 

เราปั่นจักรยานไปแบบไม่มีจุดหมายไปเรื่อย สิ่งที่เราสัมผัสได้ว่า ที่นี่คือความเป็นอยู่แบบชนบทที่แท้จริง มีความสงบ เรียบง่าย และเป็นมิตร เราสังเกตได้ว่า ประชากรส่วนใหญ่ของที่นี่จะเป็นผู้สูงอายุ ทำให้เรานึกถึงบทความหนึ่ง ที่เค้าบอกว่า ญี่ปุ่นมีเมืองร้างเพิ่มขึ้น เหตุเพราะว่า คนหนุ่มสาวส่วนใหญ่ จะย้ายเข้าเมืองเพื่อหางานทำ  จึงทำให้เมืองตามชนบทไม่มีเจนเนอเรชั่นใหม่ๆ มาอยู่ ส่งผลให้หลายๆ เมืองในญี่ปุ่น ค่อยๆ เงียบ และร้างไปในที่สุด… แม้ว่าเมืองนี้จะยังไปไม่ถึงจุดนั้น และในอนาคตคงจะเป็นไปได้ยาก แต่ว่าความเงียบสงบของเมืองนี้ ก็ทำให้เราอดคิดไม่ได้จริงๆ…

 

มีร้านมินิมาร์ทอยู่ใกล้ๆ บริเวณที่พัก เราหมายมั่นปั้นมือว่าจะมาฝากท้องที่นี่ หลังจากที่เก็บรูปรถไฟทาดามิเสร็จเรียบร้อยแล้ว

 

ใกล้ๆ กัน กับจุดถ่ายรูปรถไฟทาดามิจุดที่สอง ก็มีสะพานสีแดงสด ฟีลคล้ายๆ กับเมือง Yanaizu ถ่ายรูปออกมาก็ดูสวยดี

 

แถมบริเวณนี้ ยังมีร้านอาหาร และออนเซ็นอยู่ด้วย ชื่อ Kiri Hot Spring เปิดบริการถึง 20.00 น.

 

บรรยากาศโดยรอบ เงียบสงบ และมีเพียงเราคนเดียวที่มาถ่ายรูปในจุดนี้ จนบางทีพี่ก็เหงาเหมือนกันนะ

 

ขณะนี้เป็นเวลา 18.17 น. รถไฟทาดามิ พร้อมที่จะอวดโฉมแล้ว..

คนพร้อม แต่กล้องไม่พร้อม… ตั้งค่ากล้องตอนแสงน้อยนี่ยากจังเลยแฮะ ก็เอาเท่าที่ได้ละกันเนอะ ขออภัยในความกากของรูป นี่รถไฟเบลอเชียว… ก็หนูปรับไม่เป็นนี่นา…

 

สำหรับบริเวณสะพานที่รถไฟทาดามิวิ่งผ่านในจุดนี้ จะอยู่ระหว่างสถานี Aizu-nishikata และ Aizu-miyashita หลักการค้นหารอบรถไฟ ก็เหมือนที่บอกไปข้างต้น คือเสิร์ชหาข้อมูลจากเว็บ Hyperdia ได้เลย และนี่คือเลขที่ออก…

Aizu-nishikata Station – Aizu-miyashita Station

07.25 – 07.29 / 09.07 – 09.10 / 14.25 – 14.28 / 18.17 – 18.20 / 21.02 – 21.05 / 21.02 – 21.05 / 23.00 – 23.33

Aizu-miyashita Station – Aizu-nishikata Station

05.57 – 06.00 / 07.33 – 07.36 / 09.12 – 09.15 / 12.59 – 13.02 / 15.54 – 15.57 / 19.36 – 19.39

พิกัด https://goo.gl/maps/Q4duVgrkD2p

 

หลังจากได้รูปแล้ว เราแอบผิดหวังเล็กน้อย เพราะว่าหมอกน้อยไปหน่อย ไว้ลุ้นพรุ่งนี้เช้าอีกที ขอให้หมอกลงจัดๆ หนาๆ ไปเลยนะเจ้าคะ

ระหว่างที่เราอยู่บริเวณสะพานแดง กำลังกลับที่พักนั้น เราก็เหลือบไปเห็นภาพนี้

อู้วหู้ววว… นี่หมอก หรือว่าดรายไอซ์คอนเสริต์แบบเบิร์ดๆ กันล่ะเนี่ย… ถึงได้ออกมาเยอะแยะขนาดนี้ ทีตอนถ่ายกะรถไฟทำไมไม่ปล่อยออกมาบ้าง… หลังจากนั้น ก็รีบคว้ากล้องออกมารัวชัตเตอร์อย่างไว

 

เสร็จสิ้นภารกิจของวันนี้แล้ว เราก็กลับเข้าที่พัก Nonbirikan จะได้สำรวจที่พักอย่างจริงๆ จังๆ ซะที… และแล้ว บ้านหลังนี้ ก็ตกเป็นของเราแต่เพียงผู้เดียว วู้วววว…!!!

เมื่อเปิดเข้ามา ก็จะเจอโถงตรงกลางแบบนี้ มองตรงไป จะเป็นห้องนอนของคุณลุง ที่อยู่เป็นเพื่อนเรา ส่วนบริเวณทางขวามือ ห้องที่เปิดไฟอยู่ จะเป็นห้องของเรา

 

มองไปทางซ้ายมือ ก็จะเป็นที่เก็บรองเท้า และบันไดขึ้นไปชั้นสอง ซึ่งมืดสนิท เพราะไม่มีใครอยู่… นี่ก็แอบนึกถึงฉากในหนังเรื่องผีจูออน ลงจากบันไดอยู่แว่บนึง…

 

ภายในห้อง มีทีวี มีปลั๊กไฟไว้ชาร์ทแบตอยู่สองเต้าเสียบ มีเครื่องปรับอากาศ ส่วนถ้าจะนอนก็ค่อยปูฟูกอีกที

 

ตรงบริเวณทางเดิน ห้องข้างหน้าที่มีผ้าคลุมอยู่คือห้องน้ำ ส่วนห้องอาบน้ำจะอยู่ทางขวามือ ทางคุณป้าจะต้มน้ำในอ่างรอไว้ให้ แอบไปสัมผัสน้ำมานิดนึง ร้อนจี๋ราวกับน้ำลวกไข่ ก็เลยต้องรอเวลานิดนึง เพื่อให้น้ำเย็นลง แล้วค่อยไปนอนแช่ ส่วนเรื่องความสะอาดถือว่าสอบผ่าน…

 

ส่วนนี้ เป็นบริเวณพื้นที่ส่วนกลางสำหรับรับประทานอาหาร แต่น่าเสียดาย เพราะว่าเราไม่ได้จองอาหารเย็นไปด้วย เลยไม่สามารถมาบอกได้ว่า รสชาติอาหารเป็นอย่างไร

 

จบการรีวิวที่พัก Nonbirikan บริเวณชั้น 1 แต่เพียงเท่านี้… ส่วนชั้น 2 น่ะเหรอ เรื่องนี้พี่จะไม่ยุ่งจ่ะ…

 

เอาล่ะ ถึงเวลาที่จะต้องออกไปหาอะไรใส่ท้องกันซักที ขณะนี้เป็นเวลา 19.30 น. ภาพที่เราเห็นคือทุกบ้าน ปิดประตู ดูทีวี เตรียมเข้านอนกันหมดแล้ว ไม่มีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ให้เห็นเลยแม้แต่คนเดียว เรารีบเดินไปที่ร้านมินิมาร์ทที่เราเล็งไว้ ก็พบว่า

ร้านปิดแล้ว…!!!

เรายืนนิ่งไปประมาณ 0.36 วินาที พร้อมกับเปิดดูรูปในกล้องที่ถ่ายไว้ ก็พบว่า หน้าร้านเขียนเวลาปิดไว้ที่ 1 ทุ่มตรง…

พี่อยากจิร้องกรี๊ดเป็นภาษาเยอรมัน เชพเพิร์ด…!!

เราพยายามเดินหาร้านละแวกนั้น ก็ไม่พบร้านอาหารเลย… จะปั่นจักรยานไปบริเวณสะพานแดง เพื่อไปร้านอาหาร ก็กลัวผี… นี่ขนาดเดินในย่านชุมชน เรายังแอบหลอน… มิน่า คุณป้าเลยบอกว่ารับเชคอินได้ไม่เกิน 1 ทุ่ม รู้งี้พี่จองที่พักพร้อมอาหารด้วยก็ดี… แง๊…

สรุปแล้ว เราเลยไปกดน้ำมาดื่มเป็นอาหารเย็น เพื่อประทังความหิวในคืนนี้

ความโก๊ะกังที่แท้ทรู…

ภาพบรรยากาศตอนยังไม่ถึง 1 ทุ่ม

 

ตัดภาพมาที่เวลา 05.30 น. ของอีกวัน

หลังจากที่นอนท้องร้องเพราะความหิวจนเผลอหลับไป เราตั้งนาฬิกาปลุกตอนตีห้า เพื่อที่จะไปทำภารกิจ ล่ารถไฟในสายหมอกให้สำเร็จ เรากลับไปที่จุดที่สองของเมื่อวาน เพื่อที่จะถ่ายรูปรถไฟทาดามิ ในเวลา 05.57 น. มาดูซิว่า วันนี้เราจะมีโชคมั๊ย…

และนี่คือผลลัพธ์ที่ได้….

 

วันนี้มีหมอกเพียงเล็กน้อยให้เห็น แต่อย่างน้อย เช้านี้เรามีเพื่อนมาถ่ายรูปที่จุดนี้ด้วย แต่ละคนมาพร้อมยุทโธปกรณ์แบบจัดหนักจัดเต็ม แสนยานุภาพล้นเหลือ ส่วนเรามีแค่กล้องเก่าๆ ตัวเดียว แถมเขย่งถ่ายไปด้วย เขินจัง…

 

หลังจากที่แห้วกับสายหมอกที่จุดนี้แล้ว เราก็ยังมีอีกหนึ่งที่ให้แก้ตัว ก็คือที่จุดแรกของเมื่อวาน ไดอิจิ เคียวเรียว การเดินทางยังทรหดเหมือนเดิม คือการเข็นจักรยานขึ้นเนินเขาอย่างทุกลักทุเล เพื่อที่จะไปถ่ายรูปให้ทันในเวลา 07.21 น. และ 07.25 น. โดยช่วงเวลานี้ เราจะได้เห็นรถไฟทาดามิ ทั้งขาไป และขากลับ

วันนี้เรามีเพื่อนถ่ายรูปเยอะเลย และก็ทำให้เรารู้ว่า จุด D ก็ถ่ายรูปวิวยอดฮิตได้ เพราะเราเห็นแต่ละคนเดินผ่านจุด C ขึ้นไปทางจุด D กันทั้งนั้น… ว่าแล้วก็ตามๆ เค้าไปดีกว่า แต่พอขึ้นไปถึงจุด D ก็พบว่า พื้นที่สำหรับการถ่ายรูปได้ถูกแบ่งขายออกไปหมดแล้ว เราเลยตัดสินใจกลับมาที่จุด C ดังเดิม

 

และจุดสุดท้าย ก็ไร้ซึ่งหมอกให้เห็น เศร้าแพร๊บ…

 

หลังจากที่ถ่ายมาครบทุกเวลา ทุกจุด ตามที่วางแผนไว้แล้ว ก็ได้เวลากลับที่พัก ไปอาบน้ำ และเชคเอาท์ เพื่อที่จะเดินทางไปโตเกียวต่อ ก่อนที่เราจะออกมาจากที่พัก ทางคุณลุงได้ให้สิ่งนี้กับเรามา ตอนแรกเราก็ไม่รู้ว่านี่คืออะไร และมีความหมายอย่างไร จนเราได้กลับมาค้นหาข้อมูล ก็พบว่า เจ้าสิ่งที่มีลักษณะหน้าตาคล้ายผีตาโขนของบ้านเรานี้ มีชื่อว่า kashka cat ที่เชื่อกันว่าเป็นแมวเทพเจ้าที่คอยปกป้องจากสิ่งอันตรายทั้งปวง…

เรากล่าวขอบคุณและบอกลาคุณลุงด้วยความรู้สึกหดหู่แปลกๆ อาจจะเป็นเพราะว่าเราไม่อยากจากเมืองนี้ และยังไม่อยากกลับเมืองไทยก็เป็นได้

 

หลังจากเที่ยวฟุคุชิมะ มาทั้งหมดครบ 7 วันแล้ว เรายกให้เมือง Mishima เป็นที่ 1 ของทริปนี้ โดยที่เฉือนเอาชนะ Oze National Park ไปในช่วงโค้งสุดท้าย แบบเส้นยาแดงผ่าแปด…

อะไรที่ทำให้เราประทับใจในเมืองนี้ ทั้งๆ ที่ก็เป็นเมืองเล็กๆ ไม่ได้มีสิ่งปลูกสร้าง หรือวิวเว่อร์วังอลังการใดๆ รวมถึงอาหาร เราก็แทบไม่ได้แตะต้องใดๆ เลย นอกจากน้ำในตู้หยอดเหรียญ… อาจจะเป็นเพราะความสงบ ความเรียบง่าย และความมีน้ำใจของคนเมืองนี้ ที่สามารถซื้อใจเราไปได้ตั้งแต่เรามาเหยียบเมืองนี้ได้ไม่ถึง 10 นาที… และเมืองนี้เป็นเมืองเดียว ที่เราวีดีโอคอลกับคนที่บ้าน เพื่อที่จะบอกว่าเราชอบเมืองนี้มากแค่ไหน… แม้คนปลายสาย จะพูดออกมาคำแรกว่า “เมืองมันเงียบเกินไปมั๊ย…?”

 

7 วันในฟุคุชิมะ สำหรับเราถือว่าเป็นเวลาที่สั้นเกินไป เพราะว่ายังมีอีกหลายสถานที่ ที่รอการค้นหาอยู่มากมาย เราก็ไม่รู้ว่าครั้งต่อไป ถ้าเราได้มาเที่ยวที่ฟุคุชิมะอีก จะมีสถานที่แห่งไหน ที่จะสามารถมาโค่นบังลังค์ของเมือง Mishima นี้ลงไปได้…

 

ส่งท้ายรีวิวนี้ กันด้วยรูปรถไฟทาดามิ ที่สถานี Aizu Miyashita ขบวนที่พาเราส่งกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ…

 

ฝากเพจเล็กๆ Another Space  ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจมิตรรักนักท่องเที่ยวด้วยนะครับ ยังไงเข้ามาทักทาย พูดคุย กันได้ครับ…

Hotel

Restaurant

Food

Tips

Shopping

Trips

dessert

photograph

บทความที่เพิ่งดู

เมื่อใบไม้เปลี่ยนสี ‘Misaka Kogen’ ปอดแห่งใหญ่ของเมือง Mishima Town

ชวนปั่นจักรยาน ชมศาลเจ้า Nakano Fudoson กับบรรยากาศลึกลับในหุบเขา

เดินเที่ยวย้อนยุคในหมู่บ้านโบราณสมัยเอโดะที่ Ouchi-juku

มาเดินนับจำนวนขั้นบันไดหินที่วัด Yamamoto Fudouson!! กันเถอะ

ปักหมุดรวมหัว 5 เหตุผลที่ต้องชวนเดอะแก๊งค์ ไป Bandai Azuma skyline!!

LEAVE A COMMENT

Welovefukushima