การเดินทาง บทความจาก Blogger รีวิวเที่ยวฟุคุชิมะ สถานที่เที่ยว Trips

เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง : Oze National Park เดินป่าสุดมันส์ ท่ามกลางธรรมชาติสุดฟิน

Rating Chart

4.7 average based on 3 ratings

  • Excellent
    2
  • Very Good
    1
  • Average
    0
  • Poor
    0
  • Terrible
    0
“อย่างแกเนี่ยนะ จะไปเดินป่า..?”

นั่นคือสิ่งที่เราอ่านได้จากสีหน้าเพื่อน ตอนที่เราบอกไปว่า ไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองคราวนี้จะขอไปเดินป่า…

นั่นซินะ คนหยิบโหย่งอย่างเรานี่นะจะไปเดินป่ากับเค้า เพราะแค่เดินขึ้นดอยสุเทพ เรายังบ่นกะปอดกะแปดไปสามวันเจ็ดวัน

เราก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ว่าทำไมถึงตัดสินใจที่จะมาเดินป่า… และเมื่อพยายามค้นหาคำตอบ ก็พบว่าเหตุผลนั้นช่างน่าขบขัน…

เราเพียงแค่อยากที่จะมานอนที่กระท่อมกลางป่าเฉยๆ…

หลายๆครั้งที่เราดูหนังฝรั่ง มันก็จะมีซีนประมาณว่า วัยรุ่นหนุ่มสาวมานอนกระท่อมกลางป่าเขาริมทะเลสาบ แล้วต่างก็พากันกระโดดน้ำตู้ม ๆ อย่างสนุกสนาน (ซึ่งเรฟเฟอร์เร้นซ์ส่วนใหญ่มักจะเป็นหนังสยองขวัญ) เราก็อยากที่จะมีโมเมนต์แบบนั้นบ้าง…

นั่นคือเหตุผลที่เราเลือกที่จะมาเที่ยว Oze national park  

 

Oze national park เป็นอุทยานแห่งชาติ ตั้งอยู่ระหว่างภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น โดยอยู่ในพื้นที่ของ 4 จังหวัดด้วยกัน คือ Gunma, Tochigi, Niigata และ Fukushima ที่นี่มีเส้นทางการเดินป่าที่สวยงามและมีชื่อเสียง โดยเฉพาะ Ozegahara Marshland และ Ozenuma Pond

Ozegahara Marshland เป็นที่ลุ่มตั้งอยู่บนความสูง 1,400 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีทางเดินทอดยาวกว่า 6 กิโลเมตร และสามารถมองเห็นภูเขาถึง 2 ลูกด้วยกัน นั่นก็คือ Shibutsusan และ Hiuchigatake

ส่วน Ozenuma Pond คือทะเลสาบ ที่มีเส้นทางเดินรอบทะเลสาบกว่า 6 กิโลเมตร

ผู้คนส่วนใหญ่คนจะนิยมมาช่วงใบไม้เปลี่ยนสี เพราะว่าผืนหญ้าที่นี่จะเปลี่ยนเป็นสีทอง และต้นไม้ต่างก็พากันอวดสีสันแข่งกันอย่างไม่มีใครยอมใคร หรือว่าจะเป็นช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ที่ดอกกระหล่ำปลีสีขาว สัญลักษณ์ของที่นี่ ต่างพากันเบ่งบานพร้อมกันทั่วทั้ง Ozegahara เป็นภาพที่สวยงามมาก

แม้ว่าเราจะไม่ได้มาช่วงเวลายอดฮิตเหมือนคนอื่นเค้า แต่ว่า Oze ในช่วงฤดูร้อน ก็มีอะไรให้น่าค้นหา และน่าสนใจอยู่ไม่น้อย…

 

สำหรับที่พัก เราเลือกพักที่ Chozo Hut ซึ่งเป็นที่พักเก่าแก่ของอุทยาน เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1910 กิจการที่นี่ดูแลสืบทอดกันมากว่าสามชั่วอายุคนเลยนะ เรียกว่าเก่าแก่ยาวนาน จนเราแอบหวั่นว่าที่พักจะมีสภาพเก่าตามเวลาที่ล่วงเลยมานาน

เราจองห้องพักผ่านทางเว็บไซต์ของ chozo hut  โดยตรง โดยการกรอกข้อมูลรายละเอียดวันที่จะไป แล้วส่งไปให้ทางที่พัก หลังจากนั้นให้รออีเมล์ตอบกลับ

ซึ่งอีเมล์ตอบกลับมาหาเราภายในไม่ถึง 24 ชั่วโมง มีการแจ้งรายละเอียดการเข้าพัก และมีข้อความกำชับตัวโต ๆ ว่า “กรุณามาถึงที่พักก่อนสี่โมงเย็น เพราะว่าที่นี่ ฟ้ามืดเร็วกว่าที่คุณคิด คุณคงไม่อยากเดินอยู่ในป่าท่ามกลางความมืดมิดหรอกนะ”

ได้ยินแบบนี้แล้ว หนูจะรีบแต่งหน้าทำผมออกแต่เช้าตรู่ ราวกับไปงานรับปริญญาเลยคร่า…

เว็บไซต์ http://chozogoya.com/chozogoya_en/about_en.html

 

วิธีเดินทาง

การเดินทางมา Oze National Park นั้น มาได้หลายเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็น

การเดินทางจากโตเกียวผ่านจังหวัดกุนมะ

มีเส้นทางหลัก 3 ทาง ได้แก่
1.เส้นทาง Hatomachitoge (เส้นทางนี้จะไม่อนุญาตให้ใช้รถยนต์ส่วนตัวในช่วงไฮท์ซีซั่น ประมาณปลายเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม, กลางเดือนกันยายน-กลางดือนตุลาคม, วันเสาร์-อาทิตย์ในเดือนสิงหาคม และครึ่งเดือนแรกของกันยายน) มีบริการรถบัสจาก Tokura ไปยัง Hatomachitoge(930 เยน)
2.เส้นทาง Oshimizu โดยสารรถบัสจาก Numata และ Tokyo ให้บริการช่วงกลางเดือนพฤษภาคม-กลางเดือนตุลาคม
3.เส้นทาง Fujimi-shita เป็นเส้นทางที่ไม่สะดวกสะบายนัก โดยสารรถบัสจาก Tokura ให้บริการในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม-กลางเดือนตุลาคม

โดยสารรถไฟและรถบัส
จากโตเกียว มีรถไฟ 3 ประเภทที่สามารถไปยังอุทยานฯได้ คือ JR Joetsu Shinkansen ไปลงที่ Jomo Kogen Station(75 นาที 5,500 เยน รถไฟออกชั่วโมงละ 1 รอบ) Minakami limited express train ไปลงที่ Numata Station(2 ชั่วโมง 4,000 เยน รถไฟออกวันละ 3 รอบ) และรถไฟท้องถิ่น ไปลงที่ Numata Station(2.5 ชั่วโมง 2,590 เยน ต้องเปลี่ยนรถไฟที่ Takasaki Station) เส้นทางข้างต้นสามารถใช้ตั๋ว JR Pass และ JR East Pass ได้
จาก Numata Station โดยสารรถบัส ไปยัง Tokura(80 นาที 2,050 เยน) ไปยังเส้นทาง Oshimizu(95 นาที 2,050 เยน) จาก Jomo Kogen Station ไปยัง Tokura (110 นาที 2,450 เยน) ไปยังเส้นทาง Oshimizu (120 นาที 2,650 เยน) หากต้องการไป Hatomachitoge ต้องเปลี่ยนรถบัสที่สถานี Tokura

รถบัสโดยตรง
ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม-กลางเดือนตุลาคม Kanetsu Kotsu บริการรถบัส 3 รอบต่อวัน ระหว่างโตเกียว(JR Shinjuku Highway Bus Terminal ใกล้ทางออก New South Exit) กับ Oze (ใช้เวลา 4 ชั่วโมง เที่ยวเดียว 3,700 เยน ไป-กลับ 7,800 เยน)

เช่ารถยนต์ส่วนตัว
สามารถเช่ารถได้จาก Jomo Kogen Station, Numata Station หรือ Takasaki Station นักท่องเที่ยวสามารถขับรถไปยังสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆได้อีก เช่น Minakami Onsen หรือ Nikko ซึ่งห่างจากเส้นทางแห่งชาติหมายเลข 120 ไปประมาณ 30 กิโลเมตร ซึ่งไม่มีรถขนส่งสาธารณะให้บริการระหว่าง Oze กับ Nikko แต่เส้นทางนี้จะปิดในช่วงฤดูหนาว

การเดินทางจากฟูกุชิมะ
เมื่อเดินทางเข้ามาทางทิศเหนือของอุทยานฯ เส้นทาง Numayamatoge เพื่อไปยัง Ozenuma Pond เส้นทาง Miike ไปยัง Ozegahara Marshland
สามารถนั่งรถบัสจาก Aizu-Tajima Station(Aizu Railway Line) ผ่านเส้นทาง Miike ไปยังเส้นทาง Numayamatoge (2.5 ชั่วโมง 2,860 เยน บัสออกวันละ 4 รอบ)

ข้อมูลจาก https://www.talonjapan.com/oze-national-park/

 

เราเลือกวิธีเดินทางจากจังหวัดฟุคุชิมะ โดยขึ้นรถไฟที่สถานี Aizu Wakamatsu เวลา 06.58 น. ไปถึงยังสถานี Aizu Tajima ในเวลา 08.06 น.

 

สำหรับการเดินทางครั้งนี้ เราเลือกใช้บัตร Aizu Gurutto Card  เป็นบัตรสำหรับเที่ยวในฟุคุชิมะ โดยมีอายุการใช้งาน 2 วันติดต่อกัน ราคาบัตรสำหรับผู้ใหญ่ 2,670 เยน ราคาเด็ก 1,340 เยน ส่วนบัตรนี้สามารถใช้ไปไหนได้บ้างนั้น สามารถเช็คได้ที่นี่เลย  http://www.welovefukushima.com/fukushima-aizu-gurutto-card/

จากที่ลองคำนวนดูแล้ว แค่ใช้ไปกลับระหว่าง Aizu Wakamatsu กับ Aizu Tajima ก็ถือว่าคุ้มแล้ว

 

เริ่มต้นเดินทางกันเลยดีกว่า คนใช้บริการรอบเช้าในขบวนนี้น้อยมาก ทั้งโบกี้เกือบจะเป็นของเราเลยทีเดียว ส่วนวิวรอบข้างก็เด็ด ทำให้เราใช้เวลานั่งดูวิวเพลินเลย

 

เมื่อเรามาถึงสถานี Aizu Tajima ก็ถึงช่วงเวลาที่เรากังวลที่สุด เพราะจากข้อมูลที่หามาเรารู้แค่ว่าให้ขึ้นรถบัสที่นี่ แต่เราก็ไม่รู้ว่าจะขึ้นที่ไหน รอบกี่โมงบ้าง บวกกับสกิลภาษาอังกฤษที่อยู่ในระดับต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ทำให้เรายิ่งแพนิคเข้าไปใหญ่

สิ่งแรกที่ต้องทำคือเรารีบตรงไปที่ Tourist Information ก่อนเพื่อสอบถามรายละเอียดการขึ้นรถบัส โดยเมื่อออกจากสถานี ให้เลี้ยวขวาตรงไปประมาณ 50 เมตร ก็จะเจอชั้นวางโบรชัวร์เยอะๆ ก็ตรงเข้าไปได้เลย

 

เราเข้าไปสอบถามเรื่องรอบรถ แต่ว่าไม่มีใครสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้เลย ใช้ทั้งภาษากาย ภาษาใบ้ ก็สื่อสารกันไม่เข้าใจอีก…

เอาแล้วไง… เริ่มเห็นเค้าลางของหายนะที่จะเกิดขึ้นแล้วสิ เห็นทีการไป Oze ครั้งนี้คงไม่ใช่เรื่องหมูๆซะแล้ว…

แต่แล้วก็มีอัศวินม้าขาวเข้ามาช่วยชีวิต มีเจ้าหน้าที่คนนึงเดินเข้ามาพร้อมกับพูดภาษาอังกฤษว่า “มีอะไรให้ช่วยมั๊ยครับ…?”

ณ. วินาทีนั้น เรารู้สึกโล่ง ราวกับยกยอดเขา Oze ออกไปจากอก

เราจึงรีบสอบถามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ท่านนี้ เรียกว่าตอบทุกข้อสงสัยให้เราได้ทุกอย่าง เราถามเรื่องรอบรถไปกลับ oze ก็ได้ข้อมูลมาดังนี้

จาก Aizu Tajima ไป Numayamatoge รอบรถ 9:10, 10:35, 12:00, 13:50, 15 :25

จาก Numayamatoge ไป Aizu Tajima รอบรถ 8:30, 10:45, 12:40, 14:20, 15 :50

 

ส่วนจุดจอดรถบัสรับ-ส่ง ก็จะอยู่เยื้อง ๆ กับ Tourist Information

 

ขณะที่กำลังรอรถรอบ 09:10 น. เราก็ได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ท่านนั้น ชื่อว่า  Motohiro Obara เป็นเจ้าหน้าที่ใน Tourist Information แห่งนี้ ส่วนเรื่องตำแหน่งงานเราไม่แน่ใจนัก แต่จากที่เราเห็น คุณ Motohiro เป็นเจ้าหน้าที่ที่ขยันขันแข็งมาก เราพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เค้าก็พยายามจะทำความเข้าใจ และไม่มีทีท่าจะรำคาญเราเลยแม้แต่น้อย เค้าแนะนำวิธีไป Oze อย่างละเอียด รวมถึงแนะนำที่เที่ยวที่ Aizu Tajima ให้ด้วย เราถามไปว่า “ที่นี่นักท่องเที่ยวเยอะมั๊ย..?” เค้าก็บอกว่า “ไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ ส่วนใหญ่คนที่มาก็มักจะมาเพื่อต่อรถไปที่อื่นซะมากกว่า” เราฟังคำตอบก็แอบสะอึกอยู่ในใจเล็กน้อย เพราะเราเองก็มาเพื่อต่อรถไปที่อื่นเหมือนกัน

หลังจากนั้นเราก็พูดคุยกันหลายต่อหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น เรามาญี่ปุ่นครั้งแรกรึเปล่า”..? แล้วจะไปเที่ยวไหนบ้าง..? เคยมาเมืองไทยมั๊ย..? เคยกินอาหารไทยมั๊ย..? บลา บลา บลา เรียกว่าคุยกันเพลินจนรถมาจอดป้ายพอดี เราจึงได้ร่ำลากัน ถึงกระนั้น คุณ Motohiro ก็ยังเดินตามมาส่งเราขึ้นรถ พร้อมกับอธิบายวิธีจ่ายเงิน รวมถึงกำชับคนขับรถว่าให้ช่วยดูแลเราอีกต่างหาก…

โห… นี่ถ้ามีกดให้คะแนนการบริการ เราจะกดให้ซักร้อยล้านคะแนน…

ถ้าใครมาเที่ยวหรือได้ผ่านมาที่ Aizu Tajima ก็อย่าลืมแวะเข้ามาทักทายหรือสอบถามข้อมูลจากคุณ Motohiro Obara ได้ที่ Tourist Information นะ… คุณ Motohiro บอกว่า พร้อมเต็มใจจะให้บริการครับ…

 

ส่วนนี่คือโฉมหน้าของรถบัสที่จะไป Oze National Park

 

หลังจากที่ล้อหมุนแล้ว ทีแรกเราตั้งใจว่าจะหลับเอาแรง ก็กลายเป็นว่านอนไม่หลับไปซะงั้น อาจเป็นเพราะว่าเราเดินทางคนเดียว ทำให้รู้สึกตื่นตัวตลอดเวลา หรือเพราะว่าวิวสองข้างทางน่าตื่นตาตื่นใจก็ไม่รู้ รถบัสพาเราลัดเลาะไปตามไหล่เขา และลำธาร เราก็ดูวิวเพลิน ๆ พร้อมกับเมามันในความคิดไปเรื่อยเปื่อย แป๊บ ๆ ก็ใกล้ถึงจุดหมายเต็มที

 

จุดแรกที่มาถึงคือ Miike เป็นจุดจอดรถของอุทยาน  สามารถเดินป่าเข้าไปได้ตั้งแต่จุดนี้ แต่เราขอทุ่นแรงอีกหน่อย เพราะตั้งใจจะไปลงที่ numayana toge ซึ่งเป็นป้ายสุดท้ายของรถบัสสายนี้ และแน่นอนว่า ระยะทางการเดินใกล้กว่าจุดแรกอยู่มากโข

พิกัด https://goo.gl/maps/DWtKiJGoZjM2

 

บรรยากาศระหว่างทางก่อนที่จะถึง Numayama Toge คนขับแวะจอดให้ถ่ายรูปบนรถอยู่แป๊บนึง แล้วก็อธิบายเป็นภาษาญี่ปุ่น ซึ่งเราก็ถ่ายมาแบบงง ๆ

 

และแล้ว เราก็มาถึงป้าย Numayama Toge แล้วจ้า ดูจากเวลาแล้วน่าจะเลทไปประมาณ 15 นาที

พิกัด https://goo.gl/maps/jg8rVdioNQu

 

ค่าโดยสารตั้งแต่ต้นสายจนสุดสาย ตกอยู่ที่ 2,860 เยน

 

หลังจากที่จ่ายค่าโดยสารเรียบร้อย เราก็ตรงไปที่ร้านค้า เพื่อหาอะไรกิน ส่วนใหญ่จะเป็นพวกขนมปัง และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซึ่งราคาสินค้าส่วนใหญ่จะแพงกว่าปกตินิดหน่อย ระหว่างที่เรากำลังละเลียดนิชชินคัพอย่างบ้าคลั่ง เราก็ทำการเช็คโทรศัพท์เล่น ๆไปด้วย

คุณพระ!! ไม่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ต

เราไม่ได้เตรียมใจกับเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย แถมไม่ได้บอกคนทางบ้านไว้ด้วย ว่าจะไม่สามารถติดต่อกันได้ นึก ๆ แล้วก็อยากเขกกระโหลกตัวเอง ว่าทำไมเรื่องนี้ถึงไม่รู้นะ

หลังจากที่เติมพลังด้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และทำใจเรื่องการตัดขาดจากโลกภายนอกได้แล้ว ก็ถึงเวลาที่จะได้เข้าไปใน oze national park กันเสียที

 

จากแผนที่ ตอนนี้เราอยู่ที่ Numayama Toge จุดมุ่งหมายแรกของเราคือเข้าที่พัก chozo hut เพื่อไปเช็คอินก่อน  ในการเดินทางช่วงแรกคือการเดินขึ้นเขา ก่อนที่จะเดินลงเขา เพื่อที่จะได้เจอกับที่ราบสูงอันเลื่องชื่อ พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือการเดินข้ามภูเขาไป 1 ลูกนั่นเอง

แผนที่ http://chozogoya.com/chozogoya_en/map_en.html

 

 

บริเวณทางเข้าอุทยาน

 

ก่อนเริ่มเดินขึ้นเขาใจเราอยู่ในอารมณ์ที่ชื่นมื่นสุด ๆ พร้อมกับปรามาสเอาไว้เลยว่า

“โอ้ย! ทางแค่นี้อ่ะเหรอ เด็ก ๆ ทำอะไรพี่ไม่ได้หรอก…”

แต่หลังจากที่เดินได้ไม่ถึง 1 นาที เราก็พร้อมจะยอมศิโรราบแก่ภูเขาลูกนี้

“ทำไมมันเหนื่อยขนาดนี้เจ้าค๊ะ…?”

ทางมันมีแต่ขึ้น ขึ้น ขึ้น แล้วก็ขึ้น ไม่มีทีท่าว่าจะเจอทางลงเลยแม้แต่น้อย ขณะที่เราเดิน ๆ หยุด ๆ ไปเรื่อย ๆ จู่ ๆ เริ่มมีเสียงเล็ก ๆ แล่นเข้ามาในหัวว่า

“กลับเถอะ ๆ อย่าไปต่อเลย ไปเที่ยวที่ ๆ มันสบายกว่านี้ดีกว่ามั๊ย”

เราเกือบที่จะเห็นด้วยกับความคิดนั้นแล้ว ถ้าไม่มีคุณป้าเดินฉับ ๆ แซงหน้าเราไปเสียก่อน

“โห นี่ป้าหรือเซรีน่า วิลเลี่ยมคะ ทำไมอึดราวกับคนเหล็กได้ขนาดนี้”

ว่าแล้วก็ฮึดสู้อีกซักตั้ง เอ้า ฮึ๊บ!!!

 

บรรยากาศทางขึ้นเขา ดูชิล ๆ ง่าย ๆ แต่ว่าเหนื่อยอิ๊บอ๋ายเลยจ้า…

 

ยัง…ยังไม่หมด..!!

 

หลังจากที่ผ่านยอดเขามาแล้ว ทางต่อไปนี้ก็ง่ายล่ะ เพราะว่าเป็นทางลงเขา ระยะทางถือว่าไกลระดับนึง แต่พอนึกถึงตอนที่เราต้องเดินกลับก็เกิดอาการขนลุกซู่ขึ้นมาทันที

 

และแล้วก็เดินมาถึงทางราบ โอ๊ย… ดีใจมาก ความรู้สึกเหมือนได้ชดใช้กรรมหมดซะที…

 

ตลอดทาง ก็จะได้สวนทางกับผู้คนที่กำลังเดินทางกลับ ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นประเพณีหรืออย่างไร เวลาเดินสวนกัน เค้าก็จะทักทายกับเราแทบจะทุกคน

“คอนนิจิวะ”

ด้วยมารยาท เราก็ตอบไปอย่างอัตโนมัติว่า

“คอนนิจิวะ”

มาสิบคน ก็สิบคอนนิจิวะ มาร้อยคน ก็ร้อยคอนนิจิวะ

ซึ่งบางทีเราก็ไม่ได้ตอบกลับไปทุกคน ไม่ใช่เพราะว่าเราหยิ่ง แต่เพราะว่าเราเหนื่อยจนหายใจไม่ทันต่างหาก…

 

มีอยู่ช่วงหนึ่ง เราเดินสวนกับคุณป้าสองท่าน เค้าก็ทักทายเรา พร้อมกับชวนคุยเป็นภาษาญี่ปุ่นรัว ๆ  แน่นอนว่าเราไม่สามารถเข้าใจความหมายได้ ก็เลยตอบไปด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงพัทยาว่า

“โอ้ ซอรี่ ไอ แคน นอต สปีค แจแปนนิช ไอ คัม ฟรอม ไทยแลนดดด์..” (น้ำเสียงแบบมิสแกรนด์)

พอสิ้นประโยค คุณป้าทั้งสองก็พากันหัวเราะร่วน พร้อมกับสปีคญี่ปุ่นใส่เรารัว ๆ ด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ซึ่งมีอยู่สามคำที่เราเข้าใจความหมายอย่างชัดเจน ก็คือ “พัทยา, ต้มข่าไก่ และวัดโพธิ์” (ป้าพูดสำเนียงไทยได้อย่างชัดถ้อยชัดคำมาก)

อนุมานว่า คุณป้าทั้งสองท่าน น่าจะเคยมาเที่ยวที่ประเทศไทยแล้ว และนี่น่าจะเป็นสิ่งที่เค้าประทับใจ จนถึงขนาดจำชื่อสิ่งเหล่านั้นเป็นภาษาไทยได้

เราพยายามสื่อสารกันด้วยความสนุกสนานเพียงชั่วครู่ ก็ต้องจากกัน แต่ไม่รู้ทำไม เรากลับรู้สึกภูมิใจและตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก…

หลังจากนั้น เราก็เดินถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ เอาเป็นว่าดูรูปรัว ๆ กันไปก่อน

 

 

บริเวณพื้นทางเดิน จะมีตัวเลขบอกระยะทางอยู่

 

มีลำธารเล็ก ๆ ไหลผ่าน

 

เห็นทะเลสาบแล้ว เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเราเข้าใกล้ที่พักเต็มที

 

หลังจากเดินอยู่นาน ก็มาถึงที่พักซักที เรารีบปรี่เข้าไปเช็คอินก่อนเป็นอันดับแรก เพราะว่าอยากจะเก็บสัมภาระอันหนักอึ้ง แล้วเดินตัวปลิวซักที

 

“อ้อ คุณนั่นเอง วันนี้ผมตั้งใจรอคุณโดยเฉพาะเลยนะ”

นี่คือประโยคแรกที่เราได้ยินเมื่อเข้าไปเช็คอิน คนที่พูดน่าจะเป็นคนที่ตอบอีเมล์การจองห้องพักของเรา และน่าจะเป็นเจ้าของกิจการ chozo hut แห่งนี้ด้วย (ซึ่งเราดันลืมถามชื่อ)

จากการพูดคุย ทำให้รู้ว่า วันนี้เราเป็นชาวต่างชาติเพียงคนเดียวในบ้านหลังนี้ นอกนั้นเป็นชาวญี่ปุ่นล้วน ๆ

หลังจากที่ชำระเงินค่าห้องพักเรียบร้อยแล้ว (ราคา 8640 เยน ต่อ 1 คืน รวมอาหาร 2 มื้อ) เค้าก็จะอธิบายถึงกฏระเบียบต่าง ๆ ในการเข้าพัก ซึ่งต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

– อาหารเย็น 17.30 น.

– อาหารเช้า 06.00 น.

– ห้องอาบน้ำ 16.00 – 18.30 น.

– ปิดไฟ 21.00 น.

ตายแล้ว…นี่มันเข้าค่ายลูกเสือชัด ๆ 

และที่พีคสุดก็คือ ที่นี่มีกฏ ห้ามใช้สบู่ โฟมล้างหน้า ยาสระผม หรือแม้กระทั่งยาสีฟัน…

ฟังถึงตรงนี้แล้ว พี่อยากจิร้องกรี๊ดเป็นภาษามลายู…!!  

นอกจากจะตกใจที่ไม่ได้ใช้ยาสีฟันแล้ว ยังรู้สึกเจ็บใจที่ต้องแบกสิ่งของเหล่านี้ขึ้นเขามาให้หนักเล่นด้วย…

โดยทางเค้าให้เหตุผลว่า อยากให้ธรรมชาติที่นี่คงความบริสุทธ์ให้ได้มากที่สุด เพราะฉะนั้น อะไรที่จัดว่าเป็นสารเคมีเพียงแค่น้อยนิด ก็ห้ามที่จะมาแปดเปื้อนสถานที่แห่งนี้เด็ดขาด รวมถึงขยะด้วย ที่นี่ห้ามทิ้งขยะนะ ถ้าเอาอะไรมา หรือซื้ออะไรกิน ต้องใส่ถุงนำกลับไปทิ้งนอกอุทยานเท่านั้น

โห !!!เข้มงวดสุด ๆ ช่างแตกต่างกับบ้านเราราวฟ้ากับเหว…

อ้อ.. แล้วก็ที่นี่ไม่มีผ้าเช็ดตัวให้นะ ต้องเตรียมมาเอง หรือสามารถเช่าได้ในราคา 200 เยน

ที่พักที่นี่มีทั้งหมด 2 ชั้น มีห้องน้ำอยู่ทั้ง 2 ชั้น ส่วนห้องพักของเรา จะมีทั้งหมด 8 เตียง แชร์ห้องร่วมกันคล้าย ๆ กับ hostel ทั่วไป วันที่เราพักมีคนแชร์ห้องกับเราทั้งหมด 6 คน ส่วนเรื่องความสะอาดถือว่าใช้ได้ ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด

 

บรรยากาศโดยรอบของที่พัก

 

กระท่อมหลังนี้เป็นร้านขายเครื่องดื่มชนิดต่าง ๆ พูดง่าย ๆ ก็คือ คาเฟ่น้อยในป่าใหญ่

 

ด้านในกระท่อม จะมีร้านขายของที่ระลึกด้วย

 

หลังจากเก็บสัมภาระ และเดินสำรวจรอบ ๆ ที่พักแล้ว ก็ออกไปเดินป่ากันต่อดีกว่า

ภาพที่เราจินตนาการไว้ตอนออกไปเดินเล่นก็คือ เราวิ่งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ยิ้มร่ารับแสงอาทิตย์ ประหนึ่งดั่งวิญญาณแม่มาเรียแห่ง The Sound of Music เข้าสิง

แต่สิ่งที่เจอกลับกลายเป็นว่า ฝนตกเกือบตลอดทั้งวัน ทำให้ความตั้งใจที่จะเดินไป Ozegahara ของเราต้องเป็นหมัน เราเลยได้อยู่แค่บริเวณทะเลสาบเท่านั้น

แม้ว่าจะผิดแผนไปบ้าง แต่ก็โอเค เพราะว่าเราชอบอากาศเย็นสบายแบบนี้ เราชอบที่จะนั่งอ้อยอิ่ง แล้วสังเกตผู้คนไปเรื่อยเปื่อย เดินไปถ่ายรูปตรงนู้นบ้าง ตรงนี้บ้าง แค่นี้ก็บันเทิงแล้ว

คนที่มาพักที่นี่ ส่วนใหญ่มาเพื่อพักผ่อนกันจริง ๆ มาเพื่อชาร์จแบตฯให้ตัวเอง มาเพื่อซึมซับกับความยิ่งใหญ่ ความสวยงามของธรรมชาติที่บริสุทธิ์มาก ๆ ทำให้เราได้เห็นภาพคนที่นั่งนิ่ง ๆ มองทะเลสาบที่เกิดริ้วคลื่นอ่อน ๆ ตามแรงลมที่พัดมา ดื่มด่ำกับบรรยากาศตรงหน้า ปล่อยใจให้ล่องลอยไป มันช่างเป็นอะไรที่สโลวไลฟ์ซะจริง ๆ

 

 

 

เผลอแป๊บเดียว ก็ได้เวลาที่จะต้องไปอาบน้ำแล้ว ที่นี่เป็นประสบการณ์การอาบน้ำที่แปลกที่สุดในชีวิตเรา โดยลักษณะจะเป็นห้องอาบน้ำรวม แยกชายหญิง มีฝักบัวเพียง 1 อัน และมีอ่างน้ำร้อนขนาดกลาง ๆ อยู่ 1 อ่างสำหรับลงแช่ตัว วิธีอาบน้ำก็เหมือนการเข้าออนเซ็นทั่วไป คือต้องแก้ผ้าหมด หลังจากนั้นให้ทำความสะอาดร่างกายก่อนที่จะลงแช่ในอ่าง แต่ด้วยความที่เวลาในการอาบน้ำมีจำกัด ทำให้หลาย ๆ คนทยอยมาอาบน้ำกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ฝักบัวก็มีเพียง 1 อัน เลยต้องต่อคิวกันยาวเป็นหางว่าว พอถึงคิวเราใช้ฝักบัว ด้วยความเกรงใจคนที่รอต่อคิวอยู่ ประกอบกับความเขิล เราเลยใช้เวลาอาบแป๊บเดียว เสร็จแล้วก็รีบออกจากห้องอาบน้ำ แล้วแต่งตัวด้วยความเร็วแสง

นี่มันออนเซ็น 4 x 100 เมตรชัด ๆ!!

 

หลังจากนั้นก็ถึงเวลาอาหารเย็น ห้องอาหารของที่นี่ตั้งอยู่ตรงกลางบ้าน มีโต๊ะที่นั่งรวมกันได้หลาย ๆ คน ด้วยความที่มาคนเดียวก็แอบเขิลอยู่บ้าง เพราะไม่รุ้ว่าจะไปนั่งอยุ่ตรงไหน หรือกับใคร เหมือนกับว่าทางพนักงานคงสังเกตุเห็นว่าเราเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ เค้าเลยจัดการพาเราไปนั่งโต๊ะคู่สามีภรรยาคู่หนึ่ง พร้อมกับบอกสามีภรรยาคู่นั้นว่า

“ให้ช่วยเทคแคร์หน่อยนะ เค้ามาจากเมืองไทยคนเดียว”

สามีภรรยาคู่นี้ก็ตอบตกลง พร้อมกับจัดแจงอาหารให้เราอย่างดี คอยถามตลอดว่า เอาข้าวเพิ่มมั๊ย เอาน้ำซุปมั๊ย เอาน้ำชามั๊ย จนเรารู้สึกเกรงใจ

เราประทับใจในการเอาใจใส่ของพนักงานและสามีภรรยาคู่นี้มาก เป็นอีกเรื่องดี ๆ ที่เกิดขึ้นที่บ้านหลังนี้

อาหารเย็นที่นี่จัดว่าเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง… เพราะมีทั้งข้าว และมันต้มเป็นส่วนประกอบหลัก เรียกว่าเอาใจคนเดินป่ากันเต็มที่ กินวันนี้ อิ่มยาวไปสามวันเลยทีเดียว

 

พอฟ้าเริ่มมืด กระท่อมแห่งนี้ก็ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกหนา ๆ พร้อมกับอากาศที่เริ่มเย็นลงเรื่อย ๆ จากที่กังวลว่า คืนนี้จะนอนหลับได้มั๊ย เพราะไม่มีแอร์ ก็ได้คำตอบแล้วว่าหลับสบายแน่นอน

 

 

หลังจากการ์ตูนหลังข่าวจบ ก็ถึงเวลาเข้านอนกันแล้วนะจ๊ะเด็ก ๆ ก่อนที่จะดับไฟ จะมีประกาศเสียงตามสายก่อน เราแปลไม่ออกหรอกนะ เพราะว่าเป็นภาษาญี่ปุ่นล้วน ๆ แต่ความหมายน่าจะเป็นการเตือนกับทุกคนแล้วกล่าวราตรีสวัสดิ์ สิ้นเสียงเสียงตามสายปุ๊บ ไฟก็ดับปั๊บ แล้วทุกอย่างก็อยู่ภายใต้ความมืดมิด และเงียบสงัด….

อ้าว ตายแล้ว เรายังไม่ได้ไปฉี่เลย…!!

หลังจากที่หลับไปโดยที่ไม่รู้ตัว เราก็ตื่นประมาณตี 4 ไม่ใช่เพราะเสียงนาฬิกาปลุกที่ตั้งไว้ แต่เป็นเพราะหลาย ๆ คนเริ่มที่จะตื่นกันแล้ว เลยทำให้เรารู้สึกตัวตื่นด้วย พอเปิดหน้าต่างออกไปดูก็แปลกใจ ทำไมที่ญี่ปุ่นฟ้าสว่างเร็วจัง หลังจากนั้นเราก็รีบไปล้างหน้าแปรงฟันกับน้ำเปล่า แล้วคว้ากล้องออกมาถ่ายรูปเผื่อว่าวันนี้ฟ้าจะเปิด จะได้เห็นยอดเขา Hiuchigatake บ้าง

แต่ก็ต้องผิดหวัง วันนี้เมฆปกคลุมเยอะกว่าเมื่อวานอีก แต่ว่าอากาศดีเว่อร์ นานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่ได้สูดอากาศบริสุทธิ์แบบนี้

 

หลังจากนั้นก็ถึงเวลาอาหารเช้า ซึ่งยังคงคอนเซ็ปท์อาหารพลังงานสูงเหมือนเดิม เรารีบกินเพื่อที่จะได้ออกเดินทางกลับไปขึ้นรถให้ทันรอบ 08.30 น. เพราะว่ามีโปรแกรมต้องไปเที่ยวต่ออีกหลายที่

แต่ไม่รู้ทำไม เรายังไม่อยากกลับเลย

เราจัดแจงสัมภาระ และถุงขยะที่ต้องไปทิ้งข้างนอกอย่างเรียบร้อย ก่อนออกเดินทาง เราพับเก็บที่นอนอย่างดี และพยายามทำความสะอาดบริเวณโดยรอบไปด้วย ไม่ใช่เพราะเป็นคนดีอะไร แต่เพราะเห็นเพื่อนร่วมห้องเค้าทำกัน วินัยและจิตสาธารณะของคนญี่ปุ่นเค้าสูงส่งมากจริง ๆ

ขากลับนี่รู้สึกว่าเหนื่อยกว่าขามาอีก เพราะว่าระยะทางความชันมากกว่า ประกอบกับต้องรีบไปให้ทันรถด้วย ไม่งั้นแผนทุกอย่างจะต้องรวนกันไปหมด

ภาพระหว่างเส้นทางเดินกลับ

 

 

อ๊ากกกก..!! บันได

 

หลังจากที่เดินอยู่นาน ในที่สุดก็มาถึงที่หมายแล้ว เย้..!!

 

มองไปทางซ้ายมือ ก็จะเห็นจุดจอดรถบัส เราขึ้นรถรอบ 08.30 น. กลับไปยัง Aizu Tajima

ตอนที่มาถึง รถติดเครื่องรอไว้อยู่แล้ว เราเลยรีบวิ่งไปซื้อน้ำแล้วกลับมาขึ้นรถทันที

 

และแล้วก็ถึงเวลาต้องบอกลา Oze กันจริง ๆ เราไม่เคยคิดมาก่อนว่าเราจะชอบที่นี่ เพราะตั้งแต่เริ่มออกเดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง ก็มีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้นมากมาย ความรู้สึกเหนื่อย ท้อแท้ สับสนอยู่ภายใน ซึ่งแน่นอนว่ามันลำบากมากในการเดินทางครั้งนี้ แต่แปลกที่เรากลับรู้สึกสนุกชะมัด เสียงเล็ก ๆ ในใจเราบอกว่ายังไม่อยากกลับเลย อยู่ต่อได้มั้ย และยิ่งเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ย้อนหลังไป ก็ทำให้ยิ้มได้ทุกครั้ง…

ถ้ามีโอกาส ก็คงจะต้องกลับมาที่นี่อีกซักครั้ง พร้อมกับร่างกายที่ฟิตกว่านี้…

Hotel

Restaurant

Food

Tips

Shopping

Trips

dessert

บทความที่เพิ่งดู

ท่องเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง : เที่ยว Fukushima  กับ 6 สิ่งที่ไม่ควรพลาด

1 ใน 10 ทางเดินธรรมชาติช่วงใบไม้เปลี่ยนสีที่งามงดที่สุด ‘Takigawa Valley’

เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง : หนึ่งวันในสวนพีชเก็บและกินแบบไม่อั้นในงบ 250 บาท ที่สวน Marusei

ห้วงความฝันที่ไม่อยากตื่นกับวิลล่าในฝัน เท็นเคียว-คะขุ (Tenkyokaku)

เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง : นอนแช่ออนเซ็นชิลๆ แบบส่วนตัวที่ Harataki Ryokan Aizu Wakamatsu ♨️ ♨️

LEAVE A COMMENT

Welovefukushima