Japan การเดินทาง บทความจาก Blogger รีวิวเที่ยวฟุคุชิมะ สถานที่เที่ยว Trips

ONE FINE DAY in FUKUSHIMA เดินเล่น Aizu Tajima แวะถ่ายรูป To-No-Hetsuri เที่ยวหมู่บ้านโบราณที่ Ouchi-Juku

Rating Chart

4.6 average based on 14 ratings

  • Excellent
    12
  • Very Good
    0
  • Average
    0
  • Poor
    2
  • Terrible
    0
หลายต่อหลายครั้ง สิ่งที่เราวางแผนไว้ ก็มักจะไม่เป็นไปตามที่เราหวัง…

“แพลนทริปของเราก็เช่นกัน…”

จากเดิมที่เราวางแผนเอาไว้ว่า เราจะเดินเที่ยว Oze National Park จนถึงบ่าย ๆ แล้วค่อยกลับ แต่ด้วยสภาพอากาศที่ฝนพร้อมจะตกได้ตลอดเวลา ทำให้เรากลัวว่าจะติดฝนอยู่กลางป่า… พอฟ้าเริ่มเปิด เราจึงตัดสินใจที่จะกลับตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อไปขึ้นรถให้ทันเวลา 08.30 น. ก่อนที่ฝนจะตกมาอีกรอบ

เท่ากับว่า วันนี้เรามีเวลาเที่ยวทั้งวัน…แล้วเราจะไปไหนดี…?

 

    สถานที่แรกที่แว่บเข้ามาในสมองคือ “Ouchi-Juku” เราไม่ลังเลใจเลย เพราะยังไงก็เป็นทางผ่านด้วย  ว่าแล้วเราก็จัดการโยกโปรแกรมจากวันอื่น มาใส่ในวันนี้แทนซะเลย

แต่ระหว่างทางก่อนที่จะถึง Ouchi-juku เรามีแอบเถลไถลไปบ้าง เรียกว่าอยากแวะตรงไหน ก็แวะเอาซะดื้อ ๆ เรื่องเวลาก็เลยไม่สามารถกำหนดได้แน่นอน แล้วเราก็ค้นพบว่า เที่ยวแบบไม่ตามแผน มันสนุกกว่าเที่ยวตามแผนเป็นไหน ๆ

มาดูกันว่าใน 1 วัน เราจะสามารถเที่ยวในฟุคุชิมะแบบชิล ๆ กันได้กี่ที่ ตามเรามาเลยครับ…

เราเริ่มเดินทางโดย Aizu Bus จากสถานี Numayamatoge ที่ Oze National Park รอบเวลา 08.30 น. ใช้เวลาประมาณ 2.30 ชั่วโมง มายังสถานีรถไฟ Aizu Tajima Station เพื่อที่จะต่อรถไฟไปยัง Ouchi-Juku ต่อไป

จากรูป แสดงเส้นทางการเดินทาง รวมถึงจุดที่เราแวะเที่ยว… แอบเยอะอยู่เหมือนกันแฮะ ไหนว่าจะเที่ยวแบบชิล ๆ ไง…?

 

สำหรับการเดินทางครั้งนี้ เราเลือกใช้บัตร Aizu Gurutto Card เป็นบัตรสำหรับเที่ยวในฟุคุชิมะ มีอายุการใช้งาน 2 วันติดต่อกัน ราคาบัตรสำหรับผู้ใหญ่ 2,670 เยน ราคาเด็ก 1,340 เยน

สามารถซื้อได้ที่  JR Ticket Office สถานี Koriyama, Inawashiro, Kitakata และ Aizu Wakamatsu

รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.aizukanko.com/kk/aizucard/buy.htm

 

 

เป้าหมายแรกของเรา คือเมือง Aizu Tajima (ไอสึ ทะจิมะ) ไม่น่าจะเรียกเป้าหมายซิ เรียกว่าเป็นทางผ่านซะมากกว่า เพราะว่าเราต้องมาขึ้นรถไฟที่นี่ โดยเรามาถึงสถานี Aizu Tajima Station เวลา 11 โมงกว่า และรถไฟรอบที่เราจะไปต่อ คือเวลา 12.34 น. เท่ากับว่า เรามีเวลาว่างกว่า 1 ชั่วโมง… เราจึงตัดสินใจเดินสำรวจเมือง Aizu Tajima แห่งนี้ดีกว่า

 

 

เมือง Aizu Tajima ตั้งอยู่ในเขต Minamiaizu และเป็นเมืองที่เราแทบจะไม่มีข้อมูลอยู่ในหัวเลยซักนิดเดียว รู้แค่ว่าต้องมาต่อรถไฟที่เมืองนี้ และเป็นเมืองที่มีเทศกาล Aizu Tajima Gion อันโด่งดัง  ซึ่งเพิ่งจัดไปก่อนหน้าที่เราจะมาไม่นาน และยังหลงเหลือร่องรอยอารยธรรมสิ่งก่อสร้าง สำหรับงานเทศกาลไว้ ให้เราแอบเสียดายเล่น ๆ

วิธีเดินทาง

จาก Tokyo นั่ง Shinkansen Yamabiko มาลงที่สถานี koriyama
นั่งรถไฟสาย JR Banetsu-West Line for AIZU-WAKAMATSU มาลงที่สถานี Aizu-Wakamatsu
นั่งรถไฟสาย Auzu Railway for AIZUTAJIMA มาลงที่สถานี Aizu Tajima

หรือโดยรถไฟ Tobu Revaty Aizu จากสถานี Asakusa ถึงตรง Aizu Tajima ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง

 

บรรยากาศเมืองโดยรอบสถานี เงียบ สงบ จนแทบจะได้ยินเสียงจิ้งหรีดร้อง…

 

เดินไปถึงแยกตรงข้ามกับสถานี ฟ้าก็ร้องครืนครามต้อนรับเราทันที ราวกับจะส่งสัญญาณเตือนเรา ให้หันหลังกลับไปเสียเถิด…

 

แต่ถามว่าแคร์มั๊ย ก็ไม่… ยังคงเดินหน้าต่อไป…

 

เดินมาเรื่อย ๆ เจอกับเวทีเคลื่อนที่สำหรับงานเทศกาล Aizu Tajima Gion จอดอยู่ในอาคารจัดเก็บ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มาร่วมเทศกาล ก็ขอไปแชะรูปภาพ ซักนิดก็ยังดี…

 

เมืองนี้ถูกห้อมล้อมไปด้วยภูเขาลูกใหญ่ ที่ตั้งตระหง่านอย่างน่าเกรงขาม ที่สำคัญ เมืองนี้อากาศดีมากกกกก… นี่เดินมาตั้งไกล เหงื่อไม่ออกเลยซักเม็ด…

 

จุดมุ่งหมายแรกของเรา หลังจากที่เปิด google maps แล้วจิ้มเอาเลย ก็คือ Former Minamiaizu-gun Municipal Government Office หรือ ที่ว่าการ เมืองมินะมิ ไอสึ-กุน หลังเก่า

อาคารที่ว่าการ เมืองมินะมิ ไอสึ-กุน นี้ เป็นอาคารหลังเก่า สร้างในปี ค.ศ. 1885 ด้านหน้าอาคารเป็นเสาทรงกลม สไตล์กรีก และมีหน้าต่างกระจกบานใหญ่โดยรอบทั้ง 2 ชั้น

ในปี 1970 ทางรัฐบาลมีโครงการที่จะก่อสร้างอาคารว่าการหลังใหม่ขึ้น แต่ชาวเมืองก็ได้มีการคัดค้าน ไม่ให้ทำลายอาคารหลังนี้ทิ้ง รวมถึงการสนับสนุนให้อนุรักษ์อาคารหลังนี้ไว้ และในปี 1971 ทางรัฐบาล จึงจัดตั้งอาคารหลังนี้ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ ศูนย์เก็บข้อมูลทางประวัติศาสตร์ พร้อมทั้งยังมีการจัดแสดง สิ่งของต่าง ๆ ที่ขุดพบบริเวณปราสาท ชิกิยามะโจ เมื่อสมัยเอโดะ อีกด้วย

วิธีเดินทาง สามารถเดินมาจากสถานี Aizu Tajima Station ประมาณ 700 เมตร

พิกัด https://goo.gl/maps/QbvkD4ZuFZN2

 

บริเวณหน้าประตูจะมีป้ายบอกค่าเข้าชม และช่วงเวลาทำการอยู่

ราคาสำหรับผู้ใหญ่ 200 เยน ถ้ามาเป็นกลุ่ม 20 คนขึ้นไป คนละ 150 เยน

ราคาสำหรับเด็กโต หรือระดับเด็กมัธยมศึกษาขึ้นไป 150 เยน ถ้ามาเป็นกลุ่ม 20 คนขึ้นไป คนละ 100 เยน

ราคาสำหรับเด็กเล็ก หรือระดับที่ต่ำกว่ามัธยมศึกษา 100 เยน ถ้ามาเป็นกลุ่ม 20 คนขึ้นไป คนละ 50 เยน

ช่วงเวลาทำการ 09.00 – 16.00 น.

 

เราเดินสำรวจอาคารโดยรอบเพียงอย่างเดียว ไม่ได้เข้าไปชมภายในอาคาร เท่าที่สังเกตดู อาคารหลังนี้ค่อนข้างเก่าอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็มีความวินเทจ และถ่ายรูปออกมาสวยอยู่ไม่น้อย เดินเก็บภาพอยู่ซักพัก ก็ต้องบอกลาอาคารหลังนี้ แล้วไปยังเป้าหมายต่อไป

 

หลังจากที่เดินเที่ยวไปได้ประมาณ 15 นาที ฝนก็ตกลงมาชุดใหญ่ จนเราต้องหาที่หลบฝนกันจ้าละหวั่น ปกติฝนที่ญี่ปุ่นจะตกแป๊บเดียวก็หยุด แต่นี่นานมากกว่าจะหยุดตก ด้วยความที่กลัวจะตกรถไฟ เราจึงตัดสินใจกางร่มคันน้อย ๆ วิ่งฝ่าสายฝน เพื่อกลับมายังสถานี Aizu Tajima เหมือนเดิม

 

สรุปแล้ว เราเที่ยวเมือง Aizu Tajima ไปได้เพียง 15 นาทีเท่านั้น น่าเสียดายที่ฝนตกหนัก เลยทำให้เราไม่ได้ไป “ปราสาทที่พังทลาย” Shigiyama Castle Ruins สถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อีกที่หนึ่งของเมืองนี้…

การที่ได้เดินเที่ยวเมือง Aizu Tajima เพียงชั่วครู่  ทำให้เราสนใจเมืองนี้มากขึ้น  ถึงขั้นกลับมาหาข้อมูลเพิ่มเติม และเปลี่ยนความคิดที่ว่า “เมือง Aizu Tajima เป็นแค่เมืองทางผ่าน” โดยสิ้นเชิง

 

หลังจากที่เดินเที่ยวเมือง Aizu Tajima แบบไร้ข้อมูลในหัวกันไปแล้ว เราก็มุ่งหน้าสู่ Ouchi-Juku ต่อทันที โดยก่อนที่จะถึงสถานี Yunokami Onsen Station (สถานีที่จะต่อรถไป Ouchi-Juku) ที่ห่างกันเพียง 5 นาทีนั้น ยังมีอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ที่ขึ้นชื่อลือชาด้านความสวยงามยามใบไม้เปลี่ยนสี นั่นก็คือ To-No-Hetsuri (โทโนะ เฮทซึริ)

เราคิดมาตั้งแต่แรกแล้วว่า เราคงจะไม่ได้แวะเที่ยวที่นี่ เพราะตั้งใจจะใช้เวลาที่ Ouchi-Juku ให้เต็มที่ แต่พอรถไฟมาจอดที่สถานี Tonohetsuri Station ปุ๊บ! เสียงในหัวก็แล่นเข้ามาปั๊บ! พร้อมกับคำถามขึ้นมาว่า

“แวะเที่ยวที่นี่กันก่อนดีมั๊ย ตัวเอง ?”

ยังไม่ทันที่จะได้คำตอบ รู้สึกตัวอีกที เราก็ลงมาอยู่ที่ชานชาลาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

เรียกว่า ร่างกาย ตอบสนองเร็วกว่าความคิดซะอีก

ไหน ๆ ก็ลงมาแล้ว จะกลับตัวก็ไม่ได้ เพราะรถไฟนางแล่นออกไปจากสถานีไกลแล้ว งั้นก็เดินหน้าต่อไปละกัน…

 

สถานี Tonohetsuri เป็นสถานีเล็ก ๆ ในป่าใหญ่ เพราะถ้ามองไปรอบ ๆ ก็จะพบแต่สีเขียวของต้นไม้ตลอด 360 องศา

 

หลังจากออกมาจากสถานีแล้ว ให้เดินต่อไปอีกประมาณ 400 เมตร

 

เดินไปเรื่อย ๆ ใกล้ถึงแล้ว ข้างหน้านี่เอง…

 

ใช้เวลาแป๊บเดียว ก็ถึงแล้ว ไม่ยากเลย…

 

To-No-Hetsuri (โทโนะ เฮทซึริ) คำว่า Hetsuri คือภาษาถิ่นที่มีความหมายว่า พื้นลาดชันของหน้าผาที่เลียบขนานไปกับแม่น้ำ

สถานที่แห่งนี้ คือจุดชมวิวที่ถูกสร้างสรรค์โดยธรรมชาติ ลักษณะเป็นหน้าผาสูง ที่มีแม่น้ำไหลผ่าน เกิดจากการทับถมของหินภูเขาไฟกว่า 28 ล้านปี โดยมีแม่น้ำ ลม และฝน ที่ต่างแท็คทีม ผนึกกำลังช่วยกัน เซาะ กัด กร่อน จนเกิดเป็นร่องหินที่สวยงามอย่างที่เห็น เรียกว่า ธรรมชาติออกแบบมาดีสุด ๆ

 

วิธีเดินทาง

จากสถานี Aizu-Wakamatsu นั่งรถไฟ Aizu Railway  for AIZUTAJIMA มาลงที่สถานี Tonohetsuri (ใช้เวลาประมาณ 40 นาที)  หลังจากนั้นเดินต่อไปอีกประมาณ 400 เมตร

พิกัด https://goo.gl/maps/PyTG4qRMFjA2

 

เท่าที่เราเห็น ผาหินที่นี่ ยิ่งใหญ่อยู่เหมือนกัน แอบอ้าปากค้างไปสองวินาที

และผาหินแต่ละก้อนเนี่ย เค้ามีชื่อกันด้วยนะ ไม่ว่าจะเป็น Eagle Tower, Hawk Tower, Lion Tower, House Tower, Turret Tower, Nine-ring Tower, Elephant Tower, Goma (ไฟ ritual) Tower, Eboshi (หมวกทรงสูงที่ผู้ชายชนชั้นสูงใส่ในเทศกาลเฮอัน) Rock, Folding Screen Rock, Stage Rock, and Sumo Arena Rock.

ข้อมูลจาก http://www.welovefukushima.com/to-no-hetsuri/

 

ระหว่างเดินข้ามแม่น้ำ สะพานแอบแกว่งให้หวาดเสียวเล็กน้อย แต่ไม่วาย ก็มีเด็กน้อยมาวิ่งข้ามสะพานด้วยความซุกซน จากที่แกว่งอยู่แล้ว ก็แกว่งหนักขึ้นไปอีก…

หนูลูก..เดินเบา ๆ หน่อย… ลุง.. อ้อ..! พี่กลัวความสูง…

 

มองไปทางซ้ายมือของสะพาน ก็จะได้วิวนี้… Woah!!!

 

ฝั่งตรงข้าม จะมีศาลเจ้าเล็ก ๆ ให้ไปกราบไหว้ขอพร บันไดทางขึ้นค่อนข้างชัน ต้องใช้ความระมัดระวังในการขึ้น-ลง ระหว่างเดินขึ้นขาก็แอบสั่นเล็ก ๆ…

 

ขาลงนี่ ต้องรอคิวนิดนึง เพราะว่าสวนทางกันไม่ได้…

 

บรรยากาศอื่น ๆ โดยรอบ นี่ถ้าเป็นช่วงใบไม้เปลี่ยนสี น่าจะงดงามเอามาก ๆ

 

ส่วนใหญ่คนจะนิยมมาเที่ยวที่นี่ในช่วงใบไม้เปลี่ยนสี เพราะว่าหน้าผาหินแห่งนี้ จะถูกแต่งแต้มไปด้วยสีสันอันฉูดฉาดของใบไม้สีแดง สีส้ม ที่ตัดกับสีเขียวมรกตของแม่น้ำที่ขนาบไปกับหน้าผา เป็นภาพที่แค่จินตนาการ ก็ตื่นตาตื่นใจแล้ว…

 

เราใช้เวลาอยู่ที่นี่ไม่นาน ก็ได้เวลาที่จะต้องไปต่อแล้ว ถ้าใครมีโอกาสได้มาเที่ยว Fukushima ในช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ได้โปรดเอา To-No-Hetsuri ไว้เป็นตัวเลือกลำดับต้น ๆ ด้วยเถิด… เพราะของจริงนางยิ่งใหญ่อลังกาลมากกว่าในภาพยิ่งนัก…

 

หลังจากที่แอบแวะไปถ่ายรูปที่ To-No-Hetsuri แล้ว เราก็นั่งรถไฟต่ออีก 5 นาที ก็มาถึง Yunokami Onsen Station (ยูโนคามิ ออนเซ็น สเตชั่น)

ซึ่งหากใครที่เคยไปหมู่บ้าน Ouchi-juku ก็น่าจะรู้จักและเคยใช้บริการสถานีรถไฟแห่งนี้กันมาบ้างมาแล้ว

 

Yunokami onsen station เป็นสถานีรถไฟเล็กๆ คิ้วท์ ๆ โดดเด่นด้วยอาคารเก่าสไตล์ญี่ปุ่นแบบโบราณ ท่ามกลางธรรมชาติ โอบล้อมไปด้วยหุบเขา ตั้งอยู่ในเมือง Yunokami Onsen เมืองตากอากาศที่มีแหล่งออนเซ็นชั้นดี สถานีแห่งนี้จะมีจุดเด่นในเรื่องทัศนียภาพที่สวยงาม โดยเฉพาะช่วงซากุระบาน เพราะเราจะเห็นภาพซากุระเรียงรายไปตามทางรถไฟ มีสถานีที่มีหลังคาโบราณแห่งนี้ประกอบอยู่

วิธีเดินทาง
จากสถานี AIZU-WAKAMATSU สาย Aizu railway for AIZU TAJIMA มาลงที่ Yunokami Onsen Station ใช้เวลาประมาณ 35 นาที

พิกัด https://goo.gl/maps/1AgCZhXZq4t

 

บรรยากาศภายในสถานีก็ตกแต่งเหมือนกับอยู่บ้าน มีชั้นหนังสือ มีผักผลไม้ขาย มีเตาผิง มีโปสเตอร์ที่มองเผิน ๆ คิดว่าปฏิทินละครเจ็ดสี แถมยังมีร้านค้าในสถานีอีกด้วย

เราใช้เวลาอยู่ที่สถานีนี้ซักพักใหญ่ ๆ เพราะว่าแบตฯกล้องหมด เราจึงไปถามพนักงานที่สถานี เพื่อขอชาร์จแบตฯ พนักงานก็จัดแจงให้เราด้วยความรวดเร็ว ไม่มีท่าทีอิดออดซักนิด… (กดให้คะแนนบริการเต็ม 10)

 

นอกจากการตกแต่งที่ดูเป็นสไตล์โฮมมี่ ให้ฟีลเหมือนมาอยู่บ้านแล้ว ไฮไลต์เด็ดอีกอย่างของสถานีนี้ก็คือ บ่อออนเซ็นสำหรับแช่เท้าที่อยู่ด้านข้างสถานี ใช้บริการฟรีด้วยนะ เรายังไม่มีโอกาสได้ไปลอง เพราะจับจองที่ไม่ทัน สงสัยเป็นช่วงวันหยุด ผู้คนในวันนี้เลยหนาตาเป็นพิเศษ

 

โชคดีอยู่หน่อย ที่มีฝนโปรยปรายลงมา เลยทำให้อากาศไม่ร้อนมาก บรรยากาศโดยรอบก็ช่างสดชื่นซะจริง

 

แวะดื่มด่ำความคิ้วท์ ๆ พร้อมกับชาร์จแบตฯกล้องเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาที่จะไปยัง เป้าหมายหลัก ของเราในวันนี้ซักที…

 

หลังจากเอ้อระเหยแวะนู่นแวะนี่อยู่นานสองนาน ก็ถึงคราวที่พระเอกของเราจะได้ออกโรงแล้ว…

Ouchi-juku (โออุจิ-จุคุ) เป็นชื่อหมู่บ้านที่สะดุดหูเราตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยิน และพยายามหัดพูดออกเสียงอยู่พักใหญ่ กว่าจะคุ้นลิ้น…

 

ย้อนอดีตไปตั้งแต่หลายร้อยกว่าปีก่อนสมัยเอโดะ หมู่บ้านแห่งนี้เป็นสถานที่ที่ป๊อปปูล่าเกินหน้าเกินตากว่าหมู่บ้านใด ๆ เพราะว่าหมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ในเส้นทางการค้า Aizu-Nishi Kaido ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างเมือง Aizu กับ Nikko
ที่นี่มีทั้งที่พัก ร้านอาหาร และความบันเทิง ประหนึ่งดั่งเอนเตอร์เทนเม้นต์คอมเพล็กส์อย่างครบครัน  ไว้รองรับเหล่าโชกุน ขุนนาง พ่อค้า รวมถึงผู้คนที่สัญจรไปมา ที่ต้องการพักแรมระหว่างเดินทาง
แต่แล้ววันนึง เมืองนี้ก็ได้พบกับฝันร้าย เพราะว่ามีเส้นทางการเดินทางใหม่ ที่สะดวกสบายกว่ากำเนิดขึ้น ผู้คนต่างแห่แหนไปใช้เส้นทางใหม่กันหมด ทำให้จำนวนผู้คนที่ใช้บริการลดลง จนหมู่บ้านนี้เสื่อมความนิยมลงอย่างรวดเร็ว

 

ปัจจุบันนี้ หมู่บ้านแห่งนี้ได้รับความนิยมอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าได้เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์ โดยในปี พ.ศ. 2545 หมู่บ้าน Ouchi-juku ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์สิ่งปลูกสร้างอันทรงคุณค่าแห่งชาติ และทำการบูรณะใหม่ โดยที่ยังคงรูปแบบดั้งเดิมอันเป็นเอกลักษณ์ของหมู่บ้านนี้ ทำให้ปัจจุบันนี้ มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมหมู่บ้านนี้กันอย่างไม่ขาดสาย หัวกะไดไม่เคยแห้ง กว่า 1.2 ล้านคน ต่อปี

ฟัง ๆ ดูแล้ว เหมือนกับพล๊อตหนังดราม่าตะกายดาวซักเรื่องนึงเลยแฮะ…

 

วิธีเดินทาง
จาก Tokyo นั่ง Shinkansen Yamabiko มาลงที่สถานี koriyama
นั่งรถไฟสาย JR Banetsu-West Line for AIZU-WAKAMATSU มาลงที่สถานี Aizu-Wakamatsu
นั่งรถไฟสาย Auzu Railway for AIZUTAJIMA มาลงที่สถานี Yunokami Onsen
หลังจากนั้นให้ต่อแท๊กซี่ อีกประมาณ 15 นาที
หรือใช้บริการรถบัส ค่ารถแบบไปกลับ 1000 เยน ( มีให้บริการเฉพาะเดือน เมษายน – พฤศจิกายน)

พิกัด https://goo.gl/maps/yemR9jxxago

จากสถานี Yunokami Onsen
เมื่อเดินออกจากสถานี จะมีป้ายบอกประเภทการให้บริการ
ทางขวามือจะเป็นบริการแท๊กซี่ ส่วนทางซ้ายมือจะเป็นรถบัส ค่ารถแบบไปกลับ 1000 เยน

 

พอออกจากสถานี ให้มองไปทางซ้าย ก็จะเจอกับลานจอดรถ และรถโดยสารสำหรับมุ่งหน้าไป Ouchi-juku… ซึ่งเราได้รถโดยสารหน้าตาแบบนี้ นึกว่าจะได้รถโบราณแบบที่คนอื่นไปมาซะอีก…

 

ตั๋วจะมีสองแบบคือ เที่ยวเดียว ราคา 500 เยน และ ไป-กลับ ราคา 1000 เยน โดยที่รอบรถจะมีเพียง 8 รอบต่อวันเท่านั้น

จาก Yunokami Onsen Station ไป Ouchi-juku

09:00 น./10:00 น./10:40 น./11:20 น./12:05 น./13:05 น./14:05 น./15:05 น.

จาก Ouchi-juku ไป Yunokami Onsen Station

10:20 น./11:00 น./12:25 น./13:25 น./14:25 น./16:00 น.

 

นั่งรถมาไม่เกินครึ่งชั่วโมง เราก็มาถึง Ouchi-Juku แล้วจ้า… วันนี้คนเยอะเป็นพิเศษ เพราะว่าเป็นวันเสาร์

 

สองข้างทางก็จะเป็นร้านรวงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ร้านขายอาหารพื้นบ้าน ของท้องถิ่น รวมถึงของที่ระลึก…

 

เดินมาจนถึงกลางหมู่บ้าน ก็จะมีทางแยกเป็นซอยเล็ก ๆ พร้อมกับเสาโทริอิตั้งตะหง่าน นี่คือทางเข้าของศาลเจ้าประจำหมู่บ้าน Takakura Shrine ตัวอาคารศาลเจ้าต้องเดินตรงไปอีกประมาณ 350 เมตรนะ เห็นดงต้นไม้ใหญ่ ๆ ตรงนั้นมั๊ย? นั่นแหล่ะ ใช่เลย…

พิกัด https://goo.gl/maps/BVpqHjS1mP82

 

ถ้าพูดถึงท่อระบายน้ำ หลายคนอาจจะร้องยี้… แต่เราอยากให้ทุกคนลืมภาพท่อระบายน้ำแบบบ้านเราไปซะ… เพราะท่อระบายน้ำของหมู่บ้านนี้ ใสสะอาดมาก…

 

ใสสะอาดขนาดที่ว่า สามารถเอาเครื่องดื่มไปแช่ได้เลย รับประกันความสะอาดและความเย็น เพราะว่าเราพิสูจน์โดยการเอามือลงไปจุ่มมาแล้ว เย็นเจี๊ยบไปถึงขั้วกระดูก ถือว่าเป็นนวัตกรรมในการใช้พลังงานจากธรรมชาติอันชาญฉลาด แถมยังประหยัดค่าไฟไปได้โข…

 

มาดูอาหารกันบ้าง แต่ละร้านก็จะมีของขายแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นปลาย่างถ่าน หรือดังโงะย่าง แต่สิ่งที่โด่งดังสุด ๆ ของที่นี่ก็คือ Negi Soba หรือโซบะต้นหอม จุดเด่นก็คือ เค้าจะเสริฟโซบะพร้อมกับต้นหอมยักษ์ โดยวิธีการรับประทาน จะใช้ต้นหอมยักษ์ที่เค้าให้มานั่นล่ะ คีบเส้นโซบะแทนตะเกียบ โดยที่สามารถทานไปพร้อมกับต้นหอมได้เลย…

เสียดายที่เราไม่ได้ทานเมนูนี้ เพราะว่ามัวแต่ถ่ายรูปอย่างอื่นเพลิน จนไม่มีเวลาพอที่จะนั่งทาน…

 

เดินมาจนถึงบริเวณท้ายหมู่บ้าน ก็จะมีจุดชมวิวด้านบนให้ชมกัน ต้องออกแรงเดินกันนิดนึง จากภาพที่เห็น ระยะทางดูไม่สูงมากเท่าไหร่ แต่ว่าขึ้นทีก็แอบเหนื่อยอยู่นะ

 

ขึ้นมาแล้ว ก็จะได้วิวมหาชนแบบนี้…

 

เราสังเกตว่า ชาวญี่ปุ่น พาสัตว์เลี้ยงออกมาเดินเล่นเยอะเหมือนกัน ด้วยความที่เราเป็นทาสหมา เวลาเห็นใครจูงหมามา เรามักจะต้องกรีดร้อง พร้อมกับทำเสียงสอง แล้วปรี่เข้าไปถ่ายรูปด้วยความเร็วแสง

 

ถึงแม้ว่า ระยะทางของหมู่บ้านนี้จะเป็นระยะทางสั้นๆแค่ 500 เมตร แต่เราก็ใช้เวลาค่อนข้างนานเหมือนกัน เพราะร้านค้าแต่ละร้าน เหมือนมีแรงดึงดูดให้เราเข้าไปเยี่ยมชม จนบางที ก็อดที่จะควักเงินจ่ายไม่ได้

 

รู้ตัวอีกที ก็ได้เวลาที่จะต้องกลับแล้ว เรารีบวิ่งมาที่จุดจอดรถ ก็พบว่า รถเที่ยวสุดท้ายรอบ 16.00 น. จอดรอไว้อยู่แล้ว พอขึ้นไปบนรถปุ๊บ รถก็สตาร์ทออกตัวปั๊บทันที… นี่ใจหายใจคว่ำ เกือบจะตกรถซะแล้ว…

 

แต่ก่อนที่จะขึ้นรถ เราได้โปสการ์ดมา 1 ใบ จากคุณป้าที่เป็นไกด์ประจำรถบัส ในโปสการ์ดแสดงให้เห็นรูปรถโบราณรุ่นต่างๆ โดยในนี้มีรถที่สำหรับโดยสารไป Ouchi-Juku อยู่ด้วย…ซึ่งชื่อเรียกของรถแต่ละคันนั้น จะตั้งตามชื่อของตัวละครต่าง ๆ จากผลงานการเขียนของ “มิยาซาวะ เคนจิ” นักเขียนบทกวี และนิทานผู้โด่งดัง เพื่อเป็นการระลึกถึง

 

จบทริปแล้วสำหรับวันนี้ จากที่ตั้งใจไว้ว่าจะเที่ยวฟุคุชิมะแบบชิล ๆ ภายใน 1 วัน กลับกลายเป็นไม่ค่อยชิลไปซะงั้น เพราะอารมณ์รักพี่เสียดายน้อง อันนั้นก็อยากเที่ยว อันนี้ก็อยากแวะ เป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า จังหวัด Fukushima เค้ามีที่เที่ยวเยอะจริง ๆ เสียดายถ้ามีเวลาเยอะกว่านี้อีกหน่อยก็คงจะดีไม่น้อย หากใครอยากจะมาเที่ยวแบบชิล ๆ จริง ๆ แนะนำให้แพลนเที่ยววันละ 2 ที่กำลังดีเลยครับ

ถ้าถามว่าเหนื่อยมั๊ย? “ก็ไม่เท่าไหร่ “ แต่ถ้าถามว่าสนุกมั๊ย? ขอตอบแบบชัด ๆ เน้น ๆ ไปเลยว่า “สนุกมว๊ากกกกกกกกกก…”  

 

ช่วงเก็บตก

ขณะนั่งรถไฟกลับไปยัง Aizu Wakamatsu เราก็จะผ่านสถานี Ashinomaki Onsen Station ซึ่งเป็นสถานีที่มีนายสถานีน่ารักที่สุดในโลก อย่างเจ้า “เลิฟ” น้องแมวขนปุกปุย ที่ปฏิบัติงานคุมสถานีนี้อย่างแข็งขัน… แต่น่าเสียดาย ที่เรามาไม่ทันเวลาทำงาน น้องเหมียวน่าจะตอกบัตร กลับบ้านไปกินนมนอนแล้ว เราจึงเก็บภาพมาได้เท่านี้… ถ้าผ่านมาแถวนี้ ก็แวะมาทักทายน้องเหมียวกันได้นะครับ

 

Hotel

Restaurant

Food

Tips

Shopping

Trips

dessert

photograph

บทความที่เพิ่งดู

ฤดูของแอปเปิ้ลและลูกพลับ เที่ยวสวนผลไม้ใน AIZU WAKAMATSU

Urabandai Royal Hotel ที่พักใกล้บึง 5 สี แบบเดินไปได้

5 จุดแลนมาร์ค Fukushima ที่พาแฟนไปแล้วจะดีต่อใจ

Gran deco ski resort นั่งกระเช้าชมใบไม้เปลี่ยนสีในวันที่หิมะตก

ouchijuku-tonohetsuri

ใบไม้เปลี่ยนสีที่ หมู่บ้านโบราณ Ouchijuku, หน้าผาหินล้านปี Tonohetsuri

LEAVE A COMMENT

Welovefukushima