งานเทศกาล บทความจาก Blogger Trips

ซอกแซกย่านเมืองเก่า KITAKATA

Rating Chart

5 average based on 1 ratings

  • Excellent
    1
  • Very Good
    0
  • Average
    0
  • Poor
    0
  • Terrible
    0

ซอกแซกย่านเมืองเก่า KITAKATA

 

คิตะกาตะ (KITAKATA) เป็นเมืองที่อยู่ทางตอนเหนือของเมือง AIZU-WAKAMATSU จังหวัดฟุกุชิมะ สำหรับชื่อเมือง คิตะกาตะ มาจากสองคำ
คำว่า KITA แปลว่า เหนือ ส่วน KATA แปลว่า ทิศ แปลง่ายๆคือเมืองนี้แปลว่า “ทิศเหนือ”

เมืองนี้เป็นเมืองที่ขึ้นชื่อลือชาเรื่องของ “เหล้าสาเก” และ “มิโซะ” ทำให้เมืองนี้เต็มไปด้วยโกดังผลิตสินค้าเต็มเมือง และปัจจุบันก็ยังคงมีโกดังอยู่กว่า 4,200 โกดัง
ทั้งถนนใหญ่ ตามตรอกซอกซอย หรือแม้กระทั่งชานเมืองจนได้รับการขนามนามว่า “เมืองโกดัง” (Warehouse Town)
ปัจจุบันโกดังบางส่วนถูกปรับเปลี่ยนการใช้งานไป เป็น พิพิธภัณฑ์ อาร์ตแกลอรี และร้านอาหาร

ส่วนอีกสิ่งหนึ่งที่โดดเด่นของเมืองนี้ก็คือ การเป็นเมืองแห่ง “ราเม็ง” (Ramen City) ด้วยความที่คิตะกาตะราเม็ง ของเมือง KITAKATA นี่ “อร่อย” จนถูกยกให้เป็น 1 ใน 3 ราเม็งที่อร่อยที่สุดในประเทศญี่ปุ่นเลยนะ ตัวหลักที่ทำน้ำซุปนี่ทำมาจากซอสถั่วเหลือง ซึ่งหมักและผลิตกันในเมืองกันอย่างแพร่หลายในตัวเมือง ส่วนการเคี่ยวน้ำซุปนั้นใช้ปลาซาดีน กระดูกหมู บางครั้งก็ใส่ไก่ ใส่ผักลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติของน้ำซุปอีกด้วย … ดังนั้นมาเมืองนี้ห้ามพลาดที่จะชิมราเม็งที่มีมากกว่า 200 ร้านทั่วเมืองเล็กๆท่ามกลางหุบเขาแห่งนี้

วันนี้ โอ๊ต-ครับ-ผม จะพาทุกคนไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองสไตล์ มั่ว งง หลงทิศ ผิดแผน เที่ยวแบบมีจุดหมายบ้าง ไม่มีจุดหมายมากกว่า 555+
เน้นเที่ยวตามซอก ออกตามซอย … เดินเท้าเข้าไปย่านแปลกๆ ที่นักท่องเที่ยวอาจจะคิดไม่ถึง คอยมองหามุมแปลกๆมาเล่าสู่กันฟัง
มาดูว่าย่านเมืองเก่า คิตะกาตะ มีอะไรให้เราเที่ยวบ้าง

พร้อมแล้ว ไป “หลง” กันเลย

เอาหละหลังจากเดินตามล่าหา “ราเม็งร้านแรกของคิตะกาตะ … ร้านในตำนาน” เรียบร้อยแล้ว
ได้เวลาเดินสำรวจเมืองกัน ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่ศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยวที่สถานีรถไฟบอกว่า “เดินเลยค่ะ”
ย่านเมืองเก่าขนาดกะทัดรัด น่ารัก เดินสนุกๆ เอา เอา เดินก็เดิน ชอบเดินอยู่แล้ว

** ย้อนไปอ่านรีวิว ตามล่าร้านราเม็งในตำนานที่เมือง KITAKATA ที่ลิ้งค์นี้เลยฮะ
http://www.welovefukushima.com/kitakata-ramencity/

ออกจากร้านราเม็งในตำนาน หันหลังให้ร้าน เดินข้ามถนนตรงอย่างเดียวเลยฮะเมืองเก่าอยู่ถนนเส้นนั้นทั้งเส้นเลย
พอเริ่มออกเดิน โอ๊ะโอ บ่ายโมงวันอาทิตย์กลางฤดูร้อนในเดือนกรกฎาคม เมืองเงียบเชียบเชียว … หรือมันร้อนเกินไปคนญี่ปุ่นหลบแดดก่อน
เลยกลายเป็นข้าพเจ้ากับป้า สองคนไทยเดินดุ๊กดิ๊ก ๆ อยู่กลางเมือง


เดินมาได้แค่ 300 เมตร ฮือออ ร้อนนนน จะละลายยยยย ตาเริ่มล๊อกแลกมองหาของหวานเย็นๆกิน
พอดีเดินผ่านร้านนี้ อุ๊ย มีป้ายเหมือนขายน้ำแข็งไสด้วย … แวะเลย แวะเลยยยย หลบร้อนด้วย

เดินเข้าไปปุ๊บ เป็นร้านเบเกอรี่เล็กๆ ที่มีความพิเศษตรงมี “โมจิราเม็ง” เป็นตัวชูโรง เห็นมีดารา รายการทีวีมาถ่ายทำเพียบเลย อุ๊ย หลงมาก็ได้เจอของดีๆ ก็เลยสั่งโมจิมาก้อนนึง (จำไม่ได้ว่ากี่เยน) กับน้ำแข็งไส ในราคาแค่ 200 YEN อุ๊ย ถูกอ่ะ กินแล้วลดระดับความร้อน เพิ่มความสดชื่นให้ร่างกายได้  555+

พอน้ำแข็งไสกับโมจิราเม็งมาเสิร์ฟ ไอ้เราก็รีบแงะกล่องจะเปิดกิน ป้าคนขายซึ่งพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ก็พูดอะไรออกมาไม่รู้ ฟังไม่รู้เรื่อง แต่อ่านภาษากายออกอย่างเดียวคือ ป้าทำท่าห้ามญาติ อารมณ์อย่าเพิ่งกินนะหนู … แล้วป้าวิ่งปรู้ดดดดด ไปหลังร้าน กลับมาพร้อมกระดาษ ที่อ่านออกแค่ตัวเลขว่า 4.15

ป้าเดินมาชี้เลข 4.15 แล้วทำท่ากิน เลย อ๋ออออออออออออออออออออ อย่าเพิ่งกินตอนนี้กินตอน 4.15 pm. เพราะมันแช่เย็นมา กินเลยจะไม่อร่อย
โอเค เก็บไว้ก่อน ไว้ค่อยกิน

** โอ๊ยยยยย ขอสปอยรสชาติ “โมจิ ราเม็ง” เลยแล้วกันฮะ ว่าอร่อยมาก รสเก๋มาก หน้าตาเป็นขนมหวาน แต่พอกัดเข้าไป ไส้โมจิมันเป็นรสน้ำซุปราเม็งอ่ะครับ
อร่อยจริงจัง เสียดาย น่าจะซื้อมากินหลายๆก้อน

ใครผ่านมาร้านนี้ ห้ามพลาด !!!

ลดอุณหภูมิในร่างกายเสร็จก็ได้เวลาเดินต่อ ยิ่งออกเดินยิ่งชอบเมืองนี้ เมืองอะไรไม่รู้ ตึก – บ้านเก่าสวยเต็มไปหมดเลย เดินถ่ายรูปแบบ เดิน 3 ก้าวหยุด 5 ก้าวหยุด
วิ่งข้ามถนนไปมาเพื่อถ่ายให้ครบทุกฝั่งถนน … เอาจริงๆ คือเดินข้ามถนนแบบซิกแซกไปมา 100 เมตรนี่ใช้เวลา 15 นาที ฮ่าๆๆๆๆ

อุ๊ย ป้ายงานอะไรไม่รู้ น่ารักอ่ะ คัตเอาท์แบบวาดมือ เท่มากกกก แชะๆมาฝากฮะ

เดินฝ่าไอแดดมาเรื่อยๆ จนมาถึงสี่แยกแรก เห็นตึกสวยๆอยู่ซ้ายมือ เดาว่าน่าจะเป็นมิวเซียมอะไรสักอย่าง(มั้ง)
เอาๆ เดินข้ามถนนไปดูหน่อย

ด้านหน้าเขียนว่า YUMEJI TAKEHISA MUSEUM ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าเป็นมิวเซียมอะไร … เอาน่ามาถึงแล้ว แวะเข้าไปชมหน่อย ค่าเข้าชม 300 YEN (90 บาท) ครับ

ด้านในจัดแสดงภาพเขียน และบทประพันธ์ของ Yumeji Takehisa นักเขียนและจิตรกรชาวญี่ปุ่น รวมไปถึงมีการรวมข้าวของสมัยโบราณของเมือง และของเจ้าของบ้านนี้มาจัดแสดงด้วยฮะ มีทั้งหมดสองชั้นนะครับ ทางขึ้นชั้น 2 จะชันๆ แคบๆนิดนึง ระวังลื่นนิดนึงนะครับ

ที่น่าเสียดาย คือว่าที่นี่ไม่มีคำบรรยายภาษาอังกฤษกำกับป้ายแต่ละชิ้นเลย อดอินและซึมซับเลย บางอย่างพอเดาได้ บางอย่างเดาไม่ถูกจริงๆว่าคืออะไร
ทำให้ได้เดินดูจบรวดเร็วไปนิด แต่แอร์เย็นดี แวะมาตากแอร์หลบร้อนได้ครับ

** แอบกระซิบว่าที่นี่ขายโปสการ์ดราคาถูกกว่าหลายร้านในเมืองฮะ ใครชอบเขียน-ส่งโปสการ์ด แวะมาชมได้ฮะ ตรงที่เราซื้อตั๋วเข้าชมเลย **
ดูเสร็จแล้ว เดินทางเที่ยวกันต่อ

เดินออกมาจาก YUMEJI TAKEHISA MUSEUM ปุ๊บ มองกลับไปยังสี่แยกที่เดินผ่านมา เน้นว่า เดินผ่านมาแล้ว
อ้าวนั่น Bricks house ตึกโบราณสถานที่เที่ยวต้องแวะที่เป็น A Must ของเมือง

55+ นี่เดินแบบไม่มองอะไรเลย แผนที่ที่ได้มาก็ไม่หยิบมาดู … ดีนะ ไม่เลยไปไกลกว่านี้ ว่าแล้วก็เดินย้อนกลับ เอิ๊กๆ

สำรวจด้านนอกกันก่อน
Bricks house แห่งนี้ สวยดีนะครับ ดูแข็งแรง แตกต่างโดดเด่นจากอาคารไม้กึ่งปูนหลังอื่นที่ตั้งอยู่รอบ ๆ เลย

— ช่วงนี้มีสาระ —
อาคาร Bricks House แห่งนี้ ก่อสร้างขึ้นด้วยอิฐที่แตกต่างจากอาคารอื่นๆในยุคนั้น คุณสมบัติพิเศษของตึกนี้คือ ถ้าในฤดูร้อนภายในอาคารจะเย็น แต่ถ้าเป็นฤดูหนาวด้านในจะอบอุ่น
การตกแต่งภายในตึกนี้ก็ไม่ธรรมดาเพราะว่าใช้ไม้จาก “ต้นพลับ” ซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็งที่มีราคาสูง ส่วนมากจะใช้ในงานก่อสร้างบ้านคนมีฐานะ
ปัจจุบันปรับบ้านมาเป็นร้านขายของที่ระลึก และขายสินค้าหลักของบ้านหลังนี้นั่นก็คือ “โชยุ” (Soy sauce)



เดินต๊อกแต๊กๆ สำรวจส่วนมิวเซียมเล็กๆอยู่ ก็มีคุณลุงยิ้มแฉ่งมาต้อนรับเรา พร้อมเล่าเรื่องบ้า่นอย่างสนุกสนาน … มารู้ตอนหลังว่าคุณลุงที่พาเราเดินชมบ้าน กับชวนชิมโชยุสินค้า OTOP ประจำบ้านนี้ เพิ่งรู้ว่าเป็นเจ้าของบ้าน เป็นลูกชายคนสุดท้องของครอบครัว ปัจจุบันดูแลบ้านหลังนี้อยู่ แถมเคยมาเที่ยวเมืองไทยด้วย ลุงบอกลุงชอบเมืองไทยมาก ^^”

นอกจากส่วนจัดแสดงความเป็นมา การบูรณะบ้านตึกหลังนี้แล้ว ก็มีส่วนที่เป็นที่จำหน่ายของดี ของเด่นขึ้นชื่อของเมืองด้วยนะฮะ

คุณลุงชวนไปชิมโชยุหวานและโชยุเค็มสินค้าขึ้นชื่อของร้านลุง … พอได้ชิม โอ้ว อร่อยมากกกก เลยสอยโชยุหวานกลับไทยบ้านเลย

ร้านนี้ดังไม่ดัง ฮิเดะโตะชิ นะกะตะ อดีตนักบอลทีมชาติญี่ปุ่น ขวัญใจชาวไทยก็เคยมาเยือนนะ

นะกะตะ หล่อจริงๆ ^____________________^”

จากนั้นก็ย้ายไปชิมอีกมุม เป็นมุมเครื่องดื่ม OTOP ขึ้นชื่อของญี่ปุ่น … ชิมๆเสร็จ ก็สอยกลับไทยอีก 555+
ทำไมมีแต่ของแซบๆนะร้านนี้

ก่อนจาก ก็ขอประทับตราแสตมป์ของ Bricks House หน่อย … สะสมทุกสถานที่เลย จะเต็มเล่มแล้ว
จากนั้นก็โบกมือบ๊ายบายคุณลุง ^^” ออกเดินทางกันต่อ

ออกจาก Bricks House แว้บไปด้านหลังที่ติดกัน โอ้ว มีร้านขายของเล่นโบราณด้วย
พอจะเดินเข้าร้าน ก็พยายามเลื่อนเปิดประตูอยู่ตั้งนาน ก่อนจะพบว่า “ร้านปิด” 555+

ทำอะไรไม่ได้ นอกจากยืนส่องๆจากประตู ถ่ายรูปผ่านกระจกร้านเอา T___T” ของเล่นโบราณเต็มเลย ฮือ เสียใจ

อย่าเสียดาย อย่าเสียใจนาน เดินต่อกันฮะ พอเดินกลับมาถนนใหญ่ … เอิ่ม คนหายไปไหนหมด

เดินเล่นไปเรื่อย เมืองนี้ตึกสวย เมืองสะอาดสะอ้านมาก แถมด้วยมีเสียงตามสาย พี่ดีเจเปิดเพลงญี่ปุ่นย้อนยุคคลอบรรยากาศ … ผมก็เดินไป เต้นไป … เก๋ไปอีก

ฮ่าๆๆๆๆๆ

ร้านค้าสองข้างทางก็มีอะไรให้แวะดู แวะชอปปิ้ง ดูดเงินในกระเป๋าได้ตลอดทาง … จิตแข็งไว้นะ
อิอิอิ

— ช่วงนี้ชี้แนะ —
สำหรับใครที่มองหาห้องน้ำดีๆ สะอาดๆ แอร์เย็น(ฟรีด้วย) ก็แวะที่ห้าง Lion D’or นี้ได้เลยฮะ อยู่ตรงกลางของย่านเมืองเก่าพอดี
แวะเข้าห้องน้ำ แวะนั่งพักได้ฮะ มีเก้าอี้ให้นั่งพักขาด้วย แวะซื้อขนม ซื้อน้ำตุนได้ฮะ

เดินๆ กันต่อ … แต่ยอมรับเลยว่ามันฮ้อนมาก ฮ้อนแฮงงงงงง
พอดีเจอร้านขายชา … มีไอติมชาเขียวขายด้วย ก็วิ่งข้ามถนนถลาใส่เลย ต้องจัดฮะ … จะได้สบายพุง 300 YEN เย็นชื่นใจ

ชื่นใจ ไอติมชาเขียว

เดินไปเดินมา เมืองมันอาจจะเงียบไปนิด เลยคุยกันว่า นี่เราเดินอยู่โรงถ่ายหนังหรือเปล่า คือเมืองมันสวย เก๋ๆ มีของจัดวางหน้าร้านแบบน่ารัก …
ถ่ายรูปสนุกดี ยกตำแหน่ง “เมืองที่เหมาะกับการถ่ายหนังย้อนยุค” ให้ไปอีกตำแหน่ง อิอิอิ

เดินเข้าตามซอกซอย เห็นหนุ่ม ๆ กำลังเตรียมร้านกัน เดาว่าน่าจะเป็นย่านกินดื่มร้านอาหารยามค่ำคืน แต่ตอนไปยังไม่เปิด

แอบเดินไปดูๆ ส่องๆ บังเอิญเจอ ตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 6 รอบ ปี พ.ศ. 2542 และพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 … คิดถึงพระองค์ท่านจริงๆ


ข้อดีของเมืองคิตะกาตะ คือ เมืองเงียบ สงบ นักท่องเที่ยวไม่เยอะมาก ถ่ายรูปไม่ต้องหลบคน ใครชอบถ่ายรูปอาคารบ้านเรือนนี่ หรือแอคชันประดุจถ่ายแฟชั่นนี่สนุกเลย

จริงๆแล้วเป้าหมายหนึ่งของการมาเที่ยวคิตะกาตะ คือการแวะไป Kai Residence ซึ่งเป็นมิวเซียมบ้านโบราณ …
แต่มองซ้ายมองขวา รู้สึกว่าเริ่มจะแดดหมดแล้ว จะทันม๊ายยยยย
รีบออกจากซอกซอย รีบจ้ำ เดินตรงยาววววว

พอเดินมาถึงหน้า Kai Residence … ฮืออออออออออออออออ ปิดไปแล้ว ปิดแล้ววววว

T______________________T” โอ๊ย นี่มัน มั่ว งง หลงทิศ ผิดแผน อย่างแท้จริง
ไม่เคยจะไปไหนทันเลย แวะนั่นแวะนี่ … จนมิวเซียมปิดอีกแล้ว 555+

ทำอะไรไม่ได้ ถ่ายรูปข้างนอกอย่างเดียวเลยละกันนะ

สำหรับใครที่จะนั่งรถบัสนำเที่ยวมา ก็มาได้ฮะ เวลารถวิ่งไม่ค่อยถี่ ดังนั้นกะเวลาดีๆนะครับ … แต่จริงๆ เดินเอาก็ได้ฮะ ไม่ไกลมาก ระหว่างทางมีอะไรให้ชมเยอะมาก แค่อย่าแวะจนเกินเวลาแบบผม >__<”

เอาหละ ในเมื่อ Kai Residence เค้าปิด ทำอะไรไม่ได้ก็เดินกลับสถานีรถไฟ เพื่อเตรียมเดินทางกลับที่พัก แต่ไม่อยากเดินทางเดิมฮะ
พอเดินย้อนกลับมาเส้นเดิม ถึงสี่แยกตรงโชว์รูมขายรถแล้วเดินเลี้ยวขวาไปถนนอีกเส้นที่มันขนานกันกับเส้นเมืองเก่า แต่เส้นนี้ตรงยาวไปสถานีรถไฟเลยฮะ


แม้จะรู้ว่าแดดเริ่มหมด เมืองเริ่มมืด แต่ก็ยังไม่วายแวะข้างทางอีก 555+
เจอโรงกลั่นเหล้าเก่าๆ ก็แวะถ่ายรูป

เจอทุ่งนาก็แวะถ่ายรูป 55+

แดดกำลังสวยเลย เป็นสีทองๆ ลมโชยมาเย็นๆ … ฟีลกู๊ดมากๆ

เดินมา เจอป้ายให้เลี้ยวซ้ายไปสถานีรถไฟ KITAKATA STATION ก็พุ่งตัวเดินตามถนนไปเรื่อยๆ …
นู่นๆ ตรงด้านซ้ายตรงต้นไม้เยอะๆนั่น เป็นศาลเจ้า แวะสักหน่อยละกันนะ

ศาลเจ้า (….. ไม่ทราบชื่อ ….. )
ที่นี่แวะเข้ามาไหว้ ขอพรให้ได้กลับมาเที่ยวอีกครั้ง (ในฤดูที่เย็นกว่านี้) ขอให้ได้มาอีก สาธุๆๆๆ

เดินออกจากศาลเจ้า ก็เริ่มหิว(อีกแล้ว) ก็เลยหาร้านราเม็งทาน พอดีเจอร้านนึงคล้ายๆว่าจะเปิดอยู่ เห็นคุณยายรดน้ำต้นไม้อยู่ … เลยเดินบุกเข้าร้านไป

พอเข้าไป อ้าววววว คุณยายคนที่รดน้ำต้นไม้อยู่ เป็นเจ้าของร้านนั่นเอง

จริงๆจะบอกว่า สื่อสารกันไม่ค่อยรู้เรื่อง คุณยายก็พูดอังกฤษไม่ได้ แต่เมื่อหิว เราก็สามารถแก้ปัญหาได้
เลยเอารูปในแผ่นพับที่ขอมาจากสถานีรถไฟให้คุณยายดู จิ้มๆว่าเอาแบบนี้ครับป้า … ในที่สุดก็ได้ชามนี้มา ^^” พร้อมเกี๊ยวซ่าอีก 1 จาน

โอ๊ะโอ อร่อยแฮะ … ไม่แปลกใจเลยที่มีทีวีมาถ่ายรายการ มีดารา มีนักซูโม่แวะมาชิม … เออ หลงมากินก็อร่อยดีนะ

เอ๊ะ หรือจริงๆแล้ว ราเม็งนี้อร่อยทั้งเมือง 555+

พอเช็คบิลเสร็จ คุณยายรีบปิดร้านเลย … มืดแล้ว ได้เวลาคุณยายพักผ่อน

** ก่อนออกเดินทางถ่ายภาพย้อนกลับไปทางที่เดินผ่านมา ด้านซ้ายนี่ร้านราเม็งคุณยาย ส่วนต้นไม้สูงๆด้านขวานั่นศาลเจ้าฮะ ^^”

เดินต่อไปยังสถานีรถไฟ KITAKATA … สองข้างทางเริ่มมืด เงียบกว่าเดิมอีก
แว้บเดียวก็เดินถึงสถานีรถไฟแล้ว

* ถึงเมืองจะเงียบ มืดลงก็ไม่ได้รู้สึกน่ากลัว รู้สึกได้ว่าเมืองนี้ปลอดภัยมากๆครับ *

จากนั้นก็ซื้อตั๋ว 320 YEN เพื่อเดินทางกลับ AIZU WAKAMATSU ที่เป็นเมืองที่พักของเรา รอบ 19.51 น.

นายสถานีน่ารักกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก  ^___^” กรู้วววว

ช่วงส่งท้าย
คิตะกาตะ เป็นเมืองที่สวยมากเลยนะครับ ราเม็งก็อร่อย เมืองสวย เงียบ สงบ สะอาด บรรยากาศดี ใครชอบตึกเก่า บ้านนี่จะเคลิ้มเลยฮะ
นี่คิดภาพออกเลยว่า ถ้ามาฤดูหนาวที่มีหิมะตามถนนถ่ายภาพคงสวยไปอีกแบบ หรือถ้ามาช่วงใบไม้เปลี่ยนสีอากาศเย็นๆ คงเดินสบายไปอีก …
คิดแล้วแบบอยากมาแก้มือ อยากมาอีก ^^” มาแก้มือใหม่

ที่สำคัญค่าใช้จ่ายเมืองนี้ไม่แพง ถ้าเน้นเดินก็แทบไม่ได้ใช้เงินเลย ประหยัดมาก ชาวแบ็คแพคยิ้มเลยฮะ ^^”

แวะมาเที่ยวเมืองน่ารักๆเมืองนี้กันฮะ คิตะกาตะ … แล้วเจอกันรีวิวเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองครั้งหน้าฮะ
จะพาไปดูว่าจังหวัดฟุกุชิมะมีอะไรน่าเที่ยวซุกซ่อนอยู่ เดี๋ยวพาไปชมฮะ ^^”

โอ๊ต-ครับ-ผม
มั่ว งง หลงทิศ ผิดแผน

แถมๆ แผนที่การเดินเที่ยวแบบ มั่ว งง หลงทิศ ผิดแผน สไตล์ โอ๊ต-ครับ-ผม
เป็นไกด์เผื่อใครอยากจะไปหลงด้วยกันฮะ ^^”

Hotel

Food

Trips

Lost is Fun

โอ๊ต-ครับ-ผม มนุษย์เงินเดือนที่กินเงินเดือนพนักงานประจำ ทำงานออแกไนซ์ ที่รักการเดินทาง เจ้าของรีวิวสุดฮา " มั่ว งง หลงทิศ ผิดแผน " แห่งห้อง Blue planet เว็บ pantip.com กับการสร้างสังคมชุมชนแห่งการหลง LOST IS FUN www.lostisfun.com เพื่อเป็นพื้นที่ระบายความมั่ว งง หลงทิศ ผิดแผน ไว้ให้อ่านสร้างความบันเทิงเริงใจ

บทความที่เพิ่งดู

> Autumn Fukushima < Day 3 อลัง!! กับใบไม้เปลี่ยนสีที่ บึงน้ำ 5 สี (Goshikinuma)

“Road trip Fukushima” ขับรถดูใบไม้เปลี่ยนสี เที่ยวขึ้นเขา ลงแม่น้ำ สุดชิวนึกว่าอยู่ยุโรป *o*

Day 2 OuchiJuku โออุจิ จูกุ / To-no Hetsuri

Day 1 จากนาริตะ มุ่งสู่ ฟุคุชิมะ

Day 1 : เหินฟ้าสู่ Fukushima ชมวิว Science Space Park

LEAVE A COMMENT

Welovefukushima