Japan Lifetstyle รวมของอร่อย รีวิวเที่ยวฟุคุชิมะ

ไป Fukushima ยังไงให้ทั้งสนุกแล้วกลับมาอ้วน…

Rating Chart

0 average based on 0 ratings

  • Excellent
    0
  • Very Good
    0
  • Average
    0
  • Poor
    0
  • Terrible
    0
อากาศดีๆแบบนี้ ใครๆก็อยากจะไปเที่ยวกันใช่ไหม

แน่นอนว่าผมคนนึงร่างกายอยากปะทะอากาศหนาวๆมากๆ

แต่ทริปนี้หมวยติดงานอย่างหนักหน่วงทำให้เดินทางมาด้วยไม่ได้

ด้วยความที่เราก็อยากจะมา Fukushima อะเนอะ

หลายคนอาจจะไม่คุ้นชื่อเมืองนี้ งั้นวันนี้เราจะมาพาทุกคนไปคุ้นเอง

กับการเดินทางฟุคุชิมะ 6 วัน กับการเดินทางคนเดียว เหงาหงอย

เริ่มจากเราเดินทางบินมาลงที่สนามบินนานาชาติ นาริตะ ถึงปุ๊บ เราก็ลากกระเป๋าไปซื้อตั๋ว JR Pass แบบเหมา 5 วัน

แล้วก็นั่งตรงจากสนามบินนาริตะมาลงยัง Tokyo เพื่อที่จะต่อรถไฟชินคันเซ็นยิงตรงยาวๆไปยังสถานีเมืองฟุคุชิม ร่วมเวลาทั้งหมดในการเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าๆ

เป็นครั้งแรกที่ผมได้เดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูงชินคันเช็นครับ ปกตินั่งแต่รถบัสข้ามเมือง ไม่ก็รถไฟเร็วปกติ เพราะมันแพงมาก แต่ครั้งนี้จัดเต็มหน่อย

หลังจากเดินทางมาถึงสถานีฟุคุชิมะแล้ว เราก็จะเอากระเป๋าเช็คอินเข้าห้องพักที่จองกันไว้

สองคืนแรกเราจองกันไว้ที่โรงแรม APA Hotel

โรงแรม APA Hotel อยู่ติดกับสถานีฟุคุชิมะเลยครับ เดินออกจากสถานีก็เห็นชัดเลย ราคาตกคืนละประมาณ 900 บาทต่อคนเท่านั้น ถือว่าถูกและดีในราคาประเทศญี่ปุ่นนะผมว่า เราก็ทำการเช็คอินครับ

ลืมบอกไปว่าที่ญี่ปุ่นเช็คอินไม่ค่อยจะเหมือนบ้านเรานะ ส่วนใหญ่บ้านเราจะเช็คอินได้เที่ยงวันใช่ไหมครับ แต่ที่ญี่ปุ่นนี่เช็คอินได้บ่าย 4 โมงเลย ส่วนเช็คเอาท์ก่อน 11 โมงเช้าเด้อ

เก็บกระเป๋าเสร็จแล้วเราก็ลงมาเดินเล่นรอบเมืองหาอะไรทาน อากาศวันแรกที่เรามาถึงก็เบาๆสวยงามต้อนรับการมาเยือนของผม อยู่ที่ 2 องศา คุณพระ อีกนิดก็ช่องฟรีซตู้เย็นแล้วค่ะ

ร้านแรกที่เรามาถึง ด้วยความง่วงสะสมมาตลอดทั้งคืนทั้งวัน เราก็มาเปิดด้วยคาเฟ่ที่มีสิ่งขึ้นชื่อเป็นกาแฟ ร้านอยู่บริเวณแถวสถานีฟุคุชิมะ ด้วยความที่ร้านเป็นชื่อภาษาญี่ปุ่น เราเลยไม่รู้จะบอกว่าร้านชื่ออะไรดี

แต่ร้านอบอุ่นมากกกกกกกกกกกกกกก และสวยมากกกกก

ไม่รอช้าครับ ขอเมนูสั่งอาหารกันหน่อย พอได้เมนูถึงกับอึ้ง เพราะมันไม่มีภาษาอังกฤษเลย มีแค่คำว่า Coffee ขอบคุณมากค่ะ และสวัสดี Google Translate ผู้ช่วยชีวิตของเราในครั้งนี้

เราสั่งเป็นกาแฟ เมล็ดเอธิโอเปีย เป็นแบบดริปร้อน กับชีสเค้กมาทานคู่กับกาแฟ

กาแฟอร่อย เค้กก็อร่อย ร้านแรกเราประทับใจจริงๆครับ หลังจากทานเสร็จก็เดินเล่นในเมืองกันต่อ

เมืองฟุคุชิมะ เป็นเมืองเล็กๆ รถไม่เยอะ คนไม่เยอะ เดินเล่นในอากาศหนาวๆสบายมาก หลังจากนั้นเราก็กลับที่พักนอนหลับพักผ่อน

ทานอาหารที่ร้านสะดวกซื้อเอาครับ เนื่องจากเรามาจากเมืองร้อน มาสู่อากาศแบบหนาวจัดกะทันหันปรับตัวไม่ทัน เลยขอพักผ่อนดีกว่า

เช้าอันสดใสวันที่สองของเรา

วันนี้ไม่มีแผนอะไรทั้งนั้น เราจะไปตะเวนกินๆๆๆๆแล้วก็กินในเมืองกันต่อ เพราะตัวเมืองฟุคุชิมะนี้ไม่มีสถานที่เที่ยวอะไรเลย ต้องนั่งบัส

หรือ รถไฟออกไป เราเลยไหนๆก็ไหนๆ หาไรทานสำรวจเมืองกันดีกว่า ค่อยเก็บแรงไว้เที่ยวกันวันหลังๆ

ผมมาหยุดกันที่ร้านซูชิร้านนึง หน้าร้านจะหน้าตาแบบนี้ เมนูญี่ปุ่นล้วนๆเหมือนเดิม ไม่มีอังกฤษใดๆทั้งสิ้น

พอเค้าไปคุณลุงพอพูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อย (นิดหน่อยจริงๆ) แต่ก็พอสื่อสารกันรอด ภาษากายนี่สำคัญมากๆในเวลาไปต่างประเทศ เราสั่งเป็นชุดรวมซูชิมา

หมดนี้ราคา 1800 เยน ตีเป็นเงินไทยกลมๆประมาณ 500 บาท อร่อยมาก และคุณลุงบอกร้านคุณลุงสืบทอดกันมาสองรุ่นแล้ว คุณลุงเป็นรุ่น 3 เป็น Original Japanese Sushi Bar บร๊ะ อะไร

จะขนาดนั้น แต่อร่อยจริง อร่อยจนต้องสั่งอีชุดเนี้ยะเพิ่มอีกชุด (ฮาๆ)

อย่าพึ่งคิดว่าจะอิ่มนะครับ เรายังมาต่อกันที่ร้านถัดไป

ร้านนี้ขึ้นชื่อเรื่องเนื้อ และแน่นอนครับว่าเมนูไม่มีภาษาญี่ปุ่นตามคาด วิธีที่เราเอาตัวรอดในครั้งนี้คือถามชื่อร้านครับ ร้านชื่อว่า くずし割烹 KUMA

ค้นหาคำว่า Kuma ก็ขึ้นมาเลยใน Instagram หารูป ว่าอยากกินเมนูไหนก็จิ้มบอกพนักงานในร้าน รอด

เราสั่งเป็นเมนูพิเศษของร้าน ร้านเลยเสริฟ appetizer มาให้เราเป็น เนื้อดิบใส่ไข่หอยเม่นราดด้วยไข่ดิบ ตอนแรกคิดว่าจะแหยะๆ แน่ๆ แต่พอทานเข้าไป เห้ยย อร่อยเว้ย หวานละลายในปากมาก

มาถึงเมนูสุดในวันนี้ ไม่รู้เรียกว่าอะไร แต่เป็นเนื้อวากิว หอยเม่น ไข่คลาเวีย ละเปลือกส้ม โคตรดี โคตรได้ โคตรอร่อย มันละลายละมุนในปากเข้ากันดี มีกลิ่นส้มนำ หวานเนื้อ 10 10 10 ค่ะเมนูนี้ แต่แพงโคตร 999 เยนจ้า ประมาณ 300 บาทต่อจานนั่นเอง

เช้าวันที่ 3 วันนี้เราจะเดินทางไปยังเมือง Tsuchiyu เพื่อจะไปแช่ออนเซ็น นอนเรียวกัง และสัมผัสบรรยากาศแบบญี่ปุ่นแท้ๆกัน

วิธีเดินทางไปยังเมือง Tsuchiyu มีสองวิธี วิธีแรกคือไปนั่งรถบัสที่สถานี สาย 81-2 จะวิ่งตรงลงสุดสาย ก็จะถึงเมือง Tsuchiyu ราคาเที่ยวละ 850 เยนโดยประมาณ และวิธีที่สองคือ เราโทรไปให้โรงแรมที่เราจอง ถามเค้าว่ามีบัสมารับสถานีไหม ถ้ามีก็นั่งฟรีเลยจ้า เรานั่งฟรีไปลงโรงแรมเพราะเราสอบถามโรงแรมไปล่วงหน้า เลยมีบัสมารับเรา เย้

วิวระหว่างทางคือสวยมาก อากาศวันนี้ 1 องศา เสื้อ4 ชั้นถึงเอาอยู่

ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเราก็เดินทางถึงเมือง Tsuchiyu เรียบร้อยแล้ว อากาศบอกเลยว่าพอมาถึงต้อนรับเราด้วย -1 องศาจ้า

วิวรอบๆเมืองจะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ

ข้อควรระวังคือ ใส่รองเท้าประเภทรองเท้าบูทนะครับ อย่าใส่รองเท้าผ้าใบปกติ เพราะว่าหิมะจะเข้าเท้าและทำให้เท้าเปียก ลองนึกภาพตามนะครับ ถ้าเท้าเปียกในอุณหภูมิติดลบแบบนี้ นรกแน่ๆ

ส่วนนี่เป็นหน้าโรงแรมที่เราจะพักคืนนี้ ชื่อว่า Sensuiso Tsuchiyu Onsen คืนนี้ค่าเสียหายอยู่ที่ 1500 บาทต่อคน คุ้มมากกับหลายๆอย่างที่อยู่ที่นี่

อย่างวิวในห้องรับรองโรงแรมวิวแรกที่เราเข้ามา เจอแบบนี้ โอ้โห รัวกล้องจนเมมเก็บเต็ม

ส่วนนี้เป็นบัตรทานอาหารเช้า อาหารเช้าจะเริ่มตั้งแต่ 7 โมงจนถึง 9.30 โมงเท่านั้น ใครนอนตื่นสายอดนะ และพลาดเลยหละ เพราะตอนเช้านั้น ไม่บอก อ่านต่อเดียวรู้เลย

ในห้องนอนจะเป็น พร้อมกับฮีทเตอร์ ดูพยากรณ์อากาศในมือถือบอกว่าคืนนี้ อากาศจะต่ำสุดที่ -4องศา โอ้ยยยย คุณพระคุณเจ้า

ที่เมืองนี้จะมีของขึ้นชื่อ อารมณ์ประมาณ OTOP บ้านเรา แต่เมืองนี้จะทำตุ๊กตาไม้ โคเคชิ

ใครว่าหมวยไม่มา หมวยมาด้วยนะเว้ย

หนึ่งอย่างที่เราไม่รู้ว่ามันคืออะไร คือขนมของเมืองนี้

เป็นขนมที่เหมือนลูกชิ้นปิ้งบ้านเรา มันเป็นแป้งนุ่มๆเหนียวๆ บอกไม่ถูกครับ อารมณ์ลูกชิ้นปลา แต่มันหนึบกว่าเยอะ อันด้านซ้ายจะออกเค็มๆหวานๆ อันซ้ายแป้งจะจืดๆราดซอสเหมือนซีอิ๋วหวานๆ จากนั้นก็เข้าที่พักหลับฝันดี อิ่มสบายตัว

และเช้าอันสดใส กับวิวที่โคตรอภิมหาอลังการงานสร้าง อยากจะกรี๊ดจนคอแตก โคตรสวยเลยครับคุณผู้อ่าน

อาหารเช้าสไตล์ญี่ปุ่น มีปลาไข่ย่าง ข้าวต้ม ซุป ผักดอก เอ้ย ผักดอง บลาๆ บางอย่างอร่อย และบางอย่างมันไม่คุ้นปาก แต่รวมๆ ผ่าน จริงๆผ่านตั้งแต่วิวละพ่อ โอ้ยคุ้มค่าทุกนาที ดูวิวที่นี่เพลินมากๆ

ดูรวมๆแล้วมีเสน่ห์เหลือเกิน ทำไมมันช่างถ่ายรูปสวยไปหมด

หลังจากทานอาหารเสร็จเราก็มุ่งหน้าสู่สถานที่ถัดไปของเรากัน

จุดหมายวันนี้เราอยู่ที่เมือง Aizu เรานั่งบัสกลับไปที่เมือง Fukushima แล้วนั่งชินคันเซ็นต่อไปที่ Koriyama เดียวเราจะกลับมาเที่ยวเมืองนี้ แต่ขอไปอีกเมืองก่อน เรานั่งรถไฟท้องถิ่นต่อไปยัง Aizu ใช้เวลารวมๆกันแล้วประมาณ 3-4 ชั่วโมง

เป็นเส้นทางรถไฟที่คนไม่มาก วิวสองข้างทางถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ สลับกับภูเขา

หลังจากมาถึงพี่สาวและเพื่อนพี่สาวจะพาเราเที่ยวต่อจากนี้ ลูกของเพื่อนพี่สาวน่ารักมากกกกกก ขาวอย่างกับเจ้าหญิงหิมะ

เพื่อนพี่สาวชื่อพี่มิกิ พูดภาษาอังกฤษได้สบาย เรารอดแล้ว พี่มิกิจะพาเราไปเที่ยวที่หมู่บ้านญี่ปุ่นโบราณ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของเมืองนี้เลย ชื่อหมู่บ้านว่า Ōuchi-juku

พอมาถึงหมู่บ้านต้องพบกับว่า ปิดเกือบหมด (ฮาๆ) ก็เล่นมากันสะหนาวขนาดนี้ ร้านค้าต่างๆจะเปิดในทุกฤดูยกเว้นฤดูหนาว เย้ โชคดีจังเลย ถถถถถถถถถถ

อาหารขึ้นชื่อของหมู่บ้านนี้คือโซบะที่ใช้ต้นหอมตักกิน แต่ปิดจ๊ะ อด

ที่เปิดคือร้านสาเก โฮมเมด เอาวะ พี่ต้องได้สักขวดกลับบ้าน

ได้ขวดนี่กลับบ้านจ้า สาเกหมักจากสตอร์เบอรี่ เทสมาแล้วจิบนึง หวานหอม สะมุน จัดไป 950 เยน สวดยวด

ถ่ายรูปหมูกันสักหน่อย

ไปเจอร้านกาแฟเล็กๆ เลยจัดกาแฟดำมาแก้ง่วงสักหน่อย คุณป้าเค้าแถมขนมเซมเบ้มาให้ด้วย น่ารักจัง

และจุดนี่เป็น Top View ของหมู่บ้านต้องบีนลุยหิมะขึ้นไปเกือบลื่นตกลงมา แต่เพื่อภาพแล้วเราทำได้ สวยเนอะ

หลังจากนั้นเราก็เดินทางกลับเข้าเมือง และพี่มิกิบอกว่าเย็นนี้จะพาเราไปทานอาหารท้องถิ่น นั่นก็คือเนื้อม้า ค่ะ เนื้อม้า ได้ลองกันแล้วหละงานนี้

อย่าถามว่าร้านชื่ออะไรเพราะไม่มีภาษาอังกฤษเลยจ้า หน้าตาทางเข้าเป็นแบบนี้ มีทานุกิตัวใหญ่คอยต้อนรับ

เข้ามาในร้านวิวร้านสวยจัง ดูแบบคึกคัก

เมนูแรกของเราคือ ไส้ไก่ย่างซอสเทอริยากิ ไส้ไก่นุ่มๆมันๆ อารมณ์จริงๆคล้ายหนังไก่เลย แต่มันเละๆหนึบๆกว่าหน่อยนึง อร่อยอยู่นา

ต่อมาเป็นข้าวปั้นหน้าใบชา อันนี้บอกเลยว่าไม่ถูกปากผมอย่างแรง มันมีกลิ่นแปลกๆ ผ่านไป

และแตนแต้น แต๊นนน เนื้อม้า เสริฟพร้อมกับพริกเผ็ดๆจี๊ดๆ และออกเค็มหน่อยๆ รสชาติของเนื้อม้า มันแบบว่าไม่มีกลิ่น ไม่มีรส มันไม่อะไรเลย จืดๆเลย ผิดคาดมาก คิดว่าจะมีกลิ่นแปลกๆ แต่ไม่เลยไม่มีอะไรเลย ออกมันๆอย่างเดียวและไม่เหนียวด้วย เออแปลกดี แต่ถามว่าชอบไม่ ผ่านจ้า หลังจากนั้นเราก็กลับเข้าที่พักนอนหลับ

เช้าอันสดใสวันต่อมาเรามาเดินเล่นชมปราสาทนกกระเรียนขาว ที่มีชื่อว่า Tsurugo-Jo Castle

ข้างในห้ามถ่ายรูปจนถึงชั้นบนสุดครับ ข้างบนสุดจะเป็นจุดชมวิว เห็นวิวรอบๆเมือง มีค่าเข้าอยู่ที่ 410 เยน แนะนำว่าต้องมาเด้อ สวยจริง แม้จะเอารูปมาฝากไม่ได้ ต้องมาด้วยตัวเอง

และจากนั้นเราก็ขับรถมาต่อกันที่ Lake-inawashiro เค้าบอกมาดูหงส์ขาวที่นี่เยอะและสวย แต่

มาถึงมีเป็ดเยอะกว่าหงส์จ้า แต่ก็สวยนะ วิวฉากหลังเป็นภูเขาสูงที่มีหิมะปกคลุม

สวยครับ แนะนำอีกและว่าควรมา เพราะมันสวยจริงๆ

จากนั้นเราก็มุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟเพื่อจะเดินทางกลับไปยังเมือง Koriyama นั่งรถไฟประมาณหนึ่งชั่วโมงก็ถึงเมือง Koriyama แล้วก็เข้าที่พัก

จากนั้นเราก็เที่ยวในเมือง เมือง Koriyama ใหญ่กว่า Fukushima เยอะเลย แต่ผมว่าแถวๆสถานี Fukushima จะสวยกว่า อาจเพราะที่นี่เจริญกว่าหลายๆอย่างเลยมีหน้าตาทันสมัยขึ้นมั้งเลยไม่มีความคลาสสิก (ฮาๆ)

ไปโดนเนื้อย่าง โอ้ยยยยยยอร่อยมาก จานนึงมี 4-5 ชิ้น จารละ 1000 เยน (โคตรแพงเลย) ฮาๆ แต่อร่อยนะ จัดไป 3 จานตัวเบาเลยจ้า

แล้วก็มีปลาทูนาดิบแบบซาซิมิ ปลาผมว่ายังไม่สุด แต่เนื้ออะสุดมาก ทานอาหารเสร็จแล้วก็กลับเข้าที่พักนอนหลับ พรุ่งนี้เราต้องเดินทางกลับไทยแล้ว

หลังจากนั้นตอนเช้าเราก็นั่งรถไฟจาก Koriyama มาลง Tokyo จากนั้นก็นั่งรถไฟต่อไปลงสนามบินนานาชาติ Narita เผื่อจะบินกลับบ้าน จบทริปตัวระเบิดเพียงเท่านี้ ฝากติดตามพวกเราในทริปต่อไปด้วยนะ วันนี้ขอบคุณมากที่มานั่งอ่านกันเด้อออออ

 

บทความที่เพิ่งดู

ดีต่อใจ ใครๆ ก็ไป Fukushima Day 1

Coffee Gourmet ร้านคาเฟ่ ที่คอกาแฟไม่ควรพลาด

ยืนอึ้งไปกับความไม่ธรรมดาของวัด SAZAEDO (แบบนี้ก็มีด้วยหรอ!!…)

FUKUSHIMA in JAPAN : ในวันที่ความฝัน…เป็นจริง

ทุกอารมณ์ในฤดูหนาว WINTER 1 DAY AMAZING FUKUSHIMA!!!

LEAVE A COMMENT

Welovefukushima