Japan การเดินทาง จุดชมวิว จุดถ่ายภาพแลนมาร์ค บทความจาก Blogger รีวิวเที่ยวฟุคุชิมะ สถานที่เที่ยว แผนเที่ยว โบราณสถาน ไฮไลท์ Trips

Fukushima Vibes Part.2 เที่ยวทะเลสาบ Inawashiro ตะลุยสโนว์เฟสติวัลที่ Ouchi-Juku


Notice: Undefined offset: 19186 in /home/welovefukushima.com/www6/wp-content/plugins/wiloke-hermes-shortcodes/shortcodes.php on line 451
Rating Chart

0 average based on 0 ratings

  • Excellent
    0
  • Very Good
    0
  • Average
    0
  • Poor
    0
  • Terrible
    0
CONTRARY TO POPULAR

Let's intro your website here. Ut hendrerit sem ut dolor commodo, at dignissim lectus sagittis. Nam pharetra convallis elit, in mollis diam fermentum pharetra. Praesent risus nibh, aliquam non ornare sed, posuere sit amet neque. Nullam in ipsum nisi.

Visit Website
ฟุคุชิมะ เป็นจังหวัดที่ทำให้เรารู้สึกได้หลากหลายรูปแบบมาก โดยเฉพาะความรู้สึก “ประหลาดใจ” (หรือถ้าพูดเป็นภาษาอังกฤษก็คือ “Surprise”)

เพราะทุกสถานที่ที่เราไป สร้างความประหลาดใจได้ทุกครั้ง จนเรารู้สึกว่า เมื่อก่อนนี้ เราไปอยู่ที่ไหนมา ทำไมเราถึงไม่รู้จักจังหวัดนี้มาก่อนเลย

และความรู้สึกนี้แหล่ะ ที่เป็นเสน่ห์เฉพาะตัว ของจังหวัดฟุคุชิมะ…

 

หลังจากพาร์ทที่แล้ว เราพาไปช๊อปปิ้งกริ๊งเจ็ดสี กับไปตามล่าถ่ายรูปรถไฟสายทาดามิ แบบชิลล์ ๆ กันมาแล้ว คราวนี้เราจะอัพเลเวลความยากขึ้นไปอีก ด้วยการเช่ารถขับเที่ยวฟุคุชิมะ ในช่วงหิมะหนา ๆ นี่แหล่ะ ลองมาดูกันว่าจะไปรอดมั้ย หรือจะเกิดอะไรขึ้น… ติดตามชมกันได้เลยครับ…

 

เช้านี้ เราตื่นขึ้นมาที่เมือง Aizu Wakamatsu พร้อมกับบรรยากาศที่สดใสสุดๆ ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการเที่ยวในวันนี้

 

ภารกิจแรกของวันนี้ก็คือ การไปรับรถที่จองไว้ผ่าน rentalcars เราจะเช่ารถขับเที่ยวทั้งหมด 3 วัน สามารถทำการจองได้ด้วยตัวเองผ่านเวปไซต์ หรือ แอพพลิเคชันของ rentalcars ได้โดยตรง ซึ่งผู้ที่จะขับขี่ต้องมีใบขับขี่สากลด้วย

ครั้งนี้เราเลือกเช่ารถของ Orix เนื่องจากรุ่นของรถ และราคา ตรงกับความต้องการของเรามากที่สุด รุ่นที่เช่าคือ Toyota Roomy ในราคา 3 วัน รวมประกันแล้ว 17,009 เยนเท่านั้น ตอนไปรับรถสามารถใช้เพียง Voucher ในแอพพลิเคชัน ยื่นให้กับเจ้าหน้าที่ได้เลย โดยเราเลือกออฟฟิศ Orix ที่จะเป็นจุดรับ-คืนรถในบริเวณสถานีรถไฟไอสึวากามัตสึ ซึ่งข้ามจากสถานีแล้วเดินตรงมาเพียง 50 เมตร ก็ถึง

พิกัด https://goo.gl/maps/4wFkYoxBf8K2

Website http://www.rentalcars.com

ออฟฟิศ Orix เป็นห้องเล็ก ๆ ตั้งอยู่ริมถนน หาไม่ยากเลย

 

โฉมหน้ารถที่จะตะลุยไปกับเราอีก 3 วัน Toyota roomy ประตูหลังออโตเมติกด้วยนะจ๊ะ นั่งเป็นคุณนายสบาย ๆ เลย สภาพรถดีมาก ๆ ภายในสะอาด ล้อยางเปลี่ยนเป็นล้อสำหรับขับบนหิมะเรียบร้อย

 

ได้รถแล้ว ก็ลุยเลยจ้า…

สิ่งที่เรากังวลมากที่สุดในทริปนี้ก็คือ การขับรถในช่วงฤดูหนาว แต่จากที่เราสอบถามเพื่อนที่ขับรถในทริปนี้ นางบอกว่า “สบาย ๆ” อาจจะเป็นเพราะว่าวันนี้ หิมะไม่เยอะ และถนนไม่ลื่นก็เป็นได้…

 

Inawashiro Lake

และจุดหมายของเราในวันนี้ก็คือ Inawashiro Lake ทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ในญี่ปุ่น ตั้งอยู่ที่จังหวัด Fukushima ใกล้ ๆ กับเทือกเขา Bandai และเป็นทะเลสาบที่ถูกกล่าวขานกันมาว่าเป็น “กระจกแห่งสวรรค์” เพราะถ้ามาเที่ยวในวันที่อากาศเป็นใจ ผิวน้ำที่นี่จะนิ่ง และสะท้อนภาพราวกับเป็นกระจกอีกบานเลยทีเดียว

ทะเลสาบแห่งนี้ เป็นสถานที่ที่เราเกือบจะมองข้ามไป อาจจะเป็นเพราะว่าเราไม่ได้อยากไปดูเป็ดดูหงส์อะไรมากมายขนาดนั้น แต่มันก็มีคำถามผุดขึ้นในใจ ให้นึกสงสัยว่า

“ทะเลสาบใหญ่ขนาดนั้น มันน่าจะมีที่เที่ยวมากกว่านี้สิ….”

คำถามนี้ติดอยู่ในหัวเราพักใหญ่ จนได้ลองค้นหาข้อมูลดู ก็พบว่า มันยังมีสถานที่สวย ๆ แอบซ่อนอยู่เยอะ และถูกใจคนชอบธรรมชาติอย่างเรามาก…

และสถานที่ที่เราจะไปในวันนี้ มีทั้งหมด 4 จุด ดังนี้

 

Shida Beach (Shida-hama)

ประเดิมกันที่แรก ด้วย Shida Beach (Shida-hama) เป็นหาดที่อยู่ทางตะวันออกของทะเลสาบอินะวะชิโระ จุดเด่นของหาดนี้ก็คือ เราสามารถมองเห็นทะเลสาบอินะวะชิโระ, ภูเขาบันได และหงส์ ได้ในภาพเดียวกันเลยนะ รวมถึงบริเวณใกล้เคียง ก็มีที่พัก ร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึกด้วย

การเดินทาง โดยรถไฟ จากสถานี AIZU-WAKAMATSU ขึ้นรถไฟสาย JR Ban-etsu-West Line Rapid for KORIYAMA มาลงที่สถานี INAWASHIRO ใช้เวลาประมาณ 30 นาที แล้วต่อแท็กซี่มาลงที่ Shida Beach (Shida-Hama)

ร่ายมาซะยืดยาว เราไม่แนะนำวิธีนี้นะ เพราะค่าแท็กซี่แพงมาก เพราะฉะนั้น การเช่ารถขับ คือวิธีที่ดีที่สุด

พิกัด https://goo.gl/maps/mAc8s4rPWNu

 

ถ้าดูในกูเกิ้ลแมพ หาดนี้จะอยู่ติดกับสถานี Inawashirokohan เลย หลายๆ คนอาจจะคิดว่า

อุ๊ย..! หาดนี้มาง่ายจะตาย ไม่เห็นต้องเช่ารถเช่าราให้มันวุ่นวายเลย…

แต่ช้าก่อน..! หยุดความคิดเอาไว้ตรงนั้นเลย..! เพราะตอนแรกเราก็คิดเช่นนี้แหล่ะ จนได้มารู้ภายหลังว่า สถานี Inswashirokohan เป็นสถานีร้าง ที่ปิดบริการมาพักใหญ่แล้วจ้า…

 

ขับรถมาจอดได้ที่บริเวณนี้ได้เลยจ้า… วันนี้แดดออก แถมอากาศอุ่นขึ้นเยอะ จนใส่เสื้อหนาวตัวเดียวก็เอาอยู่…

 

จอดรถเสร็จแล้วก็เดินไปหาดกัน เห็นแค่นี้ก็ระทวยแล้ว งามอะไรปานนั้น…

 

อะไรคือการถ่ายป้าย แล้วยังดูงดงามราวกับอยู่สวรรค์ได้ขนาดนี้

 

วินาทีแรกที่เห็นภาพหาดนี้ รู้สึกเป็นบุญตามาก มันสวยจัดหนักจริง ๆ ภูเขาบันได ก็ดูยิ่งใหญ่ตระการตา เสียงเจื้อยแจ้วของน้องเป็ดและน้องหงส์ ทำให้หาดแห่งนี้ดูมีชีวิตชีวามากขึ้นทีเดียว

 

นอกจากนี้ ยังทำให้เราค้นพบว่า น้องเป็ดนางน่ารักมากกว่าที่คิด พอเราเดินไปทางไหน นางก็จะเดินตามต้อย ๆ จนอดไม่ได้ที่จะต้องเอาอาหารมาป้อนให้ ส่วนน้องหงส์นี่จะแอบเกเรไปหน่อย นางจะชอบวิ่งไล่กวด แย่งอาหารกันเองซะงั้น

 

หาดนี้เด็ก ๆ เยอะมาก แถมบริเวณหน้าหาด ก็มีสไลเดอร์หิมะให้เล่นกันด้วย ไอ้เราก็อยากจะไปเล่นด้วย แต่ก็อายเด็ก…

 

มีรูปปั้นหญิงสาวและหงส์สองตัวอยู่ตรงนี้ แต่เราก็ไม่รู้ว่าความหมายของรูปปั้นนี้หรอกนะ รู้แต่ว่าถ่ายรูปออกมาก็ดูสวยดี แฮร่ ๆ….

 

บรรยากาศได้สุด ๆ นี่ฟินแล้วฟินอีก จนไม่รู้จะฟินยังไงแล้ว

 

อย่างที่บอกว่า วันนี้อุณภูมิสูงขึ้นมาก แดดก็ออกจ้า จนใส่เสื้อหนาวตัวเดียวก็เอาอยู่

 

หลังจากที่ถ่ายรูปจนพอใจแล้ว เราก็บึ่งรถไปยังสถานที่ถัดไป

 

Shibuki ice (Shibuki-Gori)

หลายคนอาจจะสงสัยว่า Shibuki ice (Shibuki-Gori) คืออะไร..?

Shibuki-gori ถ้าแปลเป็นภาษาอังกฤษก็คือ “ Ice spray” เป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นที่ทะเลสาบอินะวะชิโระ ในช่วงฤดูหนาวที่เย็นจัด เกิดจากคลื่นที่พัดน้ำทะเลเข้าหาชายฝั่ง รวมถึงต้นไม้ หรือพุ่มไม้ที่อยู่ริมหาด โดยมีลมจากทางตอนใต้ที่มีกำลังค่อนข้างแรงเกื้อหนุน จนเกิดการแข็งตัวเป็นน้ำแข็งรูปร่างแปลกตา ประหนึ่งงานศิลปะชิ้นเอก ที่ครีเอตขึ้นมาโดยธรรมชาติอย่างแท้จริง…

แวนโก๊ะ ก็แวนโก๊ะ เถอะค่า… ?

การเดินทาง โดยรถไฟ จากสถานี AIZU-WAKAMATSU ขึ้นรถไฟสาย JR Ban-etsu-West Line Rapid for KORIYAMA มาลงที่สถานี INAWASHIRO ใช้เวลาประมาณ 30 นาที แล้วต่อแท็กซี่มาลงที่ Tenjihama Public Car Park

เหมือนเดิม เราไม่แนะนำให้นั่งแท็กซี่นะ เช่ารถขับมาดีกว่า…

พิกัด https://goo.gl/maps/uB2AV2GkNGP2

ว่าแล้วก็ออกเดินทางกันเลย

 

ให้มาจอดรถที่ Tenjinhama Public Car Park ได้เลย ลานจอดรถจะอยู่บริเวณหน้าวัด Kobirakataten Mangu

 

หลังจากจอดรถเรียบร้อยแล้ว ให้เดินตามทางเข้าไปในป่าอีกประมาณ 1.1 กิโลเมตร

 

วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า… (แคปชั่นนี้เชยไปรึยังนะ..?)

 

เนื่องด้วยวันนี้ อากาศอุ่นขึ้นอย่างชัดเจน ส่งผลทำให้หิมะที่สะสมอยู่ตามยอดไม้เริ่มละลาย และร่วงหล่นลงมาดัง ตุ้บ ๆๆ อยู่เป็นระยะ ๆ เราเดินไปก็เสียวไป กลัวจะโดนแจ๊คพอตหิมะหล่นลงหัว

 

เห็นระยะทางแค่นี้ แต่ว่าใช้เวลาเดินลำบากพอตัว เพราะว่าจะต้องเดินลุยหิมะเข้าไป นี่ยังดีที่มาช่วงบ่ายแล้ว จึงทำให้มีคนกรุยทางมาก่อนหน้า ทำให้เดินง่ายขึ้นเยอะ

 

เดินผ่านป่าสนมา ก็จะเจอกับภาพแบบนี้

 

เราขอเรียกว่า เวิ้งมหัศจรรย์… ของจริงมันสวยมากนะ  อดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปถ่ายรูป

 

ร่องรอยใครมาทิ้งตัวอยู่ตรงนี้… พูด..!!

 

ใช้เวลาเกือบ 30 นาที ก็เดินมาถึงจุดหมายของเรากันแล้ว

 

ทะเลสาบสวยมาก น้ำใสและนิ่งสุด ๆ เสียดายที่เมฆเยอะไปหน่อย…

 

และนี่คือ ปะติมากรรมน้ำแข็ง พระเอกของเรา

 

จริงๆแล้ว ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การมาชมก็จะเป็นช่วงเช้า เพราะว่าน้ำแข็งจะมีรูปร่างที่สวยงาม และใสราวกลับคริสตัล ถ้าเริ่มสาย ๆ น้ำแข็งจะค่อย ๆ ละลาย และดูขุ่นไปในที่สุด

 

ที่เห็นนี่ น้ำแข็งทั้งนั้นเลยนะ เดินไปลื่นไป กลัวจะถลาลงน้ำมาก…

 

ตรงจุดนี้สามารถเดินไปถ่ายรูปบนนั้นได้ แต่เรากลัวจะหล่นก่อนเดินไปถึงซะก่อน…

 

บรรยากาศชิลล์มาก ถ้าฟ้าเคลียร์ ๆ น่าจะเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตก ที่สวยมาก ๆ จุดหนึ่งแน่ ๆ

 

ชมงานศิลปะจนอิ่มเอมใจแล้ว ก็ได้เวลาอันสมควรที่เราจะไปยังสถานที่ถัดไป เดินป่าเข้ามาทางไหน ก็ต้องเดินกลับทางเดิมซิเนอะ

 

Tenjin Beach (Tenjin-Hama)

หลังจากกลับมาที่ลานจอดรถแล้ว อีกที่ที่เราจะไปก็คือ Tenjin Beach (Tenjin-hama) ซึ่งอยู่ใกล้กันกับที่จอดรถเลย หาดนี้เป็นหาดที่คนญี่ปุ่นมักจะมาทำกินกรรมพักผ่อนหย่อนใจที่นี่กันเยอะ ไม่ว่าจะเป็นพายเรือ หรือว่าเล่นน้ำ และในปี 1925 หาดแห่งนี้ ยังเป็นที่ตั้งของค่ายลูกเสือแห่งแรกในญี่ปุ่นอีกด้วยนะ

การเดินทาง โดยรถไฟ จากสถานี AIZU-WAKAMATSU ขึ้นรถไฟสาย JR Ban-etsu-West Line Rapid for KORIYAMA มาลงที่สถานี INAWASHIRO ใช้เวลาประมาณ 30 นาที แล้วต่อแท็กซี่มาลงที่  Tenjin Beach (Tenjin-Hama)

เช่นเดิม เราไม่แนะนำวิธีนี้ เพราะค่าแท็กซี่แพงหูฉี่แน่นอน แนะนำว่าเช่ารถสะดวกและประหยัดกว่ามาก…

พิกัด https://goo.gl/maps/aFgR3qN9fs72

จากลานจอดรถ Tenjinhama Public Car Park ให้เดินต่อไปอีกไม่เกิน 100 เมตร

 

ในตอนแรก เราบอกกับเพื่อนว่า

“อ่ะ…! ไปถ่ายรูปซักแช๊ะสองแช๊ะ แล้วค่อยกลับละกัน ให้รู้ว่ามาก็พอ…”

ที่เราบอกกับเพื่อนแบบนี้ เพราะด้วยบรรยากาศที่ดูขมุกขมัว ราวกับตะวันจะตกดินในอีกไม่กี่ชั่วโมง จึงกลัวว่าจะไปอีกที่ไม่ทัน แต่…

 

แต่……ดูจากภาพนี้ เราควรใช้เวลาแค่สองสามแช๊ะเหรอเจ้าค๊ะ…

 

มันสวยมาก… ราวกับอยู่ในสวรรค์… เราใช้เวลาอยู่ที่หาดนี้อยู่ซักพักใหญ่ ๆ เลยเชียว ประหลาดใจ และคาดไม่ถึงแบบสุด ๆ

 

หาดนี้จะเป็นหาดที่มีความตื้น บวกกับแรงลมที่พัดมาจากทางใต้ในช่วงฤดูหนาว ทำให้เกิดการจับตัวเป็นน้ำแข็งได้ง่าย และมีความยาวกว่า 1 กิโลเมตรเลยนะ

 

เราสามารถลงไปเดินได้เลย ในตอนแรกก็ไม่ค่อยกล้าเดินเท่าไหร่ แต่เห็นรอยเท้าคนเดินไปก่อนหน้านี้ ก็เลยตามไปด้วย

 

วิวสวย และกว้างสุดลูกหูลูกตาจริง ๆ หาดนี้เรายกให้เป็นหาดที่สวยที่สุดในวันนี้…

 

สวยงามปานภาพวาดขนาดนี้ หน้าหนาวปีถัดไป จงรีบจองตั๋วมาเที่ยวทะเลสาบ Inawashiro โดยพลัน อย่าให้พลาดเลยเชียว…

 

Naga Beach (Naga-Hama)

มากันที่จุดสุดท้าย ถือว่าเป็นสถานที่ฮอตฮิตติดลมบนของทะเลสาบแห่งนี้ ก็คือ Naga Beach (Naka-Hama) เพราะบริเวณนี้ จะคลาคล่ำไปด้วยเป็ดและหงส์หนึ่งร้อยล้านตัว (ก็เวอร์ไป) ที่อพยพหนีหนาวมาจากไซบีเรีย เราสามารถมาถ่ายรูป และให้อาหาร หรือมามโนว่าเป็นเจ้าหญิงดิสนีย์ แล้วร่วมร้องเพลงไปกับสัตว์ได้

การเดินทาง โดยรถไฟ จากสถานี AIZU-WAKAMATSU ขึ้นรถไฟสาย JR Ban-etsu-West Line Rapid for KORIYAMA มาลงที่สถานี INAWASHIRO ใช้เวลาประมาณ 30 นาที

แล้วต่อแท็กซี่มาลงที่ “Naka Beach (Naka-Hama)” ใช้เวลาประมาณ 11 นาที ระยะทาง 7.6 กิโลเมตร

หรือใช้บริการรถบัส ค่าบริการ 450 เยนต่อเที่ยว จากสถานี Inawashiro

พิกัด https://goo.gl/maps/hB4YJ5mzkh92

 

บริเวณนี้ จะอยู่ใกล้ ๆกับท่าเรือ และเรือรูปหงส์นี้ ก็ทำให้หาดแห่งนี้มีความสวยงาม สมบูรณ์มากขึ้นไปอีก

 

ที่จุดนี้ จะมีหงส์และเป็ดเยอะกว่าจุดอื่น แนะนำว่าซื้อขนมปังมาให้อาหารสัตว์เหล่านี้ได้เลย คุณจะกลายเป็นคนเนื้อหอมทันที เพราะเป็ดและหงส์จะเข้ามารุมคุณ ราวกับเป็นซอมบี้รุมกินสมองคนยังไงอย่างงั้น… แต่ก็สนุกดีนะ เป็ดน่ารักมาก ๆ ชอบ…

 

เราใช้เวลาตรงจุดนี้ไม่นาน เพราะว่าใกล้จะค่ำแล้ว กลัวว่าถ้าฟ้ามืด แล้วจะขับรถยาก และถนนอาจจะลื่นได้ ก็เลยต้องจำใจจากลา ทั้ง ๆ ที่ใช้เวลาเพียงนิดเดียวจริง ๆ

 

ทะเลสาบอินะวะชิโระ เป็นทะเลสาบที่เซอร์ไพรส์เราแรงมาก เพราะไม่คาดคิดมาก่อนว่านางจะงดงามได้ถึงขนาดนี้… เปรียบเสมือนสาวแว่นขี้อายในละคร ที่เพียงแค่ถอดแว่น ก็กลายเป็นสาวฮอตขึ้นมาในบัดดล…

และที่เค้าบอกกันมาว่า ที่นี่คือ “ทะเลสาบกระจกสวรรค์” ก็ไม่ได้เป็นคำพูดที่เกินเลยไปแม้แต่น้อย เพราะแต่ละที่ ไม่เรียกว่าสวรรค์ ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้ว

 

Tsuruga Castle Painted Candle Festival

หลังจากที่ตะลอนเที่ยวทะเลสาบอินะวะชิโระกันจนเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวไปตลอดทั้งวันแล้ว โปรแกรมสำหรับวันนี้ยังไม่จบอยู่แค่นั้น เพราะเรายังมีอีกหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญประจำเมือง Aizu Wakamatsu อย่างปราสาท Tsuruga-jo รอเราอยู่ แต่มาคราวนี้จะพิเศษขึ้นอีกหน่อย เพราะว่าเรามาในช่วงที่เค้าจัดงานเทศกาลพอดี

เทศกาล Tsuruga castle Painted Candle Festival เป็นเทศกาลที่จัดเป็นประจำทุกปี โดยในปีนี้ งานจัดขึ้นวันที่ 9-10 ก.พ. 2560 ภายในงาน จะมีการเล่นไฟกับปราสาทซึรุกะ และประดับประดารอบปราสาทด้วยเทียนในรูปแบบต่าง ๆ

การเดินทาง
จากสถานี Aizu Wakamatsu สามารถนั่ง Loop Bus มาลงที่ป้ายTsurugajyo Iriguchi ได้ 2 สาย
– รสบัสสายสีแดง Akabe (วิ่งวนตามเข็มนาฬิกา) ลงที่ป้าย A27
– รสบัสสายสีเขียว Haikara-san (วิ่งวนทวนเข็มนาฬิกา) ลงที่ป้าย H14
พิกัด : https://goo.gl/maps/2h6wA13NZJo
Websitehttp://gokujo-aizu.com/iti/en/e-event

ช่วงที่จัดงานจะเป็นในช่วงกลางคืน ทำให้ขากลับจะไม่มีรถบัสให้บริการ จึงจำเป็นต้องใช้บริการแท็กซี่ หรือว่าจะเดินเอาก็ได้ ระยะทางจากปราสาท Tsuruga ถึงสถานี Aizu Wakamatsu ประมาณ 2.9 กิโลเมตร เดินเพลิน ๆ แวะร้านอาหารไปด้วย ก็ไม่เหนื่อยมากเท่าไหร่นะ (หรา…)

 

บรรยากาศภายในงานผู้คนล้นหลามเอามาก ๆ แต่สิ่งที่หนักกว่าผู้คนก็คือ อากาศที่หนาวสุดขีด นี่เที่ยวฟุคุชิมะมาสามวัน เพิ่งรู้สึกว่าหนาวสุด ๆ ก็วันนี้เอง

 

ลมพัดตึ้ง ๆๆๆๆ… จนหูชาไร้ความรู้สึกไปแล้ว แต่เทียนสวย และบรรยากาศโรแมนติคมาก…

 

ในงานนอกจากจะมีการประดับเทียนอย่างสวยงามแล้ว ก็ยังมีซุ้มร้านอาหาร สำหรับใครที่หิว ก็แวะมาซื้อได้ หรือถ้าใครต้องการความอบอุ่น ก็ซื้อมันเผามาถือเล่นก็ได้นะ

 

ความจริงบรรยากาศภายในงาน จะสวยงาม และคึกคักกว่านี้มาก… แต่ด้วยสกิลการถ่ายรูปตอนกลางคืนเท่าหางอึ่ง จึงเก็บรูปที่ดีที่สุดมาได้เท่านี้เอง… แฮร่ ?

 

หลังจากที่ยืนตัวสั่นท่ามกลางแสงเทียน จนร่างกายเริ่มที่จะโหยหาเตียงนอน ก็ได้เวลาอันสมควร ที่จะต้องกลับแล้ว ในวันพรุ่งนี้ เราจะพาไปเที่ยวอีกหนึ่งเทศกาลหิมะ ที่ทำเอาความหนาวของงานที่นี่ กลายเป็นเด็กอนุบาลหมีน้อยไปเลย…

 

เช้าวันที่ 4 วันนี้เราจะออกนอกเมืองไอสึวากามัตสึ ไปยังหมู่บ้านโบราณ Ouchi-Juku กัน ซึ่งเราจะพักค้างคืนที่หมู่บ้านนี้ 1 คืน ช่วงวันที่เราไปถึง เป็นวันสุดท้ายของเทศกาล Snow Festival ซึ่งปีนี้จัดขึ้นวันที่ 10-11 กุมภาพันธ์ 2561

จริง ๆ ก็แอบเสียใจที่ไม่ได้ไปค้างวันแรกนะ เพราะงานวันแรกจะมีการจุดพุลอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา ซึ่งถือว่าเป็นไฮไลท์ ของงานนี้เลย แต่เนื่องจากที่พักภายในหมู่บ้านเต็ม เราจึงเลือกวันสุดท้ายของงานแทน ซึ่งเราก็คิดว่า… เราตัดสินใจไม่ผิด…

แต่ก่อนที่จะไปหมู่บ้านโบราณ Ouchi-Juku เราขอแวะเที่ยวที่ Tono-Hetsuri กันก่อน เราเคยมาเมื่อฤดูร้อนที่ปีแล้ว (2560) หน้าผาแห่งนี้จะเต็มไปด้วยสีเขียวของใบไม้ เราก็อยากจะเห็นว่า ถ้าหิมะตกแล้วหน้าตาจะเป็นเช่นไรกันนะ…

 

Tono-Hetsuri

To-No-Hetsuri (โทโนะ เฮทซึริ) คำว่า Hetsuri คือภาษาท้องถิ่น ที่มีความหมายว่า พื้นลาดชันของหน้าผาที่เลียบขนานไปกับแม่น้ำ

สถานที่แห่งนี้ คือจุดชมวิวที่ถูกสร้างสรรค์โดยธรรมชาติ ลักษณะเป็นหน้าผาสูง ที่มีแม่น้ำไหลผ่าน เกิดจากการทับถมของหินภูเขาไฟกว่า 28 ล้านปี โดยมีแม่น้ำ ลม และฝน ที่ต่างช่วยกัน เซาะ กัด กร่อน จนเกิดเป็นร่องหินที่สวยงามอย่างที่เห็น เรียกว่า ธรรมชาติออกแบบมาดีสุด ๆ

วิธีเดินทาง จากสถานี Aizu-Wakamatsu นั่งรถไฟ Aizu Railway  for AIZUTAJIMA มาลงที่สถานี Tonohetsuri (ใช้เวลาประมาณ 40 นาที)  หลังจากนั้นเดินต่อไปอีกประมาณ 500 เมตร

พิกัด https://goo.gl/maps/PyTG4qRMFjA2

 

น่าเสียดายที่ทางอุทยานได้ปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวลงไปบริเวณสะพาน เพราะว่าหิมะตกหนักมาก เกรงว่าจะเกิดอันตราย เราเลยทำได้แค่ถ่ายรูปจากจุดชมวิวข้างบนได้อย่างเดียว

 

วันนี้กะว่าจะมาเจอหิมะเต็มที่ แต่กลับได้เจอฝนแทน… เปียกมะล่อกมะแล่กเป็นลูกหมาตกน้ำเลย

 

หลังจากผิดหวังจากการไม่ได้ลงไปยังสะพานเพื่อข้ามไปอีกฝั่ง เพราะเหตุผลด้านความปลอดภัย เราจึงกลับสู่โหมดเดิม คือขับรถไปสู่เป้าหมายหลักของเราที่ โออุจิ-จูคุ ตลอดทางที่ขับรถมา จากสายฝน ก็แปรเปลี่ยนไปเป็นหิมะ ที่ตกลงมาอย่างไม่ขาดสายแทน

Ouchi-Juku Snow Festival

สำหรับเทศกาล Ouchi-Juku Snow Festival จะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยในปีนี้จัดขึ้นในวันที่ 10-11 ก.พ. 2561 และก่อนที่จะไปชมเทศกาลนั้น เรามาทำความรู้จักหมู่บ้านโบราณแห่งนี้กันก่อนดีกว่า

ย้อนอดีตไปในสมัยเอโดะ เมื่อหลายร้อยปีก่อน เดิมทีหมู่บ้านโบราณแห่งนี้เป็นสถานที่ที่นิยมเกินหน้าเกินตากว่าหมู่บ้านใด ๆ เนื่องจากตั้งอยู่ในเส้นทางการค้า Aizu-Nishi Kaido ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างเมือง Aizu กับ Nikko ที่นี่มีทั้งที่พัก ร้านอาหาร และความบันเทิง เพื่อรองรับเหล่าโชกุน ขุนนาง พ่อค้า รวมถึงผู้คนที่สัญจรไปมา ที่ต้องการพักแรมระหว่างเดินทาง
แต่แล้ววันนึง หมู่บ้านนี้ก็ได้พบกับฝันร้าย เพราะว่ามีเส้นทางการเดินทางใหม่ ที่สะดวกสบายกว่ากำเนิดขึ้น ผู้คนต่างแห่แหนไปใช้เส้นทางใหม่กันหมด ทำให้จำนวนผู้คนที่ใช้บริการลดลง จนหมู่บ้านนี้เสื่อมความนิยมลงอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบันนี้ หมู่บ้านแห่งนี้กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง เพราะว่าได้เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์ โดยในปี พ.ศ. 2545 หมู่บ้าน Ouchi-juku ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์สิ่งปลูกสร้างอันทรงคุณค่าแห่งชาติ และทำการบูรณะใหม่ โดยที่ยังคงรูปแบบดั้งเดิมอันเป็นเอกลักษณ์ของหมู่บ้านนี้ ทำให้ปัจจุบันนี้ มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมหมู่บ้านนี้กันอย่างไม่ขาดสาย หัวกะไดไม่เคยแห้ง กว่า 1.2 ล้านคน ต่อปี

วิธีเดินทางโดยรถไฟ

จากสถานี Aizu-Wakamatsu
นั่งรถไฟสาย Auzu Railway for AIZUTAJIMA มาลงที่สถานี Yunokami Onsen
หลังจากนั้นให้ต่อแท๊กซี่ อีกประมาณ 15 นาที
หรือใช้บริการรถบัส ค่ารถแบบไปกลับ 1000 เยน ( มีให้บริการเฉพาะเดือน เมษายน – พฤศจิกายน)

*สำหรับช่วงเทศกาลหิมะ จะมีบริการรถบัสรับส่งจากสถานี  Yunokami Onsen

จากสถานี Yunokami Onsen
เมื่อเดินออกจากสถานี จะมีป้ายบอกประเภทการให้บริการ
ทางขวามือจะเป็นบริการแท็กซี่ ส่วนทางซ้ายมือจะเป็นรถบัส ค่ารถแบบไปกลับ 1000 เยน

พิกัด https://goo.gl/maps/yemR9jxxago

 

ส่วนเราใช้วิธีขับรถมา บอกตามตรงว่าค่อนข้างกลัวนิดๆ ไม่รู้ว่าหิมะตกขนาดนี้ จะขับไปได้มั๊ย หลังจากที่ถามคนขับรถแล้ว นางบอกว่า… “สบาย ๆ” เหมือนเดิม…

 

หิมะตกตลอดทาง พอขับรถใกล้จะถึงหมู่บ้าน รถก็เริ่มติดทันที…

 

เมื่อถึงจุดหมาย เจ้าหน้าที่โบกให้รถเราเข้าไปจอดยังลานจอดรถ โดยเสียค่าจอดรถคันละ 400 เยน เราต้องเดินลุยพายุหิมะย่อม ๆ ไปตามทางขึ้นเขาอีกประมาณ 200 เมตร จะเจอกับทางเข้าหมู่บ้าน

 

เมื่อเดินเข้ามาภายในหมู่บ้านแล้ว สิ่งแรกที่รู้สึกได้คือ ความขาว เนื่องจากหิมะปกคลุมไปทั่วทุกทิศทาง แต่มันกลับเป็นความรู้สึกประทับใจอย่างบอกไม่ถูก ภายในหมู่บ้านช่างดูสนุกสนาน ด้วยความที่ผู้คนที่มาท่องเที่ยวค่อนข้างหนาตา แต่บรรยากาศของสถานที่กลับดึงดูดให้เรารู้สึกตื่นเต้น มีความสุขอยู่ตลอดเวลา

 

บ้านแบบโบราณที่หลังคาปกคลุมไปด้วยหิมะหนา เรียงราย 2 ข้างทางเป็นแนวยาว ตลอดทางเดินมี รูปปั้นหิมะ ที่ถูกบรรจงสร้างสรรค์ให้เป็นรูปร่างต่าง ๆ มากมาย ร้านรวงขายของฝาก ของที่ระลึก ขนมขบเคี้ยว อาหารทานเล่น ทุกอย่างช่างดูน่าสนใจ ถึงแม้ว่าหิมะจะตกค่อนข้างหนัก ก็ไม่มีใครใส่ใจกับมันเท่าไหร่ เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันน่าสนใจกว่าเยอะ

เดินชมไปเรื่อย ๆ ก็เจอที่พักของเราคืนนี้ ตั้งเด่นเป็นสง่า ขอเดินชมให้ทั่วหมู่บ้านก่อนนะ แล้วเย็น ๆ ค่อยเจอกัน

 

เด็กน้อยก็ไม่หวั่น สนุกสนานกับการเล่นหิมะ

 

ส่วนผู้ใหญ่ก็ไม่ยอมน้อยหน้า ช๊อปปิ้งกันอย่างสนุกสนานเช่นกัน

 

มาเฟียประจำหมู่บ้าน…

 

แกงค์จิ๊กโก๋แซวสาว สามแยกปากหมาน…

 

หรือจะไฟว์…

 

อย่าทะเลาะกันเลยจ่ะพี่จ๋า…

 

ผู้คนภายในงานค่อนข้างจะหนาตา แต่เราไม่ได้รู้สึกว่ามันเยอะแยะอะไรมากมาย ตรงกันข้าม กลับทำให้หมู่บ้านนี้ดูคึกคักสมกับชื่องานซะอีก

 

มาถึงที่แล้ว ก็ต้องเดินขึ้นไปจุดชมวิว ไฮไลต์ของหมู่บ้านกันหน่อย แต่ทางเดินขึ้นค่อนข้างลำบาก เนื่องจากหิมะที่ละลายเริ่มจับตัวเป็นน้ำแข็ง ทำให้เดินยากมาก จนเราถึงกับอุทานขึ้นมาว่า #นี่บันไดหรือสไลเดอร์สวนสยาม

 

ขึ้นมาแล้วก็ต้องร้องว้าว..! มันสวยมาก…

 

มุมนี้ มองเห็นได้ทั้งหมู่บ้านเลย สวยกว่าตอนหน้าร้อนหลายร้อยเท่า…

 

ส่วนขาลงสภาพก็จะเป็นเช่นนี้แล นี่ล้มก้นจ้ำเบ้าไปหนึ่งที หายซ่าส์ไปเยอะ… ยังไงถ้าจะมาเที่ยวช่วงหน้าหนาว เตรียมรองเท้ากันมาดี ๆ นะ สำคัญมาก…

 

ภายในงาน มีการแข่งขันกินโซบะด้วยความเร็วกันด้วย นักท่องเที่ยวต่างชาติก็มีลงแข่งเพื่อความสนุกสนาน เราอยากลงแข่งมาก แต่ไม่มีให้แข่งในรอบถัดไปซะงั้น กะว่าจะประหยัดมื้อเที่ยงซักหน่อย

 

 

รวมถึงการประกวดแต่งกายแฟนซี ตลอดงานจะเห็นผู้เข้าแข่งขันพากันเดินโชว์ตัวไปรอบ ๆ ภายในหมู่บ้าน ให้นักท่องเที่ยวได้ยลโฉมพร้อมถ่ายรูป

 

เด็กน้อยก็ร่วมสนุกด้วย น่ารักเชียวว

 

มาถึงพระเอกประจำงานสำหรับเรา การแต่งตัวอาจจะไม่โดดเด้งเท่ากับผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ชนะคนอื่นขาดลอยก็คือ

 

นางเดินเท้าเปล่าค่ะคุณผู้โช้มมม… แค่เราถอดถุงมือยังทนแทบไม่ได้ นี่เดินแบบไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยซักนิด…

เต๊ะท่ากับมาสคอตประจำงานเทศกาล…

 

ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง ก็เดินชมภายในงานจนทั่วหมู่บ้านแล้ว เริ่มรู้สึกท้องร้องละ มาถึงถิ่นยังไงต้องลองเมนูขึ้นชื่อกันซักหน่อย

เนกิโซบะ (Negi Soba) เป็นเมนูขึ้นชื่อของหมู่บ้านโออุจิจูคุ เอกลักษณ์คือ การใช้ต้นหอมญี่ปุ่น ต้นใหญ่ ๆ ในการทาน เมนูนี้จะเป็นโซบะน้ำซุปใส ๆ โรยหน้าด้วยปลาแห้ง เสิร์ฟมาพร้อมต้นหอม ไว้สำหรับตักเส้นโซบะทาน ออกจะทานยากอยู่ซักหน่อย แต่ก็สนุกดี ได้ลองอะไรใหม่ ๆ ระหว่างทาน เราสามารถกัดต้นหอมทานไปพร้อมโซบะได้ด้วย หรือถ้าใครไม่ชอบแบบดิบ ๆ ในร้านมีเตาให้นำต้นหอมไปย่างได้อีกด้วย จานนี้ราคาประมาณ 1,000 เยน

 

ส่วนจานนี้เป็นซารุโซบะ หรือบะหมี่เย็นที่เรา ๆ คุ้นเคย จานนี้รสชาติค่อนข้างอร่อยเลยทีเดียว

 

เหลืออีกที่ที่ยังไม่ได้ไป นั่นก็คือ ศาลเจ้า Takakura คราวที่แล้วเราไม่ได้ไป เพราะว่าเวลาไม่เอื้ออำนวย มาคราวนี้มีหรือจะพลาด…

ศาลเจ้า ทาคาคุระ (Takakura) เป็นศาลเจ้าประจำหมู่บ้าน สังเกตง่าย ๆ จะมีเสาโทริอิ ตั้งอยู่ช่วงกลางของหมู่บ้าน หลังจากนั้นต้องเดินไปอีกประมาณ 400 เมตร ถึงจะเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าจริง ๆ

พิกัด https://goo.gl/maps/5Jhx92TvwBU2

 

พอตัดสินใจที่จะไปเท่านั้นแหล่ะ พายุหิมะก็มาจากไหนไม่รู้

 

หิมะโหมกระหน่ำลงมาแบบไม่เกรงใจคนไทยเมืองร้อนอย่างเราเลย… พี่จ๋า.. ปราณีฉันบ้าง…

แต่เรื่องแค่นี้มีหรือเราจะย่อท้อ… ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรหรอกนะ แต่เป็นเพราะว่ากลับตัวไม่ได้แล้วต่างหาก ได้แต่ยอมรับชะตากรรม เดินก้มหน้างุด ๆ ฝ่าพายุหิมะที่พัดมาจากทุกทิศทาง เข้าหน้า เข้าตา เข้าปาก เข้าจมูก จนต้องเอามือมาปิดกันพัลวัน…

 

ในที่สุดก็เดินมาถึงจนได้ ภายในเงียบมาก ราวกับอยู่คนละโลก แถมไม่มีใครเดินมาที่นี่เลย อาจจะพากันหลบพายุหิมะอยู่ในร้านค้าต่าง ๆ ก็เป็นได้ มีเพียงกลุ่มเราที่เพี้ยน เดินฝ่าพายุมาเพียงกลุ่มเดียว…

 

อยากจะบอกว่า ที่นี่สวยมาก… ถ้ามาเที่ยว โออุจิ-จูคุ ก็อย่าลืมแวะมานะ เราว่าที่นี่คือจุดที่หลาย ๆ คนมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย…

 

เราแอบมาหลบพายุหิมะอยู่ในนี้ มองออกไปทางหมู่บ้าน แทบจะไม่เห็นอะไรเลย…

 

ต้นสนที่นี่ต้นใหญ่และสูงมาก ช่วยบรรเทาความรุนแรงของหิมะไปได้เยอะเลย

 

เราเดินชมได้เพียงด้านหน้าศาลเจ้าเท่านั้น เพราะทางเดินอื่น ๆ หิมะทับถมหนาปิดกั้นทางเดินจนหมด บวกกับพายุหิมะ ที่พัดเอาลมหนาว กับหิมะมาปะทะตัว กับหน้าอยู่ตลอดเวลา เลยตัดสินใจว่า…กลับกันเถอะ

 

พอเดินกลับเข้ามาถึงตัวหมู่บ้านเท่านั้นแหละ พายุหิมะก็เบาลงซะงั้น… โถ..ดั่งนรกชังหรือสวรรค์แกล้ง…

แวะชิมมิโสะดังโงะร้อน ๆ ซักไม้ แก้หนาว อร่อยฟินลื้ม…

 

คนขายร้านนี้หน้าตาคุ้นๆ นะ ว่ามั๊ย..?

 

หลังจากที่ตะลุยหิมะ จนกลายเป็นผู้ประสบภัยหนาวแล้ว ก็ได้เวลาเข้าที่พักกัน เราเลือกที่จะพักในหมู่บ้าน โออุจิ-จูคุ เลย สาเหตุก็เพราะว่า…

เราเข็ด..!!

เราเข็ดจากการไปเที่ยวงานเทศกาลหิมะที่ Shirakawa-go ที่ต้องแย่งกันจอดรถ แย่งกันกิน แย่งกันใช้ และแย่งกันถ่ายรูป จนทำเอาเราเซ็งไปเยอะทีเดียว… เราเลยตั้งปณิธานไว้ว่า ถ้าจะไปเที่ยวงานเทศกาล ฉันจะต้องนอนในงานเท่านั้น…!! จะได้ไม่ต้องพะวงเรื่องการไป-กลับ สามารถเดินชิลล์ ๆ ได้แบบสโลว์ไลฟ์ ตื่นเช้ามาก็มาถ่ายรูปเดี่ยวสวย ๆ ก่อนที่คนจะแห่มา

และที่พักของเราในคืนนี้ ก็คือ Honke Ougiya

เกสท์เฮ้าส์หลังนี้ เป็นบ้านคนจริง ๆ มีห้องพักทั้งหมด 7 ห้อง ห้องสุขา และห้องอาบน้ำรวม เจ้าของพักคือคุณป้าอารมณ์ดี ที่อาศัยอยู่ภายในด้วย และเป็นคนทำอาหาร มื้อเย็น และมื้อเช้าให้ผู้ที่เข้าพักรับประทาน โดยคิดราคาเป็นรายหัว คนละ 8,500 เยน รวมอาหาร 2 มื้อ

พิกัด : https://goo.gl/maps/jjCNkz22uUS2

Websitehttp://honke-ougiya.com/

 

มาดูบรรยากาศภายห้องพักกันดีกว่า เนื่องจากเรามากัน 3 คน เจ้าของเลยให้ห้องพักเรา 2 ห้อง เป็นห้องใหญ่ที่อยู่ติดกัน มีประตูลานเลื่อนเปิดเชื่อมกันได้เลย ภายในมีฮีตเตอร์ โต๊ะรับแขกที่มีฮีตเตอร์อยู่ภายใน

 

ชุดยูกาตะสำหรับใส่นอนวางเตรียมไว้ให้ มีแบบเดียว ใส่เหมือนกันทั้งหญิง และชาย

 

ภายในห้องอาบน้ำ มีเพียงห้องเดียว เวลาใช้สามารถล็อกประตูห้องได้

 

เวลาทานอาหารเย็นคือ 18.00 น. เดินมาที่ห้องโถงกลางบ้าน โต๊ะอาหารก็ตั้งเตรียมรอไว้พร้อมแล้ว

เมนูปลาย่างขึ้นชื่อ ซึ่งเป็นปลาท้องถิ่น ตากแห้ง แล้วน้ำมาย่าง

 

อีกหนึ่งเมนูขึ้นชื่อของจังหวัดฟุคุชิมะ…..ซาชิมิเนื้อม้า!!! เนื้อแดง ๆ แช่มาเย็น ๆ หวานสด ไม่มีกลิ่นคาวเลย จิ้มกับมิโสะหวาน และโชยุ โอ๊ยยย…ฟินนน!

 

ชาบูเนื้อปลาก็มา เราลองเอาเนื้อม้ามาลวกดู แล้วก็พบว่า กินสดๆ อร่อยกว่าเยอะ

 

ระหว่างที่ใกล้จะอิ่ม คุณป้าเจ้าของก็หอบกะละมังใบใหญ่ ที่บรรจุหอยนางรมตัวเท่าฝ่ามือมา มานั่งปิ้งที่เตากลางบ้าน ให้แขกที่มาพักได้ทานเพิ่มเติม นอกเหนือจากเมนูไคเซกิที่เตรียมไว้แล้ว ช่างน่ารักจริง ๆ

 

หลังจากที่ทานอิ่มจนจุกแล้ว ก็ได้เวลาของความหฤหรรษ์ นั่นก็คือ “การตั้งวงก๊งเหล้า” โดยมีคุณป้าเจ้าของบ้านเป็นหัวเรือใหญ่ และมีคุณลุงคอยรินเหล้าให้แบบไม่ต้องร้องขอ ส่วนเราก็ดื่มนิดหน่อย พอมึน ๆ จนเรานึกถึงคำที่เค้าบอกกันมาว่า “ดื่มเหล้าเพื่อเข้าสังคม” มันก็คงจะจริงอย่างที่เค้าว่า เพราะขนาดเราฟังเค้าพูดไม่รู้เรื่อง เราก็ยังไปนั่งหน้าสลอนอยู่ในวงนั้นหน้าตาเฉย…

แถมสนุกซะด้วยซิ…!!

 

ถ้วยนี้เป็นสาเกที่คุณป้าหมักเอง แรงดีทีเดียว จิบเดียวก็วาบบบบไปถึงท้อง ใครอยากรู้ต้องไปลองเลยนะ

 

หลังจากก๊งเหล้าอยู่นาน เราก็ขอออกมาทำภารกิจสุดท้ายในวันนี้ คือการออกไปเดินเล่นในหมู่บ้านโออุจิ-จูคุ ยามค่ำคืน

 

ใครจะคิดว่า การมาเดินเล่นยามค่ำคืนที่หมู่บ้านนี้ จะเป็นการกระทำที่อุกอาจ เพราะมันหนาวมาก… หนาวจนฟันกระทบกันเป็นจังหวะสามช่าเลยคุณขา… นี่ล่ะน๊า… อยู่ในบ้านอุ่น ๆ ดี ๆ ไม่ชอบ ต้องออกมาทรมานตัวเองเล่น…

 

แถมผู้คนก็ไม่มีให้เห็น เราแทบจะเป็นสิ่งมีชีวิตกลุ่มเดียวที่เดินเที่ยวอยู่ในนี้…

 

ตอนที่เดินไปที่จุดชมวิวนี่ ก็รู้สึกงงตัวเองเหมือนกัน มืดก็มืด กลัวผีก็กลัว แถมหนาวจนจะแข็งตายอยู่แล้ว ลมก็พัดอู้ ๆ เสียงดังน่ากลัวมาก หันไปหาเพื่อนร่วมทริปก็ตกใจ นางสองคนยืนกอดกันค่า… สงสัยจะกลัวมาก เลยกอดกันกลมแบบไม่กลัวฟ้าผ่าขนาดนั้น… สงสารก็สงสาร แต่ขอมาถ่ายรูปวิวตอนกลางคืนซักครั้งในชีวิตเหอะนะ…

ถึงรูปจะออกมาไม่เพอร์เฟ็ค แต่ก็คุ้มค่าที่เสี่ยงชีวิตไปถ่ายมาเหมือนกันเนอะ ว่ามั๊ย..?

 

ฟุคุชิมะ ยังคงหว่านเสน่ห์ออกมาอย่างต่อเนื่อง แถมยังสร้างความประหลาดใจให้เรามากขึ้นกว่าเดิมซะอีก เพราะไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า จะมีแหล่งท่องเที่ยวชั้นดี เยอะแยะมากมายขนาดนี้ ทุกที่ที่เราไป ไม่เคยผิดหวังเลยซักนิดเดียว จนตอนนี้พูดได้เต็มปากเต็มคำเลยว่า ฟุคุชิมะ เป็นเมืองที่เรารัก มากที่สุดในญี่ปุ่น อย่างไร้ข้อกังขา

แล้วพบกันใหม่ ในพาร์ทที่ 3 ซึ่งเป็นพาร์ทสุดท้ายครับ

 

ติดตามพาร์ทอื่น ๆ จิ้มลิงค์ข้างล่างนี่ได้เลยครับ

Fukushima Vibes Part 1 https://goo.gl/NVyvkH

Fukushima Vibes Part 2 https://goo.gl/kN7Ug5

Fukushima Vibes Part 3 https://goo.gl/iXic5A

Hotel

Restaurant

Food

Tips

Shopping

Trips

dessert

photograph

บทความที่เพิ่งดู

เตรียมท้องให้ว่าง! แล้วไปลุย Ramen Misoden Yatsuyamada

พาไปหน้าบานยิ้มแฉ่งสู้ดอกทานตะวันกันที่ Nunobiki Plateau Wind Farm

ระเบิดพลังพลุดอกไม้ไฟกันที่ Iizaka Kouta Nagashi Odori Festival

เปิดวาร์ปชมต้นเนิดของปลาแซลมอนที่ฟาร์ม Hayashi Trout Farm

ตามล่าสัตว์โลกน่ารักกับโดนัทใน “Floresta café” (フロレスタ会津若松店)

LEAVE A COMMENT

Welovefukushima