งานเทศกาล บทความจาก Blogger รีวิวเที่ยวฟุคุชิมะ สถานที่เที่ยว แผนเที่ยว Trips

Fukushima autumn in my eyes

Rating Chart

0 average based on 0 ratings

  • Excellent
    0
  • Very Good
    0
  • Average
    0
  • Poor
    0
  • Terrible
    0
ใครที่เคยไปญี่ปุ่นมาแล้วก็ต้องหลงรักประเทศนี้กันทั้งนั้น นอกจากจะมีวัฒนธรรมและธรรมชาติที่สวยงามแล้วคนญี่ปุ่นยังน่ารักมาก ๆ ไปแล้วก็อยากกลับไปอีกเพราะได้รับการต้อนรับที่ดีจากเจ้าบ้าน

โอกินาว่า คาวากูจิโกะ ซัปโปโร โตเกียว นารา โอซาก้า ล้วนแต่เป็นชื่อที่เราได้ยินกันบ่อย ๆ ใคร ๆ ก็รู้จัก คล้าย ๆ เป็น พระเอก นางเอก ตัวอิจฉาและเพื่อนสนิทพระเอก ที่ใครก็ต้องรู้จัก มาก่อนอยู่แล้ว

แล้วมีใครรู้จัก “ฟุคุชิมะ” บ้าง

ฟุคุชิมะเป็นจังหวัดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในภูมิภาคโทโฮคุ หรือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่นนี่แหละ

ด้วยความที่อาจจะเป็นเพราะเป็นจังหวัดที่ยังไม่ค่อยชินหูเลยคนเลยยังไม่รู้ว่าที่นี่มีอะไร ที่มันเจ๋งมันคูลและมันน่าไปมากกกก อาจจะคล้าย ๆ เป็น ผู้ติดตามคนขับรถในหนังสักเรื่อง แต่ก็นั่นแหละ เป็นเพียงตัวประกอบแต่ในอนาคตจะเป็นดาราดังกิ๊บเก๋จิบไวน์ก็ได้

 

ใครไม่ลองมานี่จะบอกว่าพลาดมากกกก เพราะที่ฟุคุชิมะมีขุมทรัพย์! ไม่ใช่เงินทอง แต่มันคือขุมทรัพย์ทางธรรมชาติที่สวยงามมากมากมากมากกกกกกก และยังเป็นจังหวัดที่ทำเกษตรกรรมด้วย

พอเราได้ลองไปแล้วก็รู้สึกว่า นี่เราไปอยู่ไหนมา ทำไมเราเพิ่งได้มาเจอกันนะ เราควรมาเจอกันตั้งนานแล้ว

ใครสายธรรมชาติห้ามพลาดที่นี่เลยนะ ที่ท่องเที่ยวเยอะมากจริงๆ มีความประทับใจเต็มไปหมด

มาเถอะ มาเที่ยวฟุคุชิมะกัน

มากับแฟนหรือกับเพื่อนหรือจะฉายเดี่ยวคนเดียวก็ยังโอเคเสมอ

 

แพลนทริปของเราและผองเพื่อน

Day 1 : Fukushima – Azuma Sport Park

Day 2 : Tadami River Bridge – Enzoji Temple

Day 3 : Lake Inawashiro – Goshikinuma Ponds

Day 4 : Samurai Residence – Oyakuen Garden – Tsuruga Castle

Day 5 : To-no-Hetsuri – Ouchijuku – Yunokami onsen station

Day 6 : Koriyama – Hayama Park – Of the 21st Century Memorial Park Hayama Mori – Asakakunitsuko Shrine – Zendo-ji Temple – Nyoho-ji Temple

Day 7 : Look around Koriyama

มา! มาเริ่มกันที่วันแรก

 

Day 1 : Fukushima – Azuma Sport Park

 

วันแรกเราแลนดิ้งเท้าแตะพื้นสนามบินนาริตะได้อย่างสวยงามในเวลาแปดโมงเช้า ผ่านตม.ก็ไปแลกตั๋วรถไฟ JR East Pass Tohoku Area ที่เคาน์เตอร์ JR Pass สีเขียวในสนามบินนาริตะ

จะได้พาสหน้าตาแบบนี้ ใช้ได้ 5 วัน ไม่ต้องใช้ติดต่อกันก็ได้ แต่พาสมีอายุ 14 วัน ใครไปเที่ยวญี่ปุ่นก็แนะนำให้ใช้พาสแบบนี้นะเพราะประหยัดมาก ๆ ใช้ได้เฉพาะชาวต่างชาติอย่างเรา ๆ เท่านั้น

ราคา : ถ้าซื้อในประเทศญี่ปุ่น ราคา 20,000 เยน แต่ถ้าซื้อนอกประเทศญี่ปุ่นราคา 19,000 เยน (ซื้อกับตัวแทนขายต่างๆ มีหลายตัวแทนเสิร์ชกูเกิ้ลหาได้เลย)

พาสนี้รวมรถไฟของ JR รถไฟ express จากสนามบินเข้าโตเกียว รถไฟ Shinkansen รถไฟในพื้นที่ของภูมิภาค จะขึ้นกี่รอบกี่เที่ยวก็ได้

การใช้งาน : โชว์พาสให้นายสถานีดูได้เลย นายสถานีก็จะปั้มวันที่ที่ช่องด้านหลังของพาส

เรานั่ง Narita express ไปเปลี่ยนรถไฟที่สถานีโตเกียว และนั่ง Shinkansen จากโตเกียวไปฟุคุชิมะ

นั่งมองทิวทัศน์ข้างทางไปเพลิน ๆ

แป๊บๆ ถึงฟุคุชิมะละ มาถึงเราก็ไปฝากกระเป๋าไว้กับโรงแรมที่เราพักซึ่งออกจากสถานีรถไฟฟุคุชิมะมาทาง west exit ก็จะเจอโรงแรมเลย สะดวกมาก โรงแรมที่เราพักคืนนี้ชื่อ APA HOTEL FUKUSHIMA EKIMAE สะดวกสบายมีทุกอย่างครบเลยแต่ห้องก็เล็กตามประสาโรงแรมของญี่ปุ่นแหละเนอะ ราคาไม่แพง พันเก้าร้อยกว่าบาท

หลังจากไปฝากกระเป๋าที่โรงแรมแล้ว เราก็แวะทานอาหารกันที่นี่ อยู่ตรงข้ามกับสถานีรถไฟเลย ใกล้ๆ โรงแรมที่พักนั่นแหละ เป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตเล็กๆ ที่ค่อนข้างกว้าง (เอ๊ะ ยังไง) ของกินเยอะแยะเลย อร่อยด้วย

หลังจากที่กินข้าวเรียบร้อยแล้วเราก็โบกแท็กซี่ไปที่ Azuma sport park ซึ่งลุงแท็กซี่ก็งง ประมาณว่าพวกแกจะไปทำไมกันจ๊ะ มันมีอะไรให้พวกแกดูกัน เพราะที่นั่นเป็นศูนย์ออกกำลังกายเป็นยิมอะไรแบบนั้น ซึ่งจุดประสงค์ของเราที่อยากจะไปคือไปดูต้นแปะก๊วยสีเหลืองอร่าม แต่…

พ่ามมมม แปะก๊วยยังไม่เหลืองง๊าาาาา

 

 

เจอแต่ต้นไม้ที่ยังไม่ค่อยเปลี่ยนสีจ้าาาา มิชชั่นแรกเฟลมาก ร้องไห้


อีกความตั้งใจคือจะไปสวนฮานามิยามะด้วย ที่จริงสวนนี้จะดังและเป็นที่เที่ยวช่วงฤดูใบไม้ผลิ แต่เราอยากไปเห็นช่วงใบไม้เปลี่ยนสีว่าเป็นยังไงเพราะรีวิวเก่า ๆ ก็มีแต่ช่วงใบไม้ผลิ แต่ความตั้งใจก็ต้องเป็นอันยกเลิกเพราะความงก ฮ่าๆๆๆ

คือตอนมา Azuma ลุงแท็กซี่ก็ถามแหละว่าให้รอมั้ย แต่ค่าแท็กซี่ตอนมาก็สามพันกว่าเยนละเลยคุยกับเพื่อนว่ากลับบัสละกันเพราะเห็นป้ายบัสอยู่หน้าพาร์ค พอเดินเล่นในพาร์คเสร็จจะออกมารอบัส มาเห็นตารางบัสก็ได้แต่อุทานว่า เรือหาย! บัสมาห้าโมงห้าสิบนาทีนู้นอีกสองชั่วโมงเลยอะ ร้องไห้อีกรอบ

นี่แหละ สุดท้ายก็มืดตึ๊ดตื่อ อีกสวนที่ตั้งใจจะไปก็ไม่ได้ไปเลยเดินเล่นชมบ้านชมเมืองแถว ๆ Azuma sport park  ไปฆ่าเวลารอบัส (ถามว่าทำไมไม่เรียกแท็กซี่ แท็กซี่ไม่มีให้เรียกจ้า ฮ่าาา ต้องโทรเรียกมารับอะ เพราะปกติไม่ได้มีแท็กซี่วิ่งตะลอนไปตะลอนมาเหมือนที่ไทย เค้าจะอยู่กันเป็นที่ ๆ และส่วนใหญ่พูดอังกฤษกันไม่ได้ และเราก็พูดญี่ปุ่นไม่ได้ ร้องไห้รอบสาม)

 

Day 2 : Tadami River Bridge – Enzoji Temple

วันที่ 2 เราไปกันที่ Aizuwakamatsu ไปถึงเราก็ไปฝากกระเป๋าไว้ที่ที่พักเหมือนเคย ที่พักคืนนี้เราจองกับ Airbnb เจอบ้านพักที่ถูกสุดละ เพราะโรงแรมที่ Aizuwakamatsu ช่วงใบไม้เปลี่ยนสีมีแต่แพง ๆ ทั้งนั้น เจ้าของบ้านชื่อจูลี่ เป็นฝรั่ง เค้าเปิดโรงเรียนสอนภาษา บ้านดีมาก จูลี่ก็ดีมาก เตรียมทุกอย่างไว้ให้ กล้วย ขนมปัง กาแฟ น้ำผลไม้ เนย จูลี่เตรียมให้หมดเลย ใครจะทำอาหารกินเองก็มีเครื่องครัวให้พร้อม บ้านจูลี่อยู่ห่างจากสถานี Aizuwakamatsu ประมาณ 15-20 นาที หรือ 5 นาทีโดยรถยนต์ ซึ่งจริง ๆ หลังจากที่เราเปิด Google Map และเห็นระยะเวลาที่เราจะได้ออกกำลังกายด้วยการเดิน 15-20 นาทีนั้น แน่นอน เราอยากเดิน (งก) แต่เพราะฝนตกเราเลยต้องโบกแท็กซี่ตรงไปบ้านจูลี่เลยจ้า

และเราก็มาถึงบ้านจูลี่แบบยังไม่ทันงีบกันเลย จูลี่ก็ออกมาเวลคัมแบบ สไตล์ตะวันตกแต่มาอยู่ญี่ปุ่น  เราทักทายกันไม่นานเพราะเหมือนเค้าจะติดสอนแต่มีความช่างเม้าอยู่นิดๆ และเราก็บอกเค้าว่า เราฝากกระเป๋าไว้ก่อน เดี๋ยวเราจะกลับมาเช็คอินสามทุ่มนะ

หลังจากฝากกระเป๋าแล้วเราก็เดิน (รอบนี้ไม่ต้องแท็กซี่ละ เพราะไม่มีสัมภาระเกะกะและมีร่ม) กลับมาที่สถานีรถไฟเพื่อไป Tadami River Bridge ไปลงที่สถานี Aizu-miyashita อุปสรรคของวันนี้คือฝน  ฝนตกทั้งวัน ท้องฟ้าไม่เปิด ครึ้มมาก อย่าถามหารูปแบบแสงสวยๆ เพราะหาแทบไม่ได้เลยละกัน เหมือนต้องลุ้นกัน อย่างกับลุ้นรางวัลที่หนึ่งยังไงยังงั้น

ข้างทางรถไฟวิวสวยมาก เริ่ม ๆ เห็นใบไม้เปลี่ยนสี ความน่ารักของญี่ปุ่นคือเมื่อรถไฟวิ่งไปถึงจุดที่มีวิวสวย ๆ รถไฟก็จะชะลอความเร็วให้ช้าลงเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปและชมความสวยงาม เรียกได้ว่ายิงภาพกันแบบจุใจ ถึงพริกถึงขิงกันเลยทีเดียว

และมิชชั่นของเราที่ Tadami River Bridge ก็เฟลอีกครั้ง เพราะไม่รู้จะไปยังไง ฮือ คือฝนตกแล้วทุกอย่างก็เงียบมากแท็กซี่ก็หาไม่เจอ คือไม่รู้จะไปจุดชมวิวสะพานสาย Tadami สะพานที่ 1 ได้ยังไง เลยเดิน เดินไปมั่วๆ ก็ไปเจอจุดนี้ที่เรานั่งรถไฟผ่านมา

แล้วก็เดินไปเจอสะพานแดงตรงนี้

วิวจากสะพานแดง

 

มิชชั่นเฟลก็เลยเดินเล่นรอรถไฟอยู่แถวๆ นั้นซะเลย

เจ้าแสตมป์นี้คือคุณลุงชาวญี่ปุ่นบอกเราว่าปั๊มไปสิ เก็บไว้เป็นที่ระลึกนะ คุณลุงน่ารักมากเลย

ถ้ามีเวลามากกว่านี้ก็จะต้องหาทางไปสะพานแรกให้ได้แหละ แต่คือรถไฟใกล้มาก็เลยตัดใจ ไปวัด Enzoji ต่อ เพราะฟ้าเริ่มมืดกลัวจะไม่ทันแล้วจะเฟลไปซะหมด เพราะเราจะไม่ยอมเสียไปทุกอย่างแน่ๆ

ถึงสถานี Aizu-yanaizu เราก็ลงเพื่อไปวัด Enzoji

ออกจากสถานีเดินผ่านหมู่บ้านไปเรื่อยๆ สุดหมู่บ้านก็จะเจอวัด สังเกตว่าบ้านแต่ละบ้านจะมีวัวแดงแบบนี้อยู่แทบทุกบ้าน เจ้าวัวแดง นี้เป็นสัญลักษณ์ของเมือง Aizuwakamatsu เรียกได้ว่าเป็นอีก มาสคอต ที่มีความฮิปในตัว แถมคนพื้นเมืองยังบอกว่า มีวัวแดงแล้วจะโชคดี นะเออ

ใกล้ถึงวัดแล้วว

ก่อนถึงวัดเจอวิวสะพานเลยแวะถ่ายรูปซะหน่อย

ถึงวัดแล้ว วัดสวยดี แต่ทางเข้าน่ากลัว ตอนนั้นมันมืด ๆ ครึ้ม ๆ ด้วย บรรยากาศได้ไปอีก

ขึ้นไปถ่ายรูปจากบนวัดลงมาข้างล่าง

เหลือเวลากว่ารถไฟจะมาเลยไปเดินเล่นตามหมู่บ้าน

 

Day 3 : Lake Inawashiro – Goshikinuma Ponds

ด้วยความที่วันนี้จะเป็นไฮไลท์แบบหลาย ๆ คนเคยมาแล้ว ประทับใจกันทั้งนั้นกับสองสถานที่  Lake Inawashiro ทะเลสาบที่มีนกเป็ดน้ำนับร้อยมายืนเรียงกันที่ชายฝั่งพร้อมกับวิวของทะเลสาบที่ไกลสุดลูกหูลูกตา มันดีมากเลยเว้ยยแก แต่ที่เห็นจากรีวิวมันคือหน้าหนาวมีแต่หิมะ ที่สวยไปอีกแบบ แต่เราไม่ได้ไปหน้านั้น ส่วนอีกสถานที่หนึ่ง Goshikinuma Ponds บึงสวยๆ ที่น้ำใสๆ แบบสีเขียวมรกต พร้อมกับความเรียบง่ายและร่มรื่นแบบโคตรร่มรื่นเลย

และเวลาเดินทางก็มาถึงด้วยความที่ต้องตื่นเช้าแบบที่แม่เคยปลุกแต่ไม่มีแม่มาปลุก เราก็ถีบกันเองจนตื่นขึ้นมาเนี่ยแหละ Lake Inawashiro เป็นเป้าหมายในการเดินทางไปลุยของเรา เราออกจากบ้านจูลี่แล้วเดินประมาณ 15 นาทีไปยังสถานีรถไฟ Aizuwakamatsu เพื่อนั่งรถไฟไปสถานีปลายทาง Inawashiro จัดแจงข้าวเช้าให้เรียบร้อย สอยอาหารที่มินิมาร์ทข้างๆ คล้ายเซเว่นบ้านเรา เพราะไม่รู้ว่าข้างหน้ามีอะไรไหม แต่รองท้องไปก่อน  เราได้รอบ 9.00 น. แบบมาตรงเวลา และขึ้นขบวนพร้อมกับคุณปู่คุณยายอีกหลายๆ คน ไปลงที่เดียวกันแน่ๆ  555 และก็ลงจริงๆ ด้วย

พอเรามาถึง ช็อตต่อไปคือ ไปยังไง ?? ซึ่งสิ่งที่เรารู้คือจะเข้าไปใกล้ทะเลสาบในจุดที่ชมวิวได้ คือเรียกแท็กซี่ ตอนแรกคิดว่าน่าจะมีรถบัส แต่ด้วยความรวดเร็ว เออแท็กซี่ก็ได้ ซึ่งคุยกับแท็กซี่เป็นภาษากายที่มันสื่อสารแบบนี้ทุกทริป คือจิ้มที่แผนที่แล้วพี่แกก็พูดออกมาเป็นภาษาญี่ปุ่นเช่นเคย น่ารักดี  เดินทางมาประมาณ 1300 เยน  บวกลบ 200 เยน เพราะ อาจจะขึ้นอยู่กับสภาพจราจร แต่ประเด็นแรกคือ อากาศดีมากกกก ดีแบบดีจนเกินไป อุณหภูมิที่ 15-20 องศา แบบน่ารัก

เรามาถึง ทะเลสาบจุดลงรถ แต่เฮ้ยยยย มันไม่น่าใช่ เราเดินไปทางทะเลสาบซึ่งอยู่ด้านหลังกันแบบสุดลูกหูลูกตา แต่ เรารู้สึกว่าแปลกเพราะเปิดในรีวิวมันไม่ใช่ตรงนี้ เราก็ถามคนแถวนั้นแล้วก็จิ้มๆ ว่าอยากเห็นแบบนี้ เราลงผิดที่ !!!! จริงๆ มันต้องเพิ่มอีกพันกว่าเยนถึงจะไปถึงที่นั่น เราสื่อสารกับพี่แท็กซี่ไม่รู้เรื่อง เราผิดเอง ฮืออ เลยชดเชยด้วย เอาว่ะ วันนี้ตื่นเช้าเวลาเยอะ “เดิน” คือคำตอบของหัวใจ  เพราะอยากชมอะไรระหว่างทางด้วย

เดินผ่านบ้านหลังนี้แล้วชอบมาก สวนสวย

เกือบหนึ่งชั่วโมงในการเดินไปที่จุดหมาย คือไกลมากและความพีคคือ ไม่มีรถบัสผ่านแม้แต่คันเดียว สิ่งแรกที่เริ่มคิด เฮ้ยย เราจะกลับไง ต้องเดินอีกใช่ไหม “ใช่ว้อยย” เออเพื่อนเราคนหนึ่งมันบอกมาแถมด้วยความหิวเล็กๆ  แต่พอเรามาถึงสถานที่นั้น จุดชมวิวที่เป็นที่ยอดฮิต เราว่ามันสวยมากถ้าฟ้าเปิดกว่านี้

แอบถ่ายคุณลุง

เอ้ยย มันมีนกเป็ดน้ำจริง ๆ และที่สำคัญ เราเห็นตอนมันบินนนนน ครั้งแรกในชีวิตกับการที่ไม่เคยคิดว่า เป็ด สามารถบินได้แบบบินจริงๆ ประทับใจมาก แต่ก็ไม่รู้ว่าอยู่ดีๆ บินกันทำไม 555

เราเดินชมรอบๆ ถ่ายเล่นไปมา แบบสนุกสนาน ที่สำคัญคนน้อยมากกก อาจเพราะเดินทางยากและทุกคน “มีรถเป็นของตัวเอง” กลับไงวะเนี่ย เสียงอุทานในใจแบบไม่ต้องพูดก็เข้าใจกัน แต่ด้วยความโชคร้ายนั้น แท็กซี่หนึ่งคันวิ่งเข้ามา เรารีบวิ่งเข้าชาร์จ พร้อมกับเตรียมใจว่าอาจจะโดนปฏิเสธว่า “ส่งรถครับ มันไกล” สารพัดที่เราเคยโดนมาจากที่ไทย  กลัวไปก่อน แต่ความน่ารักคือ เค้าพยายามจะสื่อสารและช่วยเรา เค้าโทรเรียกแท็กซี่มารับเรา พร้อมให้ไปส่งที่ Goshikinuma  น่ารักมากจริงๆ ชอบความใส่ใจ และเราก็โดนค่าเสียหายแบบคุ้มค่านะ (?) 55555555

 

Goshikinuma เราเลือกนั่งแท็กซี่ไปลงที่นั่นเลย เพราะเราอยากรีบไปเห็นเพราะกลัวมืด คือตอนแรกแพลนว่าจะกลับไปที่สถานีรถไฟ และนั่งรถบัสไป รอบนี้มีรถบัสถึงแน่นอน แต่เราคิดว่า มันจะย้อนไปมามากกว่าไหม ก็เลย ลุยเลย แปดพันกว่าเยน  555 เงินที่เตรียมมา หมดกับค่าเดินทางไปไม่น้อย (ที่จริงไม่คิดว่ามันจะไกลกันขนาดนี้)

เราใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงเดินทางมาถึงตรงจุดที่เค้าให้เข้าชมเลย ภาพแรกที่เห็นนี่ประทับใจมากกก คือมันสวยเหมือนยังกะภาพถ่ายที่ระดับโปรเค้าถ่ายกัน สวยแบบมือสมัครเล่นยังร้องอุว้าวเลย ที่นี่จริงๆ มีหลายบึงที่ล้อมรอบ คล้ายๆ การเดินป่าแบบระยะสั้นๆ แต่ก็ใช้เวลาเป็นชั่วโมงถ้าจะเดินครบ ซึ่งเราเวลาไม่พอ  เพราะกลัวรถมันหมดเพราะไม่รู้เลยว่ามีรอบรถอะไรบ้าง

 

เราเติมพลังกันด้วยราเม็นสำเร็จรูป คือไปหยอดตู้แล้วเค้าก็ฉีกซองเทน้ำ ได้กินเลย แต่อร่อยนะ ไม่แย่เลย

 

ราคา 750 เยน ชื่อเมนูเป็นภาษาญี่ปุ่น การจิ้มและเดาคือชนะเลิศ

ถัดมาจากการเติมพลังที่ท้องกันแล้วเราเดินวนเวียนไปมาแถวนั้น และพบว่า เฮ้ยยย มีให้พายเรือล่องไปตามบึง แต่ในแค่บึงของบริเวณนั้นนะ ไม่ควรซ่า เพราะเสื้อชูชีพไม่มี

 

พร้อมลุยย เค้าใช้เวลาสอนการพายเรือภายในหนึ่งนาทีแล้วไปลอยกันกลางน้ำ แบบที่ไม่คิดว่าจะทำได้ไวขนาดนี้ ตรงกลางน้ำมันเป็นอีกฟีลที่ดีมากนะ ยิ่งถ้ามากับแฟนโคตรจะได้ฟีลอ่ะ แต่นี่มากับเพื่อนไง ก็ดี 5555 จริงๆ เรือขึ้นได้สามคน  ขึ้นแล้วไม่ควรเปลี่ยนที่นะ มันไม่คุ้มเลยถ้าจะจมลงตรงนั้น  น้ำมันนิ่งมากและใสมากและปลาคาร์ฟเต็มไปหมดเลย

 

คิดดูว่าความใสนี้  และความเห็นตัวปลานี้ นี่คือ แอ่งน้ำ ที่อยู่ บริเวณการเดินป่าไปตามบึงตามๆ มีจุดแบบนี้ให้ชมเรื่อยๆแหละ

ชอบความโรแมนติกนี้ ชอบความน่ารักของคนที่นี่

ไกลๆ นั่นเราเอง กำลังจะเปลี่ยนที่นั่งกันกลางแม่น้ำ (ไม่ควรทำ) เพราะเราอยากเป็นคนพายบ้าง 5555

ราคาค่าพาย 550 เยน / ครึ่งชม หนึ่งชม 800 เยน

ลงได้3 คน แต่มีนางนึงที่กลัวการนั่งบนเรือ ก็ได้ถ่ายภาพจากข้างบนละจ้า

 

หลังจากที่เรา สนุกสนานกันบนเรือไปแค่ครึ่งชม และเริ่มเมื่อยเราก็พอและพายกลับ ที่นี่คนยังไม่ค่อยมามากเท่าไร นักท่องเที่ยวน้อยมากแถมเรือที่พาย เค้ามีให้หลายลำนะ แต่เราพายกันอยู่แค่ ลำเดียวเองทั้งบึง ส่วนใหญ่คนที่มาเที่ยวจะเป็นผู้สูงอายุของคนญี่ปุ่น เข้าใจว่าวัฒนธรรมที่นี่คือทำงานตอนหนุ่มแล้วใช้ชีวิตตอนแก่มั้ง  แต่ที่น่ารักคือมาเป็นคู่กันหมดเลย คิดดูสิ คนอายุ 70-80 มาเดินจูงมือกันและท่าทีที่เป็นห่วงกัน โอ้ยฟินน อยากมีแบบนี้ตอนอายุเท่านั้น 555

<3

น่ารัก

หลังจากที่เราเดินทางดูครบและต้องหารถกลับ เค้าบอกว่า ให้เราเดินตรงไปที่ป้ายรถเมล์ด้านล่างแน่นอน ภาษาญี่ปุ่นอีกเช่นเคย เราดิ่งไปที่ Information Center เค้าก็จะบอกว่า ป้ายรถเมล์อยู่ไหน

แน่นอน เราอ่านไม่ออก แต่โชคดีที่มีคุณลุงอายุ ราว 60 พูดภาษาอังกฤษได้ คือเค้ามาช่วยเราดูและหาตลอดเวลาว่าสายไหนที่จะพาเรากลับไป Inawachiro station  ป้ายที่เราต้องการลง ป้ายที่เราจะไปลงคือสถานีรถไฟ ป้ายสุดท้ายเลย นั่งยาวไปเลยไม่ต้องกลัว เพราะถึงไงทุกคนก็ต้องลงทั้งหมด ใช้เวลาเดินทางประมาน 35-40 นาที แต่ความเป๊ะของรถที่วิ่งคือเป๊ะมาก มาตามเวลาเป๊ะ ๆ จะเร็วกว่าก่อนนาที ส่วนเลทนี่ทริปนี้ยังไม่เคยเห็นรถเมล์มาเลทเลยนะ

อ้อเราเคยไปอ่านบทความนึงเค้าบอกว่า ถ้ารถบัสรถเมล์ญี่ปุ่นเลทเนี่ยคนขับก็จะกดตัวสัญญาณส่งออกไปแล้วมันจะมีตัวรับสัญญาณที่สัญญาณไฟจราจร แยกสัญญาณไฟข้างหน้าถ้าเป็นไฟแดงอยู่ เมื่อรถเมล์หรือบัสที่ส่งสัญญาณไปนั้นมาถึงก็จะเปลี่ยนเป็นไฟเขียวเพื่อให้รถเมล์หรือบัสไม่เลทไปมากกว่านี้ โอ้ย ความเจ๋งนี้ ชอบมาก

ออกจาก Inawashiro station เราก็มาถึง Aizuwakamatsu station ประมาณสองทุ่ม ตรงเวลาแบบเหมือนจับเวลาตลอด(ก็จับน่ะสิ) เมื่อถึง Aizu ทุกคนหิวมากและสิ่งแรกที่เราต้องการคือ “เนื้อ” อยากกินมากก  ซึ่งร้านที่เราไปโดนคือ เราออกจากบ้านจูลี่แล้วเลี้ยวซ้ายแล้วตรงยาวไปเจอป้ายเนื้ออยู่หน้าร้าน

 

เอ้อ ร้านเกาหลีแต่มากินที่ญี่ปุ่นนี่แหละ

แค่เห็นเนื้อพี่ก็ทนไม่ไหวแล้ววว

 

จะบอกว่า เนื้อจานนี้คือกินสามคนก็อิ่มนะ ราคา 5,000 เยน แพงมากกก แต่อร่อยมากกเช่นกัน

สามารถเพิ่มข้าว ได้ไม่จำกัด แต่เครื่องเคียงเราไม่แน่ใจ เพราะเราก็ขอเพิ่มไป แต่อ่านราคาไม่ออก

 

Day 4 : Samurai Residence – Oyakuen Garden – Tsuruga Castle

หลังจากที่เมื่อวานโหมโรงกันไปมา แบบเดินจนน่องเกร็งและป่องแบบสุดพลัง วันนี้อีกทริปที่เราลงเอยกันที่ Aizuwakamatsu เมืองนี้มีอะไรหลายอย่างให้เราได้ไปสัมผัสเหมือนเจอรักแรกตอนปอสี่มาก ๆ ทั้งวัฒนธรรม และธรรมชาติที่โคตะระจะ unseen  เพราะแต่ละที่ที่ไปนี่คนแทบจะยังไม่มีกันเลย บางสถานที่เราก็ถามคนพื้นที่เอานั่นแหละ ว่ามีอะไรบ้างให้เราได้ไปดูกัน

แต่ก่อนอื่นเราจำเป็นต้องอพยพไปที่พักที่ใหม่ คือ Niko Ryokan เรียกได้ว่าเป็นที่พักที่ Local แบบสุดๆ สุดแล้วสุดอีก  เราเดินทางตอนเช้าแบกกระเป๋าที่เตรียมกันมาใส่ขนม ออกเดินทางไปที่สถานีรถไฟ Aizuwakamatsu เพื่อไปซื้อ Gurutto Card ใช้ได้สองวันติดกัน ใช้ได้ทั้งบัสและรถไฟเลย ราคาสองพันกว่าเยน (จำราคาเป๊ะ ๆ ไม่ได้ ลืมอะ แหะ ๆ) หรือจะซื้อบัตรแบบ One day pass ก็ได้ แต่ใช้ได้เฉพาะบัส ราคา 500 เยน เรียกว่าขึ้นลงเท่าไรก็ได้ยันไม่มีรถเมล์มาให้ขึ้น

เป้าหมายแรกคือ Niko Ryokan เราต้องไปเก็บของกันก่อนที่จะลุยกันทั้งวัน บริเวณนั้นรอบข้างทั้งหมด คือโคตรจะธรรมชาติและน่าจะเป็นบ้านพักที่ Local สุดๆ เพราะวินาทีแรกที่เดินเข้าไปนี่แบบ โหหห ญี่ปุ่นจริงว่ะ สุดในสุด สุดแบบไม่พูดอังกฤษอีก จนต้องเอาแอพพลิเคชั่นแปลภาษามาคุยกัน ที่นี่เค้าจะเปิดบ้านค้างไว้ เราเข้าไปเอนจอยได้เลย คือไปวางของแล้วเรียกเค้าหน่อยละกันว่า ฉันมาแล้วนะยู

และเจ้าของบ้านเป็นคุณลุงไว้หนวดแต่ใจดีและคุยเก่ง ออกมาต้อนรับและเราก็ฝากของ พร้อมบอก ยู เช็คอินได้บ่ายสองนะ You can leave your bags are here (เสียงจากแอพ)  ไม่รู้ว่าแกรมม่าวิกฤตผิดถูกยังไงเอาเป็นว่าเข้าใจกันแบบมองตาก็รู้ว่าแอบดีใจที่เรามา

วิวแถว ๆ Niko Ryokan

แพลนเที่ยวที่โคตรมหาพีคก็ได้จุติขึ้นทันทีที่เอากระเป๋าไปเก็บ ซึ่งเราเลือกที่จะเดินลงจากเขาไปประมาณกิโลกว่า ๆ เพื่อที่จะสนุกสนานกับวิวข้างทางโดยที่เป้าหมายคือหมู่บ้านซามูไร หมู่บ้านที่คนจะต้องอินกับความที่เป็นวัฒนธรรมเหมือนดูละครหลังข่าวแล้วเอามาเม้าท์กับเพื่อนข้างๆได้เลย  แต่ก่อนจะไป “หิวววว” ฉันหิวมาก เสียงร้องที่ครวญครางดังไปไกลของเสียงท้อง ให้ฉันได้มาสถิตที่ร้านราเมนใกล้ๆ หมู่บ้านซามูไร ไม่รีรอที่จะเสียเงิน ตรงเข้าไปที่ร้าน ก่อนจะสั่งอาหารไปจิ้มที่เมนู แล้วเลือกเลยจะเอาอะไร พูดง่ายๆ คือจ่ายก่อนกิน ไร้ปัญหาการชักดาบ และความวุ่นวายว่าของจะไม่ได้และลายมือที่อ่านไม่ออก (นี่คิดเองแบบส่วนตัวสุดๆ)

หลังจากที่ฟาดกันจนไม่เหลือคราบไว้ให้แมวที่บ้านมาเลียขอบจาน เราก็ได้ซื้อตั๋วเข้าชมหมู่บ้านนี้ด้วยราคาที่แอบแพงไปนิด 850 เยน !!! คุณพระ ได้ข้าวมื้อนึงเลย สำหรับใครไม่อินประวัติศาสตร์เท่าไหร่ จะเข้าไปหามุมสวย ๆ ถ่ายรูปก็ได้อีกฟีลหนึ่งเหมือนกัน เราเดินดูกันไม่นานเพราะอ่านอะไรไม่ค่อยออกและไม่ค่อยรู้ธรรมเนียมเหมือนบ้านเรา

และเราก็มารอป้ายรถบัสที่คูลมาก ๆ คือมีตารางเวลารถวิ่งที่ตรงเป๊ะคลาดเคลื่อนไม่เกิน 1 นาทีแม้ฝนจะตก ตรงเวลามากจนน่าขนลุกชูชัน คือไม่ต้องระแวงว่ารถจะมาตอนไหนแต่ยังยืนเม้ากันอย่างสนุกสนานกันได้ต่อ

ถัดมาหลังจากขึ้นบัสสายสีแดง ไปที่เป้าหมายที่เราไปตามคำแนะนำของจูลี่ แม่บ้านต่างชาติที่คึกคักและดูแลดีม๊ากมาก ว่าที่นี่เป็นอีกที่ที่ Must visit place แต่คนไม่ค่อยรู้ และชื่อของที่นี่คือ Oyakuen Garden สวนญี่ปุ่นที่มีความเก่าแก่ในภูมิภาคโทโฮคุ  ด้วยความคูลแบบสุดสวิง เราต้องหลงทางกันแบบเล็กน้อยถึงมากที่สุด เออหลงจริงว่ะ จริงแบบจริงจังๆ แต่มี Google map ตัวช่วยไม่ให้หลงไปมากกว่านี้

ค่าเข้าสวนคนละ 320 เยน แต่ถ้าอยากลิ้มรสชาแท้ ๆ ด้วยก็คนละ 820 เยน เราเลือกแบบแรก 320 เยน แต่ไปหารค่าชากับเพื่อนเอาแค่อยากลองนิดเดียว

สิ่งนึงที่ทำให้ที่นี่น่าสนใจเพราะความสวยงามที่ตรงตามเเบบเเผนของสวนญี่ปุ่น และมีการปลูกพืชสมุนไพรเอาไว้เป็นจำนวนมากกว่าร้อยชนิด ทำให้ที่นี่ได้รับฉายาว่าเป็นสวนเเห่งสมุนไพร ทำให้มีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยที่สนใจในเรื่องของสมุนไพรเเวะเวียนเข้ามาเที่ยวชม

คุณลุงที่ดูแลสวนและให้ความรู้เกี่ยวกับพืชสมุนไพรเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนเป็นบ้านพักซามูไร บ้านกลางน้ำนั้นเป็นที่พักของซามูไรที่แวะมาจิบชาและคุยปรึกษาหารือกัน และที่ริมฝั่งอีกหนึ่งหลัง เสมือนเป็นห้องรับแขกทีเอาไว้พายเรือไปดื่มด่ำกับชาแท้เขียวข้นและกลมกล่อม (ไม่ได้เว่อนะเออ ลองมาแล้ว ดื่มเข้าไปที ความขมนี่จี๊ดขึ้นมาแล้วถูกตบด้วยความละมุนและความนุ่มของตัวชาเลยลืมไปว่า นี่เรากินน้ำจากผักใบเขียววววววว)

มุมถ่ายรูปมีแบบเป็นล้านแปดแบบคือถ้าแสงสวยจะทำให้ภาพที่ออกมานี่ยิ่งกว่าเราเดินอยู่รันเวย์สนามบิน ที่นี่จะมีคนคอยให้ความรู้เรื่องดอกไม้ ต้นไม้ และประวัติ เค้าไม่ได้เก่งอังกฤษเท่าไรแต่เค้าก็พยายามที่จะให้เราเข้าใจมากถือว่าน่ารักสุด และกันเองแบบมากๆจนอยากเรียกว่า คุณลุงจ๋า ขอชาฟรีเพิ่มหน่อยจ้ะ

ตัดมาที่ชา เราส่งหน่วยกล้าตายเป็นสาวบึก ๆ ไปเจรจาและเสียเงินมา 500 เยน กับชาหนึ่งชุดพร้อมวิธีการดื่มชาแบบยกถ้วยยังไง ให้ถูกต้อง โดยเค้าจะเสิร์ฟพร้อมขนมหนึ่งชิ้นแต่ไม่รู้ชื่อ คล้ายๆ บ้านเราที่มีเต็มไปหมด โอเยยย

หลังจากที่เราเอนจอยจนหมดตัว หมดใจไปกับที่นี่ เรารีบลี้ภัยก่อนที่ฝนจะตกอีก (ว้อยยย) เดินออกมาเพื่อไปหาสถานที่ต่อไปที่เราว่าต้องไฉไลขึ้นแน่ๆ คือปราสาท Tsuruga

 

อีกหนึ่งสถานที่ที่เราว่ามันโอเคมากๆ สำหรับคนที่ชอบประวัติศาสตร์ แบบประวัติศาสตร์บ้านเมืองงี้ แต่นี่เป็นประวัติศาสตร์เกี่ยวกับซามูไร ที่เค้าว่ากันว่า ซามูไรกลุ่มสุดท้ายปลิดชีพตัวเองที่สถานที่แห่งนี้  ค่าเข้าอยู่ที่ 500 เยนแบบไม่ขาดไม่เกิน แถมเราสามารถเข้าไปบ้านชา Tea house แปลตรงตัวเลย ภายในปราสาทจะไม่ยอมให้แช๊ะภาพเลยสักภาพ (ทำตามกฏด้วยนาจา) ชั้น 1-3 จะรวมประวัติในทุกๆ ส่วน แต่ที่ดีกว่านั้นคือ ชั้นบนสุด ที่เรียกว่า โอแม่เจ้าวิวจ๋ามากันทั้งเมือง ทั้งเมืองจริงๆ  แบบ เดินรอบ 360 องศา และดีตรงที่ไม่มีใครแทรกและแย่งกันดู เหมือนเข้าคิวดู น่าร้ากก และก็ไม่มีใครเร่งด้วยถ้าจะดูนาน

วิวจากด้านบนปราสาท

หลังจากวนอยู่ด้านบนประมาน 10 รอบ (จริงๆ แค่2-3 รอบ) เราก็ลงมาและดิ่งไปบ้านชาที่อยู่แถวๆ ทางประตู ถ้างงถามคนแถวนั้นก็ได้ จะเป็นบ้านชาเล็กขายชาเหมือนที่สวนโอยาคุเอนที่ไปมาเมื่อกี้  เออ แถมก่อนที่เราจะมาบ้านชา จะมีร้านกิ๊ฟช็อป ขายของที่ระลึกของเมืองนี้ด้วย

ส่วนทางด้านบ้านชา มีความน่ารักละมุน คือเค้าจะมาดื่มชากันและคุยกันแบบน่ารักเสมือนว่ารู้จักกันมาก่อน เหมือนเป็น club เล็กๆ ที่น่าจอยถ้าพูดญี่ปุ่นได้ แต่พูดไม่ได้ไง 555

น่าย๊ากกกกก

และสุดท้าย เราก็ใช้เวลาเกือบชั่วโมงในการตระเวนไปมา เราลงสุดสายที่สถานีรถไฟ Aizuwakamatsu เพื่อมาซื้อตั๋วส่งเพื่อนบางคนกลับบ้านก่อน

ที่นี่สายรถเมล์หมดประมาณทุ่มครึ่ง แต่มีสายสีเขียวและสีแดงที่เลิกประมานสี่โมง รอบสุดท้าย

ตอนเดินทางลองแพลนเวลา เพราะแท็กซี่บ้านเค้าดีมากแต่ก็แพงมากถ้าเทียบกับค่าเงินเรา สู้เค้าทาเคชิ ! และเราก็ได้บัสรอบสุดท้ายกลับเรียวกัง

เอ้อ มีเรื่องหนึ่งที่เราชอบมากกกกก คือเราไปถามเรื่องตั๋วบัสในเวลาเลิกงานของเค้าแล้ว ปิดประตูปิดไฟแต่เปิดแบบแง้ม ๆ แต่ว่า เค้าก็เดินออกมาและยิ้มแย้มตอบคำถามเราต่อ โอทีที่ไม่ได้เงินแต่พนักงานเต็มใจ น่ารักมากกกก 555

หลังจากที่เราประทับใจกับเหตุการณ์ที่โคตรจะธรรมดาไปแล้ว ก่อนเราจะเอาหัวไปมุดลงที่นอนเรียวกัง เดินผ่านเราเจอออนเซนเท้าฟรีของโรงแรมสักที่นึงแต่เปิดให้แค่สองทุ่มครึ่ง ก็ต้องลี้ภัยเพราะเราโดนไล่มาแล้ว

ในตัวเรียวกังเองมีออนเซนส่วนที่เราเข้าไปใช้ก็ล็อคประตู คือไม่ต้องแช่รวม  เค้าจะสอนวิธีใช้เบื้องต้นให้ ด้วยความที่เป็น Local เกินไป ไม่แนะนำแก๊งสาวๆ ถ้ามากันแค่ 2 คน อาจจะกลัว แต่จริงๆ ไม่มีพิษภัยอะไร ลุงแกน่ารัก อย่างกับเป็นลุงแถวบ้านยังไงยังงั้น

 

Day 5 : To-no-Hetsuri – Ouchijuku – Yunokami onsen station

ระหว่างทางรถไฟ สวยอีกแล้วว

วันที่ 5 ของทริปเริ่มด้วยการไป To-no-Hetsuri ซึ่งเป็นจุดชมวิวในจังหวัดฟุคุชิมะ เป็นหุบเขาที่อยู่ติดกับแม่น้ำโอะกะวะ ซึ่งได้รับการจัดให้เป็นอนุสรณ์ทางธรรมชาติที่มีความสำคัญ

หน้าผาที่มีรูปร่างต่าง ๆ นี้เกิดขึ้นโดยการกัดเซาะมากกว่า 1 ล้านปีและได้กลายเป็นหอคอยจึงได้ชื่อว่า To-no-Hetsuri หรือหอคอยหน้าผานั่นเอง

ที่นี่สามารถมาเที่ยวได้ทุกฤดูเลย อารมณ์ความรู้สึกก็จะแตกต่างกันไปตามแต่ฤดูต่างๆ กัน เพราะที่ชั้นหินมีต้นไม้งอกออกมาทำให้หน้าผามีความสวยงามเพราะสีของใบไม้ที่ตัดกับสีของหินหน้าผา อย่างเราไปตอนใบไม้เปลี่ยนสีซึ่งมันสวยม๊ากกกกกกกก  ถ้าได้มากันแบบเป็นคู่และมีฟ้าเปิดแบบแสงเป็นใจ นี่มาถ่ายพรีเวดดิ้งได้เลยนะเว้ยแกร

มีสะพานข้ามไปฝั่งหน้าผานี่ทำให้ใจสั่นเหมือนกันเพราะคนที่เดินสวนมาเดินแรงมากสะพานก็โยกแรงสั่นแรง เป็นคนกลัวความสูงหน่อยๆ มันก็รู้สึกหวิวๆ

 

 

ขึ้นไปด้านบนหน้าผาก็จะมีศาลเจ้าอยู่ แอบน่ากลัวนิดนึงเพราะในศาลเจ้ามืดตึ๊ดตื่อ ไม่ได้ถ่ายรูปศาลเจ้ามาเพราะฝนตกแล้วมือนึงถือร่มอีกมือก็หาที่จับประคองตัวเองเพราะกลัวลื่น

ไม่ว่าฝนจะตกพายุจะเข้าแรงแค่ไหนคนญี่ปุ่นมาท่องเที่ยวกันแบบไม่หวั่น ยังเที่ยวกันได้อย่างสนุกสนานมาก

มีช่วงหนึ่งของหน้าผาที่มีทางเดินสวนกันก็ใจหวิวเหลือเกิ๊น ถ้าปกติจะไม่กลัว แต่นี่ฝนตกมือนึงทุกคนถือร่มเงี้ย แล้วพื้นหินก็ลื่นถ้าเดินไม่ระวัง มาแล้วก็เซฟตัวเองกันด้วยเด้อ อย่าหยอกล้อกันจนมากเกินไป มันจะทำให้ตื่นเต้นหน่อย ๆ

มีร้านขายอาหารด้วยนะที่นี่ถ้าใครหิวก็แวะกินอะไรก่อนได้เลย

 

การเดินทาง : ขึ้นรถไฟ Aizu line ที่สถานี Aizuwakamatsu ไปลงสถานนี To-no-Hetsuri แล้วเดินต่ออีกประมาณ 5 นาที

ไปไม่ยากแต่รอนานเพราะรอบรถไฟน้อย ขอให้จงอึดและอดทน

รถไฟ Aizu line มีกิมมิกเล็กๆ น้อยๆ น่ารัก ตามสไตล์ญี่ปุ่นด้วยนะ คือรถไฟสายนี้จะมีอุโมงค์แล้วตอนเข้าอุโมงค์รถไฟจะปิดไฟเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ดูอะไรสักอย่างตรงหน้ารถไฟนี่แหละ แต่เราไม่ได้ลุกไปดูเพราะคุณลุงคุณป้าลุกไปเยอะม๊ากกก แต่เราชอบที่พอรถไฟปิดไฟแล้วภาพการ์ตูนที่อยู่ตรงที่ไว้กระเป๋าบนหัวจะเรืองแสงอะ แล้วตรงพื้นที่ติดสติ๊กเกอร์เท้าหมาไว้ก็เรืองแสงด้วย เราว่าน่ารักดี

 

จากนั้นเราไปต่อกันที่ Ouchijuku หรือหมู่บ้านโบราณในสมัยเอโดะ ซึ่งบ้านโบราณนี้เป็นบ้านของชาวนาญี่ปุ่นที่มุงหลังคาทรงหญ้าคาหนาๆ เรียงรายกันเป็นสองฝั่ง

ช่วงใบไม้เปลี่ยนสีมองไปบนภูเขาด้านหลังหมู่บ้านก็จะเห็นสีสันของใบไม้ที่กำลังเปลี่ยนสีสวยงามยิ่งทำให้หมู่บ้านโบราณสวยไปอีก (ถ้าไม่มีฝนตกเฉอะแฉะนี่จะดีมากเลย แง)

หมู่บ้านแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์สิ่งปลูกสร้างอันทรงคุณค่าของชาติ ในปัจจุบันบ้านหลายหลังในหมู่บ้านก็ได้รับการบูรณะใหม่กลายเป็นร้านขายของที่ระลึก ขายสินค้าพื้นเมือง ขายอาหารแบบญี่ปุ่นเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว

ด้านหลังหมู่บ้านจะมีทางให้ขึ้นไปชมหมู่บ้านในมุมสูงด้วยนะ หูวววว หมู่บ้านโบราณในสายหมอกกับใบไม้เปลี่ยนสีมันดีมากจริงจริ๊งงงง

การเดินทาง : รถไฟ Aizu line ลงสถานี Yunokami onsen แล้วต่อแท็กซี่ หรือจะรอบัสก็ได้แต่รอนานหน่อย อยากประหยัดต้องอดทนแต่ถ้ารีบก็ใช้เงินแก้ปัญหาไปเลย ฮ่าๆๆ

กลับมารอรถไฟกลับที่พักที่สถานี Yunokami onsen ระหว่างรอรถไฟเราก็พาเท้าที่เดินมาทั้งวันไปแช่น้ำร้อนผ่อนคลายซะหน่อยเพราะที่สถานีนี้มีออนเซนเท้าฟรี

สบายมากๆ อากาศเย็นๆ กับออนเซนร้อนๆ นี่เข้ากั๊นเข้ากัน

จากนั้นเราก็นั่งรถไฟกลับที่พัก ระหว่างทางก็มีความน่ารักของเด็กญี่ปุ่นให้เราประทับใจ อย่างที่เรารู้กันว่าคนญี่ปุ่นเวลาจากกันเนี่ย อีกฝ่ายจะยืนส่งจนอีกฝ่ายลับตาไป

เด็กๆ วัยมัธยมก็เช่นกัน เสียงหัวเราะ เสียงพูดคุยในขบวนรถไฟของเด็กๆ ทำให้เรายิ้มตามและทำให้เรานึกถึงช่วงที่เรายังเรียนอยู่ (ซึ่งจริงๆ วัยเรากับเด็กอายุก็ไม่ต่างกันมาก เรายังคิดไปเองว่าเราเด็กอยู่) ภาพความน่ารักที่ทำให้มุมปากเราโค้งขึ้นคือภาพที่เด็กกลุ่มนึงต้องลงรถไฟไปก่อนเพราะถึงสถานีใกล้บ้านตัวเองแล้วก็จะไปยืนเรียงแถวหน้ากระดานรอส่งเพื่อนที่ยังอยู่บนรถไฟ กลุ่มเด็กนักเรียนที่ยังอยู่บนรถไฟก็เปิดหน้าต่างขึ้น และต่างคนต่างโบกมือบ๊ายบายให้กันจนกว่าจะลับตากันไป

 

Day 6 : Koriyama – Hayama Park – Of the 21st Century Memorial Park Hayama Mori – Asakakunitsuko Shrine – Zendo-ji Temple – Nyoho-ji Temple

วันที่ 6 เราได้โยกย้ายจาก Aizuwakamatsu ไปที่ Koriyama เดินออกจากที่พักไปสถานีรถไฟ Aizuwakamatsu ด้วยความเริงร่าแต่ต้องหุบยิ้มลงเมื่อความซวยได้บังเกิดเมื่อมีประกาศว่า “รถไฟปิดทำการ” เนื่องจากลมพายุแรงมาก มองหน้ากับเพื่อนแล้วอุทานเรือหายอีกรอบ (ทริปนี้อุปสรรคเยอะจริงนะ แขวนเครื่องรางโชคร้ายติดตัวกันมาหรอ 55555555)

เอาไงดีล่ะ

นายสถานีเลยบอกไปรถบัสได้ Aizu bus terminal อยู่ตรงข้ามกับ Aizuwakamatsu station นี่แหละ ไปถึงซื้อตั๋วแล้วมีรอบรถใกล้ออกพอดี ก็นั่งบัสไป Koriyama ประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆ ดูสถานการณ์ระหว่างทางก็เห็นลมพัดแรงมาก ผ่านแม่น้ำผ่านคลองน้ำก็เป็นสีน้ำตาลไหลเชี่ยวมาก แพลนที่วางไว้ก็ต้องยกเลิกกระทันหันแล้วคิดทริปสดสำหรับวันนี้ขึ้นมาใหม่

คิดไม่ออก…55555555555555

เลยไปถาม Tourist Information เค้าก็กางแผนที่แนะนำวัดและสวนสาธารณะมา อะ เลยตามเลย เที่ยวตามแผนที่เนี่ยแหละ

การเดินทางสำหรับวันนี้ เดิน เดินเท่านั้น เดินตามแผนที่ไปเลย

  • Hayama Park

เป็นสวนสาธารณะที่มีแมวอ้วนอยู่ น่ารักม๊ากกกกกก อากาศหนาวเจ้าแมวไปขดอยู่ใต้พุ่มไม้

ที่จริงแล้วที่นี่มีจุดเด่นคือน้ำที่ไหลๆ เหมือนน้ำตกนี่แหละ ดูรูปในตัวอย่างในแผนที่น้ำอย่างเยอะ พอมาเห็นของจริงเหลือกระจึ่งนึง แต่ไม่ผิดหวังเท่าไหร่เพราะมีน้องแมวตัวอ้วนและใบไม้เปลี่ยนสี การจัดสวนก็สวยงาม นั่งคุยนั่งเล่นกันไปตรงศาลาแล้วก็ไปเดินถ่ายรูปเก๊กท่าสวยๆ กับใบไม้สีแดง

 

  • Of the 21st Century Memorial Park Hayama Mori

สวนต่อมาเป็นสวนอนุสรณ์สถานที่อยู่ใกล้ๆ กับ Hayama Park

สวนนี้มีการจัดสวนแบบญี่ปุ่นที่สวยงาม มีศาลานั่งพักในสวน ใบไม้เปลี่ยนสีทำให้สวนยิ่งสวยมากขึ้น สวนนี้เดินชมสวนเพลินๆ มีมุมถ่ายรูป มุมนั่งพักมากมายเลย

 

ต่อไปเดินเที่ยววัดชมความสวยงามของสถาปัตยกรรมของญี่ปุ่นกัน

  • Asakakunitsuko Shrine

ที่นี่คนที่ผ่านไปมาก็แวะมาไหว้มาเคาะระฆัง (หรืออะไรสักอย่าง) ที่อยู่ด้านหน้า

 

  • Zendo-ji Temple

วัดเล็กๆ เงียบๆ แอบวังเวงหน่อยๆ

 

  • Nyoho-ji Temple

วัดนี้ดูจะเป็นที่นิยมเพราะเห็นรถที่จอดอยู่เยอะมาก เป็นวัดที่ค่อนข้างใหญ่เลย สวนหน้าวัดก็สวยมาก

สวนหน้าวัด

Day 7 : Look around Koriyama

วันนี้วันสุดท้ายแล้ว ตื่นเช้ามาด้วยเสียงโทรศัพท์จากไทยแลนด์กับคำถามว่าจะได้กลับวันนี้มั้ย ไฟล์ทจะเลื่อนหรือเปล่า แหม ถามเป็นลางไปได้ ยิ่งหวั่นๆ อยู่ 555555555555555

วันสุดท้ายก็เดินเที่ยวชมเมืองโคริยามะเป็นการสั่งลา วันนี้ฝนไม่ตกแล้ว แต่ลมแรงมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก

พัดแรงแค่ไหนจนจักรยานล้มอะคิดดู๊วว

โคริยามะเมืองที่เต็มไปด้วยอีกา เยอะมาก เยอะจริง ๆ มีห้างสรรพสิค้า โรงแรมเยอะมาก ผู้คนส่วนใหญ่ก็ทำงานออฟฟิศ ค้าขาย เป็นชีวิตและสังคมที่แตกต่างจาก Aizu มาก

โรงเรียนอนุบาลน่าร๊ากกก

หลังจากนี้เราก็ Back to Tokyo เตรียมกลับไทยแลนด์แดนสไมล์

ถ้าใครมีโอกาสก็แวะไปเที่ยวฟุคุชิมะกันนะ ที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติเยอะมาก ออนเซนเพียบ ผู้คนใจดี ถึงแม้ว่าเราจะต่างภาษากันแต่ชาวบ้านก็ต้อนรับเราดีมาก รับรองว่าไปแล้วจะมีแต่ความประทับใจและความทรงจำดีๆ กลับมา มีอีกหลายที่เลยที่เราอยากไปแต่ไม่ได้ไปเพราะพายุดันมาเข้าซะงั้น หรือบางที่ไปไม่ทันเพราะช่วงแรกๆ ยังไม่รู้ตารางเวลาบัสกับรถไฟทำให้กะเวลาไม่ถูก ถ้ามีโอกาสได้ไปอีกรับรองว่าจะไม่พลาดจะสวดภาวนาอ้อนวอนต่อฟ้าดินให้เป็นใจ

พบกันใหม่ทริปหน้า 🙂

#สะปายเป้ #Welovefukushima

 

Hotel

Restaurant

Food

Tips

Shopping

Trips

dessert

photograph

mickeymod16@gmail.com

A travel blogger Admin of Facebook Page : สะปายเป้ (@Sapaipaetravel)

บทความที่เพิ่งดู

ฤดูของแอปเปิ้ลและลูกพลับ เที่ยวสวนผลไม้ใน AIZU WAKAMATSU

Day 2 : เก็บผลไม้สวน Maruyoshi ตามล่าดงแปะก๊วย Azuma Sport Park

Urabandai Royal Hotel ที่พักใกล้บึง 5 สี แบบเดินไปได้

5 จุดแลนมาร์ค Fukushima ที่พาแฟนไปแล้วจะดีต่อใจ

Gran deco ski resort นั่งกระเช้าชมใบไม้เปลี่ยนสีในวันที่หิมะตก

LEAVE A COMMENT

Welovefukushima