Japan Lifetstyle รีวิวเที่ยวฟุคุชิมะ สถานที่เที่ยว แผนเที่ยว Trips

Fukushima 1st แบกเป้ลุยเดียวเที่ยวญี่ปุ่น

Rating Chart

0 average based on 0 ratings

  • Excellent
    0
  • Very Good
    0
  • Average
    0
  • Poor
    0
  • Terrible
    0

นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสเอาสองเท้าไปเหยียบที่ประเทศญี่ปุ่น แต่ครั้งนี้ไม่ธรรมดาตรงที่ต้องแบกเป้ลุยเดี่ยว! ที่พักก็ไม่ได้จองไป พูดอังกฤษก็ไม่ได้ ญี่ปุ่นยิ่งแล้วใหญ่ จะรอดไม่รอดก็ไปวัดกันเอาดาบหน้า ดูสิว่าจะได้อะไรกลับมาบ้าง จะเฟลจะล่มจะพลาดจะ …. พอแล้ว!   ซึ่งจังหวัดที่เราไปตะลุยเดียวรอบนี้คือจังหวัด Fukushima มันจะมีอะไรบ้าง โดยแพลนที่จะไปคร่าวๆ ก็จะประมาณนี้

DAY 1
– สนามบินดอนเมือง – ประเทศญี่ปุ่น

DAY 2
เมือง Mishima
– สะพาน Daiichi Kyouryou

DAY 3
Oze National Park

DAY 4
เมือง Aizu-Wakamatsu

DAY 5
เมือง Nihommatsu
Mount Adatara
Dake onsen

DAY 6
เมือง Fukushima
Mount Shinobu
Mount Azuma

DAY 7
– พิพิธภัณฑ์อวกาศ Koriyama City Fureai Science Center

ทริปนี้จะลุยๆ หน่อย เปลี่ยนที่นอนทุกคืน แบกเป้ไปเรื่อย เจอที่พักไหนก็วอคอินเอา เจออะไรแปลกๆ ก็ลุยเข้าไป มันจะอารมณ์เที่ยวจะเป็นยังไง ลองตามกันมาเลยยยย

 

DAY 1 – Let’go to Japan

เริ่มต้นทริปก็ใจเต้นรัวๆ เลย  เพราะเราคำนวณเวลาผิดไป เกือบจะไม่ได้ไปแล้วญี่ปุ่น โชคดีที่ได้พี่วินช่วยชีวิตไว้ ชีวิตเมืองกรุงนี่ หนีไม่ได้จริงๆ กับรถติด 555+ สายการบินที่ใช้บริการครั้งนี้ก็นี่เลยครับ Airasia เข้าเกตไม่ทันไรก็เรียกขึ้นเครื่องแล้ว แล้วเจอกันนะ Japan

 

DAY 2 – Mishima เมืองแห่งความสุนทรี

เช้านี้ที่นาริตะ หลับมาตลอดทางเลย ตื่นอีกทีก็ถึงนาริตะแล้ว พอเครื่องลงเสร็จก็ไม่รอช้ารีบยื่นเอกสารทำเรื่องผ่าน ตม. อย่างรวดเร็วเลย แต่เพราะนี่เป็นการมาครั้งแรกของผม แล้วมีหลายๆ คนบอกว่า ตม. ที่นี่ชอบถามด้วย ก็เลยเกร็งๆ กลัวๆ หน่อย แต่สรุปแล้วก็ไม่มีอะไรครับ ผ่านสบายย

หลังจากผ่าน ตม. เรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาของการเริ่มต้นทริปแล้ว กับการลุยเดียวแบกเป้ชิคๆที่ฟุกุชิมะ ซึ่งจุดหมายปลายทางของเราวันนี้คือเมือง Mishima  ซึ่งเป็นเมืองที่มีไฮไลท์ คือการถ่ายรูปรถไฟบนสะพานข้ามแม่น้ำ เอ้าพร้อมแล้วก็ลุยยยย

และทริปนี้เราจะขาดไม่ได้เลยกับตั๋วรถไฟ JR East Pass ( Tohoku Area ) โดยที่สนามบินนาริตะ มีเค้าเตอร์ให้แลกเลย สามารถแลกได้เลยหรือถ้าใครไปช่วงที่คนแลกเยอะสามารถเข้าไปแลกที่สถานีโตเกียวหรือสถานีใหญ่ๆ ได้ด้วย แต่สำหรับผมภาษาอังกฤษจะกากๆ หน่อย ก็สื่อสารกว่าจะแลกได้ก็เอาเรื่องเหมือนกันครับ ห้าห้า

หลังจากเราแลกตั๋วเรียบร้อยก็โก โก โก นั่งรถไฟเข้าเมืองเลย เพื่อไปต่อชินคันเซ็นทันที ใช้เวลานั่งรถไฟจากสนามบินนาริตะประมาณ 66 นาที ก็จะถึงสถานีโตเกียว

ถ้าใครมี JR Pass แบบผมก็สามารถนั่งรถไฟของ JR เข้า Tokyo ได้ฟรีเลยนะครับ แต่สำหรับผมแล้วจัดไปสิกับแบคแพคต่างประเทศครั้งแรก ไปเสียเงินซื้อตั๋วรถไฟ Keisei Line เข้า Ueno สิครับ ฟรีๆ ไม่ชอบ ชอบเสียตัง โธ่พ่อคุณ จริงๆ แล้วไม่ได้อยากเสียตังเลย แต่ตอนนั้นไปก็ไม่รู้ว่ามันขึ้น JR ได้ฟรี เลยไปเสียตังสะงั้น 555 เพิ่งมารู้ก็ตอนที่สายไปแล้ว T_T

พอถึงสถานี Ueno ก็รีบไปจองตั๋วรถไฟไป สถานี Koriyama เลย ซึ่งนี่ก็เป็นการขึ้นรถไฟชินคันเซ็นครั้งแรกของผมด้วย ถือว่าแอบตื่นเต้นและเบลอตอนรอขึ้นรถเหมือนกัน แต่คูลสุดๆ ไปเลย ชินคันเซ็นไวมากกกก

สำหรับรอบรถไฟต่างๆ ในทริปนี้ผมใช้แอฟ Googlemap ในการดูเวลา ซึ่งถือว่าตรงมากๆ เลยทีเดียว จะไปไหนก็กดเสิร์ชเอาเลย จะมีเวลาพร้อมราคาบอก ถือว่าสะดวกมากเลย

ซึ่งวันนี้การเดินทางของเราไปเมือง Mishima นั้นไม่ยากเลยครับ ขึ้น ชินคันเซ็นจากสถานี Tokyo >> ไปลงสถานี Koriyama >> แล้วต่อรถไฟมาลงสถานีเมือง Aizu-Wakamatsu >> แล้วก็นั่งรถไฟต่อมาลงสถานี Aizu-Miyashita ก็จะถึงแล้ว!! ไม่ไกลเลยเนอะ รวมเวลาเดินทางก็จะใช้ประมาณ 4 ชั่วโมงกว่าๆ เองครับ เดี๊ยวววนานไปไหนนน แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ ละ เอ้า ลุยยย

นั่งรถไฟมาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ก็จะถึงสถานี Koriyama   ซึ่งไวมากๆ ถ้าเทียบกับระยะทาง ก็รีบลงรถแล้วต่อรถไฟไปเมือง Aizu-Wakamatsu  โดยนั่งรถไฟสาย Ban-etsu Line  ซึ่งสำหรับเมืองนี้ ถือว่าเป็นเมืองท่ารถไฟเลยก็ว่าได้เพราะมีสายรถไฟแยกไปนู่นไปนี่เยอะเลย เวลาหาสายที่เราไปก็ต้องสังเกตป้ายนิดนึงครับ ถือว่ายังดีที่มีป้ายบอก ไม่อย่างนั้นตกรถไฟชัวร์ๆ แน่เลย เพราะรถไฟที่ญี่ปุ่น ขึ้นชื่อว่าตรงเวลาสุดๆ เลยย

ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ก็จะถึงสถานี Aizu-Wakamastu  พอมาถึงก็จะพีคๆ หน่อย เพราะรถไฟที่จะไปเมือง Mishima ต่อ จะออกอีก 8 นาที  ซึ่งผมมีเวลาแค่ 8 นาทีในการไปต่อรถ มันก็จะล่กๆ หน่อย กลัวจะตกรถไฟ เพราะรถไฟสาย Tadami Line วันนึงมีแค่ 7 รอบต่อวันเท่านั้นเอง แต่โชคดีที่เมืองนี่ไม่ใหญ่มาก เลยหารถไฟง่ายหน่อย ก็รอดตัวไป แต่วันหลังไม่เอาแล้ววว นั่งเสียว ลุ้นมาตลอดทางเลย 5555

ใช้เวลานั่งรถไฟอีก 1 ชั่วโมงครึ่งก็จะมาถึงจุดหมายปลายทางของเราแล้ว ซึ่งรถไฟสาย Tadami Line ถือว่าเป็นสายที่มีความสวยงามสายหนึ่งทีเดียวครับ แต่โชคดีทีผมหลับตลอดทางเลย เลยอดเก็บภาพเลย โชคดีจริงๆ แฮ่ๆ

พอมาถึงเมือง Mishima เราก็จะพบกับความเงียบสงบของเมือง ออกมาจากสถานีตอนแรกก็คิดๆอยู่ว่ามาถูกเมืองไหม  ซึ่งเมืองนี้ยังคงมีความคลาสสิคอยู่ มีตู้โทรศัพท์แบบหยอดเหรียญอยู่ด้วยถือว่าแปลกตามากสำหรับญี่ปุ่น บรรยากาศในเมืองจะดูเงียบๆ ไม่ค่อยมีผู้คนเดินพลุกพล่าน เหมาะสำหรับใครที่ต้องการความสงบเลย เงียบมากกก

จากนั้นก็ไม่รอช้ารีบหาที่พักทันที เพราะมาทริปนี้ผมไม่ได้จองที่พักอะไรมาเลย เพราะอยากจะลองวอคอินหาเอา มันจะลุ้นๆ หน่อยและก็จะหายากมากๆ เพราะมันไม่แตกต่างกันเลยสำหรับบ้านเรือนที่นี้ แต่โชคดีที่ก่อนมาดูไว้บ้างว่าตรงไหนน่าสนใจ ก็ใช้การเดินไปดูว่าอันไหนน่าสนใจ สรุปไปจบที่เรียวกังชิคๆ ริมแม่น้ำ ชื่อ MIYASHITA ONSEN EIKO-KAN ห่างจากสถานีรถไฟประมาณ 8 นาที

พิกัดเรียวกัง :: MIYASHITA ONSEN EIKO-KAN ::

มาถึงที่พักก็จะเจอคุณป้ายืนต้อนรับเลย แต่อุปสรรคของผมคือคุณป้าพูดภาษาอังกฤษไม่เป็น แกใส่ญี่ปุ่นรัวๆ มาเป็นชุดเลย ผมก็ยืนเอ๋อไปสิ ใช้ Google Translate ช่วยแล้วก็ยังไม่ได้เรื่อง จนคุณป้าต้องโทรเรียกคนมาช่วย ซึ่งเป็นคนของ Tourist Information มาช่วยคุยกับผม ซึ่งภาษาอังกฤษผมก็พูดไม่ได้ กว่าจะเข้าใจกันก็ใช้เวลาเลย

สรุปก็พูดคุยกันเข้าใจ (ไม่รู้ว่าเข้าใจหรือเปล่า) เลยได้พักที่นี่ 1 คืน ราคา 9,780 เยน รวมอาหาร 2 มื้อ ออนเซ็นให้แช่ พอตกลงกันเสร็จคุณป้าก็พาไปดูห้องต่างๆ และห้องพักของเรา ถือว่าห้องพักสมราคาเลยครับ อุปกรณ์ความสะดวกครบครัน ขนาดห้องกำลังดีเป็นสีเหลี่ยมผืนผ้า นอนคนเดียวกำลังดี มีฮีทเตอร์ไว้ปรับอุณหภูมิด้วย แล้วก็มีชุดยูกาตะ ไว้ให้ใส่อาบน้ำและถ่ายรูปเก๋ๆ ด้วย  ซึ่งคุณป้าก็แจ้งเวลาอาหารเย็นตอน 6 โมงเย็น กับ อาหารเช้าตอน 7 โมงเช้า

พอจัดการที่พักเสร็จ ก็ขอติดรถพี่ไกด์เข้ามาในเมืองและไปเช่าจักรยานที่ Tourist Information เลยครับ ราคาคันละ 100 เยน/วัน  แล้วก็รีบปั่นไปจุด View Point  ไฮไลท์ที่ไว้สำหรับดูวิวรถไฟวิ่งเลยครับ ซึ่งจุดที่ไปผมนั้นคือ Daiichi Kyouryou  ใช้เวลาปั่นจักรยานไป 20 นาที ซึ่งรอบที่รถไฟจะผ่านคือ 15.57น. ซึ่งดูนาฬิกาตอนนี้ก็ 15.30น. แล้วเพราะมัวแต่ติดต่อที่พักเลยเสียเวลาไป  ก็รีบเซิต Googlemap แล้วปั่นไปทันที ในใจก็คิดว่าทันแน่ๆ สบายๆ ระยะทางแค่นี้

พิกัด :: Daiichi Kyouryou :: 

กว่าจะปั่นมาถึงเล่นเอาหอบเลยครับ เพราะทางชันขึ้นเขา แถมจักรยานก็เป็นจักรยานแม่บ้าน ที่คิดว่าจะทัน สรุปว่ากว่าจะปั่นถึงใช้เวลาไป 30 นาทีครับ เฟลครั้งที่สองของผมแล้วสำหรับวันนี้  พอรู้ว่าไม่ทันรถไฟแล้วก็เลยเปลี่ยนแผนไปหาอะไรกินที่ Daiichi Kyouryou  ก่อนครับ  ข้างในก็จะมีร้านอาหารและพวกของฝาก อากาศตอนนั้นกำลังเย็นๆ ครับเลยจัดไอศครีมไปหนึ่งโคน

พอกินไอศกรีมก็เดินไปสำรวจจุดชมวิวสักหน่อย กะว่าพรุ่งนี้มาตอนเช้าจะได้รู้ว่าจุดไหนดีสุด และไม่หลงด้วย สำหรับจุดชมวิวของที่นี่มี 3 จุดคือ  จุด A , B , C  ซึ่งจุด C จะอยู่สูงสุดและเห็นภาพมุมกว้าง สำหรับผมคิดว่า จุด B จะเวิคสุดครับ

ซึ่งจุดนี้สำหรับคนที่จะถ่ายรูปแนะนำอย่าลืมเลนส์ระยะ Tele มานะ จะได้ภาพที่สวยงามเลย ส่วนผมจัดมาเลนส์ Wide มันก็จะกว้างๆไกลๆ นิดนึง 5555

พอสำรวจที่ชมวิวเสร็จรีบปั่นกลับ  เพราะพระอาทิตย์ใกล้จะตกแล้วและใกล้เวลาอาหารเย็นแล้วด้วย

ตอนปั่นกลับก็ถ่ายวิวข้างทางไปด้วย ถือว่าเมืองนี้มีบรรยากาศที่ดีเลยครับ มีวิวสวยๆ มุมดีๆ อยู่เยอะเลย แต่ติดที่เวลาของผมมีน้อยเลย เก็บได้ไม่หมดจริงๆ

ที่ญี่ปุ่น พระอาทิตย์จะตกไวมากๆ เผลอแปปเดียวก็มืดแล้ว พอถึงที่พักก็รีบไปทานอาหารเย็นเลยครับ ถือว่าเป็นมื้อแรกของวันเลย เพราะทั้งวันเดินทางอย่างเดียวเลยไม่ได้ซื้ออะไรกินเลย ไม่รู้อยู่มาได้ไงนี่ ส่วนหน้าตาอาหารก็ประมาณนี้

พอกินเสร็จก็ลองเดินไปสำรวจดูห้องน้ำ กะมาดูว่าเป็นยังไงเพราะนี่เป็นครั้งแรกเลยที่อาบน้ำแบบออนเซ็น แต่ระหว่างทางเจอคุณป้า แกก็พูดภาษาญี่ปุ่นใส่ คิดว่าเราจะไปอาบน้ำ (ในใจคิดป๊าววว กุมาเดินเล่นน) แกก็จับเราลากไปแต่งตัวที่ห้อง ประมาณว่าจะอาบน้ำต้องใส่ชุดนี้ไปอาบน้ำ (ชุดยูกาตะ)  สอนใส่ชุดเรียบร้อย แล้วลากพาไปอาบน้ำแบบถ้าลงไปอาบให้ได้คงทำแล้วละมั้ง 555+ ไหนๆ ก็มาขนาดนี้ละก็อาบเลยละกัน

ซึ่งออนเซ็นที่นี่จะเป็นห้องน้ำแยกชาย หญิง ครับ บรรยากาศก็จะมองเห็นวิวข้างนอกครับ พอดีตอนนั้นมืดแล้วก็เลยรีบลงรีบขึ้นครับ  หลังจากแช่ออนเซ็นเสร็จก็รีบมาพักผ่อน เพราะพรุ่งนี้เรามีนัดถ่ายรถไฟ รอบ 6 โมงเช้า เพราะวันนี้เฟลไปแล้ว พรุ่งนี้อยากได้รูปกับเขาบ้างงงงงง  ฝันดีครับบายยยย

 

DAY 3 – Oze National Park เส้นทางแห่งความฝัน

สวัสดียามเช้าที่สดใส วันนี้ตื่นมาแต่เช้ามืดเลย เพราะเรามีนัดกันที่เดิม แต่ด้วยผมตื่นสาย มีเวลา 25 นาทีในการปั่นไป เลยเป็นเหมือนเดิม ไปไม่ทันรถไฟมา กระซิกกระซิก เสียงรถไฟผ่านไปช้ำใจหนักหนา ทำได้แค่ถ่ายสะพานผ่านหมอกชิคๆ แค่นั้นเองง โอ้ยยปวดใจ

พอรู้ว่าไม่ทันแล้วก็รีบปั่นกลับไปที่พักเก็บของและกินข้าวเช้า เพราะวันนี้จุดหมายปลายทางของเราคือ อุทยานโอเซะ ( Oze National Park ) ใช้เวลาเดินทางนานพอสมควร และเราจะต้องต่อรถบัสเข้าไปอีก ซึ่งรถบัสนี่ละตัวปัญหา ที่วันนึงจะมีแค่ 5  รอบเท่านั้น เช้า 3 รอบ และ เย็น 2 รอบ เลยทำให้ผมต้องออกจากที่นี่ตั้งแต่ 7 โมงเช้า

สำหรับการเดินทางวันนี้เราต้องนั่งรถไฟกลับไปที่เมือง Aizu-Wakamastu  ซึ่งขากลับบรรยากาศยามเช้าตอนนั่งรถไฟถือว่าสวยงามมาก มีวิวสวยๆ ให้ดูตลอดทาง นั่งเพลินๆ ชมวิวไป ไม่นานนักเราก็จะถึงสถานี Aizu-Wakamastu แล้วว

พอมาถึง Aizu-Wakamastu ก็รีบไปสำนักงาน  JR Ticket Office ก่อนเลย เพื่อไปซื้อเจ้าตั๋วอันนี้  Aizu Gurutto Card  ราคา 2,670 เยน ถามว่าทำไมถึงต้องซื้อนะหรอ เพราะรถไฟที่เราจะต้องไปนั้น ไม่สามารถใช้ JR East Pass ที่เรามีได้ครับ แล้วลองเฉลี่ยดูแล้วบัตรนี้คุ้มค่ากว่าเยอะครับ เพราะบัตรนี้สามารถใช้นั่งรถไฟในโซน Aizu ฟรี และรถบัสสำหรับทัวร์เมืองนี้ก็ฟรีด้วย และสามารถใช้ได้ 2 วัน  ซึ่งพรุ่งนี้ผมก็ต้องกลับมาพักที่นี่ด้วย ถือว่าคุ้มสุดคุ้มครับ

พอได้ตั๋วเรียบร้อยแล้วก็ไปขึ้นรถไฟทันที ซึ่งรอบรถไฟสายนี้จะมีเยอะหน่อยครับ แต่แค่เราต้องกะไปให้ทันรถบัสนั่งเข้า อุทยาน Oze ก็แค่นั้นเอง  ซึ่งรอบรถบัสที่ผมเล็งไว้คือรอบ 10.35 น.

สำหรับรถไฟที่เราจะนั่งไปคือสาย Aizu Railway Line  ชานชาลาที่ 5 นี้เลย ส่วนรถไฟก็จอดรอก่อนเวลาออกอยู่แล้ว หน้าตารถไฟที่ผมนั่ง ก็จะน่ารักแบบนี้

ซึ่งวิวของรถไฟสายนี่ ก็สวยไม่แพ้กับสาย Tadami Line เลย สังเกตได้จากการที่เจ้าหน้าที่รถไฟจะประกาศตลอดเลยครับ ว่าถึงจุดชมวิวสวยๆ จริงๆ ก็ฟังไม่รู้เรื่องหรอก แต่ก็เห็นคนลุกกันก็ลุกดูกับเค้ามั้ง วิวก็จะประมาณนี้

ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เราก็จะมาถึงสถานี Aizu-Tajima  เป็นสถานีที่เราลงมาต่อรถบัส โดยรถบัสจะมาตรงเวลาเลย  ซึ่งจะจอดอยู่ตรงหน้าสถานีฝั่งขวามือเลย ผมยืนรอที่ป้ายสักครู่รถก็มาตามเวลา ก่อนขึ้นก็ชี้จุดที่เราจะไปอีกทีเพื่อความชัวร์ พอคนขับพยักหน้าแล้วเราก็ลุยยยย ซึ่งค่ารถจากจุดที่เราขึ้นจะราคา 2,860 เยน

พิกัดสถานี :: สถานี Aizu-Tajima ::

จากสถานี Aizu-Tajima เราก็มาลงที่จุดจอดป้ายสุดท้ายเลยคือ Numayatoge ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง แต่ตรงนี้ยังไม่ใช่ที่พักของเรานะ ที่พักของเราต้องเดินผ่านเขาเข้าไปอีก ชั่วโมงครึ่ง งานหนักเลยละทีนี้

พิกัด :: Oze National Park ::

ก่อนออกเดินทางก็เลยต้องเตรียมพร้อมก่อน ซึ่งจุดตรงนั้นก็มีร้านค้าไว้คอยให้บริการอยู่ มีทั้งสินค้าและอาหารขาย ฝนก็เริ่มตั้งเค้ามาพอดีเลยไม่อยากเสี่ยง ต้องซื้ออุปกรณ์กันฝนเข้าไปด้วย พอเตรียมตัวเสร็จก็พร้อมออกเดินทาง

ช่วงแรกทางเดินจะเป็นการเดินผ่านเขาหนึ่งลูก ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีกว่าๆ  มันก็จะหอบๆ เหนื่อยๆ หน่อย แต่ทางที่เดินจะเป็นแผ่นไม้ปูไว้เลยทำให้เดินสะดวกไม่ยากเท่าไหร่  ซึ่งระหว่างทางก็จะเจอกับผู้คนที่เดินสวนมา ก็จะมีการทักทายตลอดเลย พอเห็นคนข้างหน้าเดินมา ผมนี่รอพูด ” คนนิชิวะ ” ไว้เลย 555+

เราสามารถดูระยะทางได้ครับว่าเราเดินมาไกลแค่ไหนแล้ว เพราะที่แผ่นไม้ทางเดินจะมีตัวเลขคอยบอกไว้ด้วย  ว่าเราเดินมาถึงแค่ไหนแล้ว จะมีบอกตามทางเรื่อยๆ  ซึ่งจุดหมายที่ผมต้องเดินไปที่พักนั้นคือเลข A-032 ครับ ไม่ไกลเลยใช่ไหม 555

พอเราเดินผ่านจุดขึ้นเขาลงเขามาแล้ว เราก็เข้าสู่ช่วงทางโล่ง  จุดนี้ถือว่าเป็นไฮไลท์เลย จากที่เหนื่อยเดินมา พอมาเห็นตรงนี้แล้วแบบโอ้ววว หายเหนื่อย มีพลังขึ้นมาทันทีเลย วิวมันก็จะประมาณนี้ ถือว่าเป็นเส้นเดินชมวิวที่สวยอีกเส้นหนึ่งจริงๆ ถ้าสภาพอากาศเป็นใจกว่านี้คงสวยกว่านี้แน่ๆ เลย

จากจุดนี้ใช้เวลาเดินอีกประมาณ 30 นาทีก็จะพบกับทางแยก เป็นแยกวัดใจของผมเลย เพราะตรงป้ายมันเป็นภาษาญี่ปุ่นอ่านก็ไม่ออก 555

เลยเลือกเดินไปทางขวา  เพราะเซ้นมันบอกว่าขวาชัวร์ 555 แต่ก็คิดไม่ผิดจริงๆ เดินไปอีกแปปนึงก็จะถึงกับที่พักของเราในคืนนี้แล้วครับ

อ้อลืมบอกและจุดที่พักของเราจะพอดีกับป้ายตรงแผ่นไม้เลข A-033 เลยนะ

พอมาถึงก็รีบเข้าไปเช็คอิน  โชคดีที่คนดูแลที่นี่พูดภาษาอังกฤษเป็น ก็เลยยังพอพูดคุยกันรู้เรื่องบ้าง สรุปว่ายังมีห้องว่างก็จัดไปหนึ่งคืน เป็นห้องรวม 4 เตียง ราคา 8,640 เยน รวมอาหาร 2 มื้อ แล้วที่นี่ห้ามใช้สบู่ แชมพู ยาสีฟัน ใช้ได้แค่น้ำเปล่าอย่างเดียว เพราะจะได้รักษาธรรมชาติ  ชอบเลยแบบนี้ 555 วิ่งผ่านน้ำนี้งานถนัดเลย  ส่วนที่พักชื่อ Chozo Hut

พิกัดที่พัก :: Chozo Hut ::

ห้องพักก็จะเป็นแบบสี่เตียง ต้องปูฟูกนอนเองด้วย ก็ดูจากคนข้างๆ ที่เขาปูไว้แล้วก็ปูตามเขาเอา ตรงกลางเป็นโต๊ะไว้สำหรับนั่งคุยกันมีฮีทเตอร์ไว้คอยให้ความอบอุ่นอยู่ข้างใต้

ส่วนตรงนี้ก็จะเป็นทางเข้าห้องอาบน้ำและที่แปรงฟัน สำหรับเวลาอาบน้ำของที่นี่มีเวลากำหนดอย่างชัดเจน คือ 16.00 – 18.30 น. ใครพลาดหลังจากนี้ก็ซักแห้งไปนะ

พอเก็บของที่ห้องพักเสร็จไม่นานฝนก็ตกหนัก ออกไปดูวิวข้างนอกไม่ได้เลยซวยจริงๆ โชคดีที่ยังที่ห้องโถงตรงกลางไว้ให้นั่งเล่น  คนส่วนมากจะมานั่งเล่นอยู่ที่นี่กัน เพราะมีฮีทเตอร์ แล้วก็หนังสือให้อ่าน มีพวกเกมให้เล่นด้วย เราก็ทำได้แต่นั่งเล่นคนเดียวเหงาๆ ไป บ้างก็หยิบการ์ตูนมานั่งดูรูปเล่นเอารอเวลาไป  ส่วนมากที่นี่มีแต่คนสูงวัยมากัน จะนั่งกันเงียบๆ ของตัวเอง ไม่ค่อยคุยกัน

อ้อลืมบอกที่นี่สัญญาณอินเตอร์เน็ตเข้าไม่ถึงด้วย สำหรับคนที่ชอบ อยากตัดขาดจากโลกภายนอก แนะนำมาที่นี่เลยจะได้ฟิวลิ่งที่สงบมากจริงๆ

พอถึงเวลาทานข้าวเย็น 17.30 น. ก็จะมีประกาศเรียก  ห้องกินข้าวที่นี่จะเป็นห้องโถงใหญ่ๆ เวลาเราเดินเข้าไปถ้ามาคนเดียวเขาก็จะจับให้เราไปนั่งรวมกันกับคนอื่น ฟิวลิ่งเหมือนเข้าค่ายเลย คนแปลกหน้ามานั่งร่วมโต๊ะกัน พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน สนุกไปอีกแบบ แต่สำหรับผมมันก็จะยากๆหน่อย ต้องใช้ Google Translate ช่วยคุย เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างปนๆกันไป แต่ก็สนุกไปอีกแบบดี

กินข้าวเสร็จก็ไม่รู้จะทำไรเพราะฝนก็ตกหนาวก็หนาว เลยรีบเข้านอนเพราะพรุ่งนี้เราต้องออกเดินทางแต่เช้าเพื่อไปให้ทันรถบัสรอบ 08.30 น. จะได้มีเวลาเที่ยวในตัวเมือง Aizu-Wakamatsu  ซึ่งอุณหภูมิที่นี่ตอนนี้น่าจะ เกือบ 0 องศา หนาวสุดๆ แถมยังมีเสื้อหนาวตัวเดียวด้วย กว่าจะหลับได้เล่นเอาเหนื่อยเลย

DAY 4 – ต้อนรับพายุที่พัดผ่าน ลิ้มรสราเมนรสเลิศ

ตื่นเช้ามากับวันที่สดใส ฝนตกต้อนรับตั้งแต่เช้าเลย ดูจากป้ายสภาพอากาศพายุจะเข้าอีกสองวัน ช่างเป็นทริปที่งดงามจริงๆ Shit !!

อาหารเช้าที่นี่จะเสิร์ฟตอน 06.30 น. แล้วแต่ช่วงเดือนเพราะอาทิตย์ขึ้นไม่เท่ากัน พอกินเสร็จก็รีบเก็บของทันที ที่นี่ต้องเก็บที่นอนคืนเหมือนเดิมด้วย ไม่แน่ใจว่าเป็นกฎหรือเปล่า แต่เห็นเตียงข้างๆ เขาทำกันก็เลยทำตาม  เช้านี้ฝนก็ยังตกไม่หยุดเลย แต่โชคดีที่ซื้อของกันฝนมาก่อนเข้ามา เลยต้องใส่ลุยออกไปให้ทันรถบัสรอบ 08.30 น.

ทุกอย่างกันฝนมีครบยกเว้นรองเท้า ก็เลย DIY เอาของแถวที่พักมาทำ ก่อนออกจากที่พักทุกคนก็ยิ้มๆ ขำกัน แต่อารมณ์นั้นกลัวรองเท้าเปียกมากกว่า 555  ตอนขากลับรีบจ้ำอย่างเดียวเลย เพราะวิวข้างทางโดนฝนบังหมด

ใช้เวลาเดินไป 45 นาที ก็จะเจอรถจอดรออยู่แล้ว ก็จัดไปเลยครับรูทกลับเหมือนขามาเลย นั่งกันไปยาวๆ

ตอนนั่งรถไฟเข้า Aizu-Wakamatsu ก็นั่งฝั่งขวามือ กะว่าถ้าถึงสถานี Ashinomaki onsen จะแว๊บลงไปถ่ายรูปกับแมวเฝ้าสถานีที่นี่หน่อย แต่พอไปถึงแมวหายไปไหนไม่รู้เลยไม่ได้ลงไป สงสัยอาจกลัวฝนเข้าไปหลบอยู่ข้างใน

พิกัดสถานีรถไฟ :: สถานี Ashinomakionsen ::

ไม่นานเราก็จะมาถึงสถานี Aizu-Wakamastu ฝนก็ยังตกเหมือนเดิม เผลอๆ หนักกว่าโอเสะด้วยซ้ำ เมฆนี่ลอยดำมาเป็นก้อนเชียว  ก็รีบไปขึ้นรถบัส Aizu Loop Bus ที่อยู่ข้างหน้าสถานี ซึ่งรถบัสนี่จะวนเป็นวงกลม มี 2 สายคือสีแดงกับสีเขียว จะวนผ่านที่ท่องเที่ยวที่สำคัญๆ ส่วนใหญ่ในเมือง ราคาก็ 210 เยน/เที่ยว ถ้าเหมาทั้งวันก็ 500 เยน/คน แต่ผมมีบัตร Gurutto Card แล้วสามารถขึ้นรถบัส Aizu Loop Bus ได้ฟรีเลย

พอขึ้นรถบัสก็นั่งมายาวๆ เลย แต่ละป้ายของจะมีเลขรหัสบอกอยู่ อยากจะไปที่ไหนก็เลือกลงตามใจชอบเลย ในแผนที่มันจะมีบอกอยู่ว่าตรงไหนเลขอะไรบ้าง สามารถหยิบได้จากสถานีเลย  ผมเลือกมาลงจุดจอด H24 เป็นจุดที่ใกล้ที่พักที่ดูไว้ และใกล้คฤหาสน์ซามูไร ที่เป็นที่เที่ยวชื่อดังของที่นี่ด้วย

พิกัด :: คฤหาสน์ซามูไร Aizu-bukeyashiki ::

มาถึงก็มายืนสังเกตการณ์อยู่ข้างหน้า คฤหาสน์ซามูไร กะว่าเดี๋ยวได้ที่พักก็จะมาลุยฝนลองเข้าไปดูข้างใน จากคฤหาสน์ซามูไรเดินมาไม่ถึง 5 นาทีก็เป็นเรียวกังที่ผมดูไว้ แต่เหมือนวันนี้โชคจะไม่ค่อยเข้าข้างเท่าไหร่ เห็นทางเข้ามันปิดประตู ก็เลยเดินไปเคาะคิดว่าฝนตกแล้วปิดไว้กันฝน สรุปที่พักไม่เปิดให้บริการ โอ้วว จะซวยไปไหน

อารมณ์ตอนนั้นแบบฝนก็ตกที่พักก็ไม่มีทำไงดีฟร่ะ เลยตัดสินใจเดินไปที่ดูไว้สำรองอีกที่ ห่างจากตรงนี้ประมาณ 10 นาที พอเดินไปถึงก็ปิดเหมือนกัน ตอนนั้นนี่ยืนวิ้งเลย เอาไงดีวะคืนนี้  ตอนนั้นเลยตัดสินใจนั่งรถบัส Aizu Loop Bus กลับไปก่อนไปหาเอาในเมืองละกัน

ฝนก็ยังตกเหมือนเดิม บวกกับอารมณ์แบคแพคเกอร์ผู้ยังไร้ที่นอนในต่างแดน ตอนนั้นนี่สร้างเป็นมิวสิคได้เลย นั่งรถไปก็ดูที่พักไปตามทาง นั่งๆ ไปน้ำตาจะไหล ไม่ใช่ไม่มีที่พักนะ แต่เห็นคนข้างหน้า รักกันแล้วปวดใจ แฮร่

นั่งรถบัสวนไปเกือบ 3 รอบได้มั้ง สรุปก็มาได้ที่พักชื่อ The New Palace   ไม่รอช้าเลยครับเข้าเช็คอินอย่างไว เพราะตอนนั้นก็เกือบ 1 ทุ่มแล้ว ทั้งมืด ทั้งฝนตก ทั้งหนาว  ที่นี่ถือว่าดีเลย ราคาไม่แพง 5,200 เยน บวกอาหารเช้าอีก 950 เยน แถมยังใกล้สถานีรถไฟด้วย จากเฟลๆ มาก็อุ่นใจขึ้น สุดท้ายแพลนที่เตรียมมาวันนี้ก็ล่มไปครับ เพราะพายุเข้าแถมกว่าจะหาที่พักได้ แพลนเลยเสียไปหมดเลย

พิกัดโรงแรม :: The New Palace ::

พอแพลนล่ม ก็จัดของกินแก้เฟลหน่อย ออกมาเดินหาร้านรอบๆ ที่พัก ส่วนมากร้านต่างๆ จะปิดเร็ว มีไม่กี่ร้านที่เปิด เดินไปเรื่อยๆ ไม่ไกลจากที่พัก ก็เจอร้านราเม็งน่าสนใจเลยขอเข้าไปลองหน่อย

พิกัดร้านราเมง :: 馬力本願 ::

ร้านนี้มีพนักงานอยู่ 2 คน น่าจะเป็นแฟนกัน ร้านดูสะอาดน่านั่งเลยทีเดียว เข้าไปก็ไม่รอช้าหยิบเมนูสั่งเลย ดีหน่อยที่เมนูของร้านมีรูปด้วย ก็ไม่รู้ว่าอันไหนคืออะไร ก็ชี้ๆ ตามรูปเอา ราเม็งอะไรก็รอลุ้นเอาละกัน 555

ราเม็งที่เราสั่งไว้มาแล้วครับ ถือว่าหน้าตาผ่านเลยทีเดียว รสชาติพอชิมแล้วถือว่าอร่อยเลย ราคาชามละ 850 เยน ถือว่าไม่แพงเลย  เนื้อชิ้นใหญ่ๆ น้ำซุบนุ่มละมุน กินคำนึง ตามด้วยเบียร์ ถือว่าเด็ดเลย

ส่วนอีกจาน พอดีลองอ่านเมนูแล้วเอา Google Translate แปล มันเขียนว่าเนื้อม้า ในใจก็แบบจะดีหรอวะนี่ แต่ไม่ได้มีโอกาสมาบ่อยๆ เลยจัดไปเลยครับ ค่าเสียหายจานนี้อยู่ที่ 840 เยน เห็นหน้าตาแล้วแบบจะรอดไหมคืนนี้ กินแล้วท้องเสียไหมวะนี่เนื้อม้า แต่พอลองกินแล้วแบบว่าเด็ดเลยครับ เนื้อมันจะกึบๆ หน่อย หวานๆ นิดๆ กินแกล้มเบียร์นี่แบบว่าสุดยอดเลย

พอกินอะไรเรียบร้อยเราก็กลับที่พักเตรียมตัวนอน เพราะพรุ่งนี้ต้องเดินทางไป ภูเขา Adatara ซึ่งถ้าฝนไม่ตกก็คิดว่าจะเที่ยวใน Aizu-Wakamatsu ก่อน จะได้ไม่เสียเที่ยวที่มา

 

DAY 5 – Adarata ภูเขาแห่งความหวัง

ตื่นมาตั้งแต่ 7 โมงเช้า ฝนก็ยังตกไม่หยุด เลยต้องล้มเลิกที่จะเที่ยวใน Aizu-Wakamatsu  ต้องเปลี่ยนแผนไปภูเขา Adatara ที่อยู่เมือง Nihommastu เลย

พอเก็บของเสร็จก็ลงไปกินอาหารเช้า ซึ่งที่โรงแรมนี่จัดไว้เป็นแบบบุฟเฟ่ ก็จะมีอาหารให้เลือกหลายอย่าง แถมยังมีน้ำผึ้งสดๆให้กินด้วย พอกินเสร็จก็เช็คเอ้าท์ออกไปสถานีรถไฟ เพราะวันนี้เมือง Nihommastu ที่จะไปต้องนั่งรถไฟจาก Aizu-Wakamatsu ไปลงที่ Koriyama แล้วต่อรถไฟไปลงสถานี Nihommatsu ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที

พิกัด :: สถานี Nihommastu  ::

พอมาถึงสถานีก็แจ็คพอตเลยครับ พายุเข้าเลยทำให้รถไฟดีเลย์ แต่ดีที่รถไฟดีเลย์ ไม่นั้นคงต้องตกรถแล้วเพราะมาไม่ทัน 555  รอประมาณ 30 นาทีรถไฟก็มา ก็นั่งรถไฟไปสถานี Koriyama แล้วก็ต่อไปลง สถานี Hinommatsu อีกที

ใช้เวลาไม่นานก็จะมาถึงสถานี Nihommastu  ซึ่งจุดหมายปลายทางที่เราจะไปคือ ภูเขา Adatara แต่ผมไม่มีข้อมูลเลย โชคดีที่สถานีนี้มี Tourist Information Center ก็เลยได้ข้อมูลกับวิธีและรอบรถไปภูเขา Adatara กับ Dake Onsen ที่ๆ เราจะต้องไปหาที่พัก

พิกัดจุดขึ้นรถบัส :: ไป Dake Onsen ::

ซึ่งจากสถานี จะมีรถบัสไปลงที่ Dake Onsen ราคา 500 เยน มีรอบเยอะอยู่ ส่วนจะนั่งไป ภูเขา Adatara ต้องนั่งจาก Dake Onsen รถขาไปจะมีสองรอบคือ 09.55 , 12.50 ส่วนขากลับมี 2 รอบเหมือนกันคือ 12.20 , 15.30 โชคดีที่เรามาทันขาไปรอบ 12.50 ราคา 300 เยน

พิกัดจุดต่อรถบัส :: ไปภูเขา Adatara ::

พอนั่งรถมาถึง Dake Onsen ตอนที่ขึ้นไปต่อรถไปภูเขา Adarata ลุงคนขับเขาก็ทำภาษามือบอกเราว่าข้างบนฝนตก กระเช้าขึ้นเขาก็ปิดด้วย แต่ผมไม่เชื่อและอยากเห็นด้วยตาตัวเอง เลยไม่สนใจขอนั่งไปดูให้เห็นกับตาแล้วกัน

พิกัด :: ภูเขา Adatara ::

นั่งรถมาถึงก็ชัดเลย ตามที่ลุงคนขับบอกเลย ตอนมาถึงฝนกำลังเริ่มตกเลยแล้วข้างบนมันหนาวเม็ดฝนก็เลยกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง ตอนนั้นก็เคว้งเลยเพราะรถขากลับจะมาตอน 15.30  มีเวลาอีก 2 ชั่วโมงครึ่งอยู่กับพายุเกล็ดน้ำแข็ง แบบนี้ทำไรดี โชคดีที่คุณป้าที่นั่งรถมาด้วย เค้าก็มาคุยแล้วทำท่ามือเหมือนปาดคอ ก็งงสิคือไร ป้าจะฆ่าหมกภูเขาหรอ พอเห็นเรางง แกเลยกวักมือให้เดิมตามไป

พอมาถึงก็เข้าใจความหมายเลยที่ป้าเขาทำเลย แกจะชวนมาแช่ออนเซ็นนี่เอง ทำมือเหมือนปาดคอ คือแช่น้ำให้ถึงคอ ถึงบางอ้อเลย 555+ ตอนนั้นก็ไม่มีที่ไปด้วยเลยต้องจัดไป ออนเซ็นที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องวิวมาก ขนาดตอนที่ผมไปมีพายุเข้าก็ยังมีคนขึ้นมาแช่เยอะเหมือนกัน ที่นี่ต้องซื้อตั๋วที่ตู้เองแล้วยื่นให้พนักงาน แต่เราอ่านไม่ออก จะกดปุ่มไหนก็งง กว่าจะคุยกับพนักงานรู้เรื่อง ก็ใช้ Google Translate แปลกันสนุกเลย ส่วนวิวข้างในออนเซ็นที่นี่จะมีบ่อนอกและบ่อใน บ่อนอกจะวิวสวยมากๆ แต่เสียดายที่ถ่ายรูปไม่ได้

พิกัดออนเซ็น :: Adatarayama Okudake Hot Spring ::

พอแช่เสร็จก็ออกมารอรถบัสครับ ตามสูตรเลยอากาศหนาวๆ แบบนี้ จัดไปสิครับไอศครีมรสพีช เด็ดมากเลยขอบอก ไม่ใช่รสชาตินะ ปากนี่ละชาไปหมดเลย 5555 สำหรับที่ ภูเขา Adatara นี้ ถ้าฤดูกาลปกติ เราสามารถนั่งกระเช้าขึ้นไปลงข้างบนเขาแล้วเดิน Hiking บนเขาได้ ค่านั่งกระเช้าไปกลับจะราคา 1,700 เยน ถ้าใครไม่อยากนั่งกระเช้าก็สามารถเดินขึ้นไปได้ แต่จะใช้เวลา 1 ชั่วโมง ส่วนหน้าหนาวที่นี่ก็จะกลายเป็นลานสกี ซึ่งก็เป็นที่นิยมของคนในจังหวัดฟุคุชิมะด้วย

ซึ่งอากาศตอนนั้นฝนก็เกือบกลายเป็นหิมะแล้ว ข้างบนนี่หนาวมากๆ ถ้าอยู่นานอีกหน่อยคงได้เห็นหิมะจริงๆ แน่เลย พอถึงเวลา 15.30 รถบัสก็มาตามเวลาเป๊ะ เจอลุงคนขับคนเดิมเลย ก็นั่งรถกลับไป Dake Onsen เพื่อไปหาที่พัก

ใช้เวลา 20 นาทีก็จะมาถึง Dake Onsen พอลงรถก็เดินหาที่พักเหมือนเดิม  เดินไปเดินมาก็ไปเจออยู่ที่นึงน่าสนใจเป็นที่พักแบบเรียวกัง ก็เลยลองเข้าไปลุ้นดู

เข้ามาที่พักก็จะเป็นแนวเหมือนบ้านหน่อยๆ อาจจะด้วยเพราะเป็นครอบครัวทำกันเอง เลยให้ดูอบอุ่นเหมือนบ้าน เจ้าของก็ใจดีแถมยังพูดภาษาอังกฤษพอได้ แต่เรานี่ละพูดไม่ได้ 55 คุยไปคุยมาก็ลงตกลงพักที่นี่ 1 คืน ราคาคืนละ 8,250 เยน  ราคานี้เราเลือกอาหารมื้อเย็นมื้อเดียว เพราะตอนเช้าต้องออกแต่เช้าเลย

พิกัดเรียวกัง :: Magokorono-yado Horyuso ::
เว็ปไซด์เรียวกัง :: Magokorono-yado Horyuso ::

พอคุยเรียบร้อยก็พามาห้องพัก ห้องพักถือว่าใหญ่มาก สามารถนอนได้ 3 คน สบายๆ เลย พนักงานก็จัดการปูเตียงให้เราเรียบร้อย ถือว่าห้องนี่คุ้มเลย มีทุกอย่างครบเลย แล้วห้องก็ใหญ่ด้วย

พนักงานพอปูเตียงเสร็จไม่พอ แกก็มีมาสอนชงชาให้ด้วย เพราะในห้องจะมีที่ชงชาไว้ให้เราด้วย ไว้ชงกินเองได้เลย ชาก็อร่อยห้องก็ใหญ่ ไข่แดง แหล่งธรรมะ ถรุยย นั้นมันคำขวัญจังหวัดสุราษ แฮร่ๆ

พอเก็บของเรียบร้อยก็กะจะออกไปเก็บภาพข้างนอก แต่ด้วยฝนที่ยังตกกับฟ้าที่มืดแล้ว ก็เลยมานั่งเล่นอยู่ข้างหน้าโรงแรมแทน จนได้เจอกับลูกชายของเจ้าของโรงแรมที่เราพัก ชื่อ นาโอโตะ  เป็นเด็กที่อเลิทมากๆ เห็นวิ่งไปวิ่งมาก็เลยชวนคุย  คุยแบบมั่วๆ อังกฤษบ้าง ไทยบ้าง แบบเห็นเป็นเด็กเลยไม่กลัว เด็กมันก็พูดญี่ปุ่นใส่ ก็งงว่าคุยกันรู้เรื่องได้ไง พอหลังอยากเข้าใจก็เลยใช้ Google Translate นั่งแปลคุยกันจนสนุก มีชวนเล่นเกมด้วย 555 ได้เพื่อนเพิ่มอีกคนเลย

พอเล่นกับนาโอโตะสักพักก็ถึงเวลาอาหารเย็น อาหารที่นี่ทำได้น่ากินมาก หรือว่าเราหิววะนั้น แต่ละอย่างเด็ดมาก นั่งกินอยู่สักพัก นาโอโตะก็มาลากลับบ้านบอกพรุ่งนี้เดี๋ยวมาใหม่ แต่เราก็บอกไปว่าพรุ่งนี้ต้องไปแล้ว ก็ทำหน้าเศร้า ก็เลยกอดไปทีนึง ภาพมันเหมือนในหนังเลย ตอนจะลากัน ฟิลลิ่งได้สุดๆ  นี่ยังคิดว่าเดี๋ยวอีก 10 ปีจะกลับมานะ แล้วมาถ่ายรูปด้วยใหม่ คงจะซึ้งน่าดู

พอกินเสร็จก็จัดไปสิครับ แช่ออนเซ็นคลายหนาวหน่อย ออนเซ็นที่นี่จะมี 2 บ่อ แต่เสียดายที่ถ่ายบ่อข้างนอกมาไม่ได้เพราะมีคนแช่อยู่ ซึ่งบ่อข้างนอกจะมีวิวสวยมาก น้ำจะร้อนกว่าข้างในมาก แช่ทีเกือบจะสุกเอาเลย

แช่ออนเซ็นเสร็จก็ได้เวลาเข้านอน เพราะพรุ่งนี้เราต้องเดินทางเข้าตัวเมือง Fukushima แต่เช้า เพราะจะต้องไปให้ทันรถบัสไปภูเขา Azuma รอบเช้าเวลา 09.50 น.  คืนนี้แช่ออนเซ็นก่อนนอนเลยหลับสบายยยยยย

DAY 6 – จุดชมวิวทีเด็ด อย่าพลาดเก็บ เกี๊ยวซ่าเลิศรส

เช้าวันนี้เราก็รีบเช็คเอ้าท์แล้วออกไปลองสำรวจเมือง Dake Onsen รอบๆ ที่รอรถบัสดู บรรยากาศยามเช้าดูเงียบสงบมากๆ อากาศก็เย็นกำลังดีเลย

แต่เสียดายที่ต้องรีบขึ้นรถบัสเลยมีเวลาสำรวจเมืองน้อย เพราะเราต้องรีบไปเมือง Fukushima เพราะวันนี้เรามีแพลนที่จะไป ภูเขา Azuma กันนนนนนน

จาก สถานี Nihommastu มาสถานี Fukushima ใช้เวลานั่งรถไฟประมาณ 20 นาที พอถึงตัวเมืองก็หาที่พักก่อนเลยครับตามสเต็บ แต่วันนี้ผมใช้ Googlemap ในการค้นหา เพราะคิดว่าเป็นเมืองใหญ่ น่าจะมีโรงแรมเยอะ

สรุปก็ได้โรงแรมนี้เลยครับ ชื่อ Apa Hotel ราคาไม่แพงเลยครับคืนละ 4,700 เยน จากสถานีรถไฟ Fukushima ทางออก West เดินไม่ถึง 5 นาทีก็ถึงแล้วครับใกล้สุดๆ แต่ต้องเช็คอิน 15.00 เลยเอากระฝากไว้ก่อนแล้วก็ออกไปลุยยยยย

พิกัดโรงแรม :: Apa Hotel ::

พอออกมาเราก็รีบเดินไปหาป้ายรถบัสที่จะไป ภูเขา Azuma ครับ จากที่ดูมาคือป้ายรถเบอร์ 11 ซึ่งจะอยู่ตรงแถวสถานีรถไฟ ทางออก East เลย ราคาค่าตั๋วเที่ยวละ 1,810 เยน มีไป 2 รอบ กลับ 2 รอบ

พิกัดป้ายรถบัส :: ป้ายรถบัสเบอร์ 11 ::

วันนี้คนดูเงียบเหงาครับ มีคนคุณลุงยืนรออยู่คนเดียว หรือว่ายังไม่ถึงเวลาเลยยังไม่มากัน ก็ยืนรอกับลุงสักครู่ ก็มีเจ้าหน้าที่ของรถบัสเดินมา เอาอะไรมาติดไม่รู้ เราก็ยืนงง ถามไปถามมาคือ เช้านี้ที่ภูเขา Azuma หิมะตกหนักมาก รถรอบเช้าเลยไม่สามารถให้บริการได้  ซวยแล้วสิอุส่ารีบมา เฟลลลอีกแล้วโว้ยย แต่เขาบอกว่า มีรอบ 12.50 อีกให้ลองมาดู

พิกัด :: ภูเขา Azuma ::

สรุปคือไม่มีที่ไปครับ เพราะที่แพลนไว้ว่าจะไปภูเขา Azuma ล่มไป เลยรีบหาที่จะไปใหม่ ก็ไปเจอที่ๆ นึง ไม่ไกลจากสถานีเท่าไหร่ แล้วคิดว่าน่าจะกลับมาทันรถบัสรอบ 12.50 เลยลองไปดู ซึ่งที่ๆ จะไปคือ Iwaya Kannon หรือหน้าผาแกะสลักครับ  ส่วนวิธีไปก็ไม่ยากเลย นั่งรถบัสป้ายเบอร์ 2  รถคันไหนก็ได้เดี๋ยวก็ถึง ไม่ถึงก็ลงแบบผมแล้วเดินเอานะ 5555

พิกัดป้ายรถบัส :: ป้ายรถบัสเบอร์ 2 :: 
พิกัด ::  Iwaya Kannon ::

ลงรถบัสแล้วเดินต่ออีกประมาณ 5 นาทีก็จะถึงแล้ว หน้าผาแกะสลักกก แต่มันยังไม่เจอหรอกนะหน้าผา เราต้องเดินขึ้นบันไดพวกนี้ไปก่อน เห็นไม่สูงแบบนี้ก็เล่นเอาหอบเหมือนกันนะ

เดินขึ้นมาถึงเราก็จะเจอกับภาพแกะสลักบนหินมากมาย มีบางอันยังมีสภาพดีอยู่ บางอันก็ชำรุดแล้ว แต่ยังคงความสวยงามอยู่

เดินสำรวจรอบๆ ก็ยังมีทางให้เดินลัดเลาะมากมาย พอมาดู Googlemap ถึงจะรู้ว่า หน้าผาแกะสลัก เป็นส่วนหนึ่งของภูเขา Shinobu ที่อยู่กลางเมืองเลย มันมีทีเด็ดยังไง เดี๋ยวไว้มาบอกนะ แต่ตอนนี้ต้องรีบกลับไปให้ทันรถบัสไป ภูเขา Azuma รอบ 12.50 ก่อนนนนน

พอกลับมาถึงป้ายรถบัสเบอร์ 11 สิ่งที่คิดว่าไม่อยากให้มันเกิดก็เกิดขึ้น นั้นคือรถบัสรอบ 12.50 ก็ยกเลิกครับ เพราะหิมะตกหนัก คราวนี้ละมึนเลย เสียเวลามารอมาครึ่งวันแต่กลับไปไม่ได้ งื้ออออออออออ

พอไม่รู้จะไปไหนดี เพราที่เที่ยวที่หามาแต่ละที่ก็ไกล บวกกับเวลาก็บ่ายโมงกว่าแล้ว ก็เลยเปิด Googlemap นั่งดูแผนที่แล้วจิ้มเอา เลื่อนๆไปสักพักก็สะดุดกับภูเขาที่อยู่ตรงกลางเมือง Fukushima เลย ชื่อภูเขา Shinobu แถมพอกดดูใกล้ๆแล้ว มีจุดชมวิวอยู่ด้วย แล้วลองเซิตหาก็ยังไม่เห็นมีรีวิวคนไทยมาที่นี่เลย ต้องไปลองหน่อยละ 55

พิกัด :: ภูเขา Shinobu ::

ได้ที่ไปแล้ว ก็หาทางไปสินะ ไม่รู้จะไปยังไงก็ไปหาหนุ่มสต๊าฟรถบัสคนเดิมเลย ถามจนจะสนิทกันอยู่ละ ห้าห้า  เขาก็ชี้ว่าให้ขึ้นรถบัสป้ายเบอร์ 9  นั่งไปลงได้เลย ราคา 100 เยน ตลอดสายยยยย

พอลงรถบัส ก็ต้องเดินเข้าไปอีกหน่อยประมาณ 10 นาที ทางเดินก็จะร่มรื่นมาก มีต้นไม้ปกคุลมอยู่ตลอดเลย

เดินมาถึงกลางทางก็จะเจอกับศาลเจ้าชินโตก่อนเลย ก็เลยเข้าไปสักการะสักหน่อย

สำหรับวิธีการไหว้ให้สั่นกระพรวน แล้วหย่อนเงินบริจาค โค้งคำนับ 2 ครั้ง ปรบมือ 2 ครั้ง แล้วโค้งอีกครั้งนึง เป็นอันเสร็จพิธีการเคารพต่อเทพเจ้าในศาล

พิกัดศาลเจ้าชินโต :: Shinobuyama Tenmangu ::

เดินขึ้นมาตามทางประมาณ 20 นาทีก็จะเจอจุดชม View Point จุดแรก จุดนี่สามารถมองเห็นวิวได้ 135 องศาเลย  ส่วนจุดที่สองจะอยู่ตรงมุมซ้ายสุดของภูเขาเลย ต้องใช้เวลาเดินจากจุดนี้ไป 30 นาที ตอนแรกก็คิดว่าจะไม่ไป แต่ไหนๆ ก็มาละ ลองไปดูให้เห็นกับตาหน่อยว่าเป็นยังไง

พิกัดจุดชมวิวแรก :: Mt. Shinobu Observation Deck No. 1 ::

ระหว่างทางที่เดินไปก็จะมีต้นแปะก๊วยกับต้นเมเปิ้ล เรียงรายอยู่ตามทาง สีสันยั่วยวนชวนให้เก็บภาพจริงๆ

พอเดินมาถึงทางเข้าจุดชมวิวที่ 2 ทางก็จะเป็นป่าๆ ตอนแรกก็ลังเลที่จะเข้าไป เพราะพระอาทิตย์ใกล้จะตก กลัวขากลับมืดแล้วมองทางไม่เห็น แต่ไหนๆ เสียเวลาเดินมาแล้วจะไม่ไปดูได้ไงละ (ระหว่างว่างทางก็จะมีศาลอยู่ เวลาเดินกลับมืดๆ มันก็จะหลอนๆ หน่อย)

เดินเข้ามาประมาณ 300 เมตร ก็จะเห็นวิวไกลๆของจุดชมวิว จากที่หอบๆ มานี่ อาการหายไปเลย แทนที่ด้วยความตื่นเต้นแบบสุดเลยๆ

พิกัดจุดชมวิวที่ 2 :: Karasugasaki Observation Deck ::

พอมาถึงก็จะเจอวิว 180 องศาแบบนี้ ถือว่าคุ้มค่าที่เสียเวลาเดินมา 30 นาที

จุดชมวิวนี้จะเห็นภูเขา Azuma ด้วย จริงๆ มันเกือบครึ่งเมือง Fukushima เลยก็ว่าได้ วิวก็สวย ลมก็เย็น นั่งเก็บบรรยากาศกันไปยาวๆ เลย

ซึ่งที่จุดนี้มีไฮไลท์อยู่หนึ่งอย่าง ตอนแรกก็ไม่ได้สังเกตถ่ายแต่วิว แต่ทีเด็ดของจุดชมวิวนี่เลยคือมีทางรถไฟผ่านภูเขา ซึ่งสามารถรอถ่ายรูปรถไฟสวยๆ ได้อีกมุมนึงเลย

พอพระอาทิตย์ตก ก็ถึงเวลาต้องกลับ ตอนขากลับเห็นทางใน Googlemap มีทางลงไป ก็คิดว่าเป็นทางลงเพราะไม่อยากกลับทางเดิม มันจะอ้อม สรุปทางขากลับอย่างหลอนเลย คิดว่ามาปีนเขา ทางที่ป่าสุดๆ ตอนระหว่างเดินไปมันก็มืดแล้วก็รีบวิ่งลงเลย กลัวติดอยู่อยู่ในแดนต่างมิติ 555 ระหว่างทางเจอตัวอะไรก็ไม่รู้เป็นเงาดำๆ แต่เพ่งดูแล้วเห็นเหมือนคล้ายๆ สุนัข ในใจก็คิดหมาจิ้งจอกเปล่าวะ นี่ก็กลัวมันจะมากัดก็รีบวิ่งไป หันกลับมามองก็หายไปแล้ว (ตอนนี้เลยยังไม่รู้เลยที่เจอนี่คืออะไร)

สำหรับจุดชมวิวบนภูเขา Shinobu แนะนำให้ขับรถขึ้นมาจะสะดวกกว่า ไม่นั้นต้องเดินขาลากแบบผมไม่รู้ด้วยนะ

หลังจากใช้พลังงานจากการเดินขึ้นเขามาเกือบหมด ก็ต้องหาอะไรรองท้องกันหน่อย พอลงเขามาก็นั่งรถบัสกลับมาแถวที่พัก มาเดินหาร้านอาหาร ก็มาเจอร้านราเม็งร้านนึงตรงมุมตึก เป็นร้านเล็กๆ เห็นมันดูโลคอลดีก็เลยตัดสินใจเข้าไปเลย ที่นี่เมนูเป็นภาษาญี่ปุ่นล้วนๆ เหมือนเข้ามาเล่นเกมเสี่ยงดวงยังไงไม่รู้ ก็จิ้มมั่วๆ ไป ก็ได้ราเม็งมาชามนึง รสชาติถือว่าใช้ได้ เนื้อนุ่ม น้ำซุปร้อนๆ ซดแล้วสดชื่นจริงๆ เบ็ดเสร็จชามนี่โดนไป 800 เยน

พิกัดร้านราเมงลึกลับ :: ร้านราเมนลึกลับ ::

พอจัดราเม็งเสร็จมันยังไม่หนำใจ ก็เลยมาจัดอาหารขึ้นชื่อของที่จังหวัดนี่คือ เกี๊ยวซ่า ส่วนร้านนั้นผมก็เดินสุ่มเอา ไม่ได้ไปร้านตามรีวิว เดินมาเจอร้านนี้ใกล้ๆ สถานีรถไฟ ชื่อร้าน Yamame ตอนแรกคิดว่าปิดแล้วเห็นปิดประตู เลยเอา Google Translate แปล เอ้ายังเปิดอยู่นี่

พิกัดร้านเกี๊ยวซ่า :: Yamame ::

เข้าไปก็ชี้รูปแบบไม่รอช้าเลย เกี๊ยวซ่าหนึ่งที่ ตอนแรกจะสั่ง 20 ชิ้น แต่กลัวกินไม่หมดเลยจัดมา 10 ชิ้น  พอกินไปกินมาติดลม จัดไป 20 ชิ้นเลย ถือว่ารสชาติอร่อยดีนะมันจะกรอบนอกนุ่มในหน่อยๆ บรรยากาศร้านก็เป็นดูกันเอง คนไม่ค่อยแน่นด้วย ไม่ต้องเสียเวลารอคิว ค่าเสียหายโดนไป 20 ชิ้น 1,200 เยน

พอกินเสร็จก็ออกมาเดินเก็บบรรยากาศในเมืองตอนกลางคืนสักหน่อย และได้ย่อยที่กินไปในตัวด้วยเลย ซึ่งลืมไปเลยว่าวันนี้เป็นวันฮาโลวีน ที่เมืองนี่ก็จะมีวัยรุ่นแต่งตัวเป็นผี ออกมาเดินเล่นบ้างแต่ก็ไม่เยอะมากถ้าเทียบกับในเมืองอย่างโตเกียว

เดินเล่นจนห้าทุ่มกว่าๆ ระหว่างทางก็มาสะดุดกับร้านนี่ เป็นร้านไอศกรีมที่ปิดเที่ยงคืน เลยขอเข้าไปลองสักหน่อย  เจ้าของร้านชื่อยูกิ อัธยาศัยดีมากๆ กะเข้าไปซื้อแล้วก็กลับที่พัก แต่พี่แกเล่นชวนคุยยาวๆ จนไม่อยากกลับเลย แถมมีสาวๆ ญี่ปุ่นเข้ามาซื้อ ผมก็ไม่พลาดจะช่วยต้อนรับเป็นอย่างดี  “โดโสะ ” 555+

พิกัดร้านไอศครีม :: ダンケシェーン ::

ค่ำคืนนี้ก็เป็นคืนสุดท้ายแล้วพรุ่งนี้ก็ต้องกลับไทยแล้ว มองดูพระจันทร์แล้วก็ราตรีสวัสดิ์หลับฝันดีกันไป

DAY 7 – GoodBye JAPAN

วันสุดท้ายของทริป Fukushima แล้ว วันนี้เลยตื่นเช้ามาเก็บบรรยากาศยามเช้าในเมืองสักหน่อย อากาศตอนเช้าก็  7 องศา เย็นกำลังดี ช่วงเช้าคนก็จะพลุกพล่านหน่อยทั้งไปทำงานและไปเรียน ดูคึกครื้นดี

พอเดินเล่นเก็บบรรยากาศเรียบร้อย เราก็มาเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรมครับ เพราะกะจะไปลองลุ้นไปภูเขา Azuma ดู ซึ่งโรงแรมที่นี่จะทันสมัยมาก ทุกอย่างจะพลาดคอมพิวเตอร์หมดทั้งเช็คอิน เช็คเอ้าท์และจ่ายตัง

จากที่เมื่อวานพลาดการไปชมภูเขา Azuma วันนี้เลยขอลองอีกทีเพราะต้องขึ้นเครื่องตอนเย็นยังมีเวลาเหลืออยู่  แต่สวรรค์ก็ยังไม่เข้าข้างเราอยู่ดี สงสัยหิมะจะตกหนัก วันนี้เลยไม่เปิดให้บริการเลย เฟลแล้วเฟลอีกเฟลเข้าไป 55+

พอแพลนภูเขา Azuma ล่ม ก็เลยเลือกที่จะไปดูพิพิธภัณฑ์อวกาศที่เมือง Koriyama แทน ก่อนจากกันก็ได้แต่แอบมองภูเขา Azuma แบบเศร้าๆ ไว้มีโอกาสเราจะกลับไปเหยียบเธอให้ได้นะ

พอถึงสถานี Koriyama ก็ไปทางออก West Exit เลย พิพิธภัณฑ์จะอยู่ข้างๆสถานีเลย ชื่อ Big-I เข้าไปในตึกก็ขึ้นลิฟไปเลยเป็นลิฟเฉพาะของพิพิธภัณฑ์เลย ข้างในจะอลังกาลมากๆ

พิกัดพิพิธภัณฑ์อวกาศ :: Koriyama City Fureai Science Center ::

ในพิพิธภัณฑ์จะแบ่งเป็นสองโซน คือชั้น 21 เป็นพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์  ส่วนชั้น 23 จะเป็นท้องฟ้าจำลอง ซึ่งค่าเข้าทั้งสองชั้นจะแยกกันแต่ละชั้นจะราคา 400 เยน

ภายในชั้น 21 ก็จะเป็นที่จัดแสดงเกี่ยวกับอวกาศและวิทยาศาสตร์  มีทั้งชุดอวกาศที่ใช้จริง มียานอวกาศจำลองให้เราเข้าไปนั่งได้ มีรถสำรวจจำลองให้เราลองบังคับ เหมาะสำหรับที่ชื่นชอบอวกาศมากๆ เลย

ส่วนชั้น 23 ที่เป็นท้องฟ้าจำลอง เวลาที่จะรอดูไม่ทันเลยอดไป

หลังจากดูพิพิธภัณฑ์ครบแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางกลับแล้วครับ จากเมือง Koriyama เราก็นั่งรถไฟชิงกันเซ็งกลับเข้าโตเกียวไปต่อสนามบินนาริตะ รอกลับบ้านที่อบอุ่นของเรา เป็นอันจบทริป 7 วัน 6 คืน Fukushima แต่ต้องกลับมาอีกรอบชัวร์ เพราะที่เที่ยวยังเก็บไม่หมดเลย มันเยอะมากจริงๆ มีที่สวยๆ ที่ให้ไปเก็บภาพอีกหลายทีเลย แบกเป้ลุยเดียว Fukushima ทริปเฟลๆ เรียลๆ ก็มีเพียงเท่านี้ครับไว้ทริปหน้าจะพาไปเฟล ไปเพี้ยน ที่ไหนอีก ติดตามชมได้นะ

Hotel

Restaurant

Food

Tips

Shopping

Trips

dessert

photograph

บทความที่เพิ่งดู

7/11 : เที่ยวตามเส้นทาง Tono Hetsuri – Ouchi Juku นอน Niko Ryokan

ชวนออเจ้ามาปักพิกัดชมซากุระท่ามกลางธรรมชาติแห่งขุนเขาที่โชวะโนะโมริ (Showanomori)

พาตะลึงภูเขาสีชมพู! เทศกาล Moss pink festival เริงร่ากับดอกพิงค์มอสนับแสนที่ JupiaLand Hirata

Fukushima Vibes Part.1 : ลัดฟ้าสู่เมืองซามูไร ตามล่ารถไฟสายทาดามิ

[[คาดการณ์]]!! พาส่องแหล่งชมซากุระโค้งสุดท้ายหลังสงกรานต์ที่ฟุคุชิมะ

LEAVE A COMMENT

Welovefukushima