Japan บทความจาก Blogger รีวิวเที่ยวฟุคุชิมะ

เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง : เที่ยวเมือง Aizu Yanaizu เยือนวัด Enzoji ถิ่นกำเนิดของมาสคอตชื่อดัง Akabeko

Rating Chart

5 average based on 3 ratings

  • Excellent
    3
  • Very Good
    0
  • Average
    0
  • Poor
    0
  • Terrible
    0
เคยไหม..? เวลาเห็นภาพสถานที่หนึ่ง แล้วสามารถจดจำได้ฝังใจ แม้ไม่เคยรู้ว่าสถานที่แห่งนั้น คือที่ไหน

สำหรับเรา ภาพสะพานสีแดงสดที่ตัดกับต้นไม้สีเขียวหลากหลายเฉด ที่อยู่เบื้องหลังของเมืองยะไนสุ คือภาพๆนั้น

ก่อนมาฟุคุชิมะ สิ่งที่ต้องทำคือ การค้นหาข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว แล้วภาพสะพานแดงแรงฤทธิ์ของเมืองยะไนสุ ก็โผล่ขึ้นมากระแทกตาให้เราเห็นอีกครั้ง

“เฮ้ย… เมืองนี้นี่นา ที่มีสะพานเยอะ ๆ …”

นั่นคือสิ่งที่เราจดจำได้ และเป็นแรงบันดาลใจ ให้เราใส่ชื่อเมืองนี้ไว้ในลิสท์ เป็นลำดับต้น ๆ สำหรับการเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง ในทริปนี้

 

ยะไนสุ (Yanaizu) เป็นส่วนหนึ่งของเมืองไอสุ (Aizu) จังหวัดฟุคุชิมะ ที่นี่ห้อมล้อมด้วยภูเขาที่เต็มไปด้วยต้นไม้หลากหลายพันธ์ มีแม่น้ำทาดามิ (tadami) และแม่น้ำทาคิทานิ (takitani) ไหลผ่าน มีสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอย่างวัดเอนโซจิ (Enzo-ji Temple) ที่สวยงามมากในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี รวมถึงยังเป็นบ้านเกิดของเจ้าวัวแดง อะคาเบโบะ (Akabeko) มาสคอตชื่อดังสุดน่ารัก แห่งเมืองไอสุ อีกด้วย

วิธีการเดินทางมายัง Yanaizu

จากโตเกียว นั่งรถไฟสาย Tohoku Shinkansen (ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที) มาลงที่สถานี Koriyama แล้วเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟสาย JR Ban-etsu-West Line มาลงที่สถานี  Aizu Wakamatsu (ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที) หลังจากนั้น ต่อรถไฟสาย JR Tadami Line มาลงที่สถานี Aizu Yanaizu (ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง) เมื่อออกจากสถานี ให้เดินไปทางซ้ายตรงไปอีกประมาณ 500 เมตร ก็จะถึงวัด Enzoji

 

ปัญหาสำคัญ ๆ ที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ กับนักท่องเที่ยวด้วยตัวเองมีทั้ง หลงทาง ตกรถไฟ ไม่เข้าใจข้อมูลภาษาท้องถิ่น และอื่นๆอีกมากมายขนาดทริปนี้คิดว่าเตรียมข้อมูลมาดีก็ยังมิวาย พลาด!!!!!!

ใช่…เราพลาดรถไฟขบวนแรกจากสถานี Koriyama ที่มุ่งหน้าไปยัง Aizu Wakamatsu รอบแรกเวลา 05.55 น. ตามแพลนหลังจากต่อรถไฟสาย Tadami แล้ว เราจะถึง  Aizu Yanaizu ในเวลา 08.45 น.  สาเหตุไม่ใช่เพราะว่าเราตื่นสายแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะเราไม่รู้ว่า สถานีมีทางเข้าโดยเฉพาะสำหรับรถไฟ Local Line อยู่ที่ชั้น 1 ซึ่งเปิดให้เข้าสำหรับรถไฟทีออกก่อนเวลา 05.55 น. (เราไปสอบถามกับเจ้าหน้าที่ภายหลัง)

ส่วนเวลาเปิดทำการปกติของสถานีคือเวลา 05.55 น. มันช่างพอดีเป๊ะกับเวลาที่รถไฟออก ตอนแรกก็รู้สึกเอะใจอยู่บ้าง ว่าจะไปถามเจ้าหน้าที่แต่ก็ไม่ได้ถาม แล้วก็แอบคิดเองเออเองว่าไม่น่าจะมีอะไรหรอก รถไฟเค้าก็คงรอเราน่ะแหล่ะ… จนเมื่อเดินลงไปที่ชานชาลา รถไฟขบวนที่เราหมาย ก็แล่นออกไปจากสถานีต่อหน้าต่อตา…

เราสตั้นไป 3.24 วิ….

“เอาน่า… ไม่ทันขบวนนี้ ก็รอขบวนถัดไปก็ได้นี่นา” เราพูดปลอบใจตัวเอง พลางเสิร์ชหารอบรถไฟขบวนใหม่… และผลลัพธ์ที่ได้คือ… รถไฟขบวนถัดไป รวมการต่อรถไฟสาย Tadami แล้ว เราจะไปถึง Aizu Yanaizu ในเวลา 14.04 น.

คุณพระ…!!! พี่อยากจะกรี๊ดเป็นภาษาบาลี…!!!

เราโดนเจ้าทาดามิเล่นงานซะแล้ว เพราะรถไฟที่วิ่งออกนอกเมืองอย่างสาย JR Ban-etsu-West หรือ JR Tadami เนี่ยมีรอบวิ่งต่อวันน้อยมาก ถ้าพลาดไปเพียงขบวนเดียว กว่าอีกขบวนจะมา ก็สามารถปูเสื่อนอนดู game of thrones ไปได้เลยสามซีซั่น จากเดิมที่ตั้งใจจะไปหมู่บ้าน Ooshi Syuuraku ด้วย ก็ต้องจำใจตัดทิ้งไป วันนี้เราเลยไปได้แค่ยะไนสุ เพียงที่เดียว

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ‘ถ้ารู้สึกมีอะไรไม่ชอบมาพากล ให้รีบไปสอบถามเจ้าหน้าที่ประจำสถานีจะดีที่สุดนะ’

ระหว่างนั้น เราก็วนเวียนอยู่แต่ในสถานีโคริยามะ ก็ได้แต่บอกกับตัวเองว่า อะไรที่มันพลาดไปแล้ว ก็ปล่อยมันไป เราไปเที่ยวกันดีกว่าเนอะ ต้องทำใจยอมรับว่าทุกปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางท่องเที่ยว มันคือเสน่ห์อย่างนึงที่ทำให้เราได้เรียนรู้เพิ่มขึ้น ได้เจออะไรใหม่ๆที่นอกเหนือไปจากที่เราคิดและเตรียมไว้ เพียงแค่เราเปิดใจและตั้งสติเตรียมรับมือ และพร้อมจะสนุกไปกับมัน เท่านั้นเราก็จะพบกับความสุขในอีกรูปแบบ

ไหนๆก็ยังไม่มีที่ไป ก็ตั้งกล้องถ่ายรูปฆ่าเวลาไปก่อนละกัน… ส่วนที่เห็นข้างหลังนั่นเข้าทางประตูนี้ที่ชั้น 1 นะ… (มองตาละห้อย)

 

ตัดภาพมาที่เวลา 14.04 น.

และแล้วเราก็มาถึงสถานี Aizu Yanaizu สถานีเล็กๆแห่งสายทาดามิ พอออกมาจากสถานีสิ่งแรกที่มาทักทายเราคือ ความร้อนจากแสงแดดที่มาปะทะกับผิวหน้าและผิวตัวจนเราตกใจ ทำไมวันนี้แดดแรงมาก… นี่ซินะที่เค้าเรียกว่า Warm Welcome

 

พอออกมาจากสถานี ให้เดินไปทางซ้ายตรงขึ้นไปตามถนน เป้าหมายแรกของเราคือวัดเอนโซจิ ซึ่งต้องเดินไปจากสถานีประมาณ 500 เมตร

 

เดินมาได้นิดนึงก็เจอกับแผนที่ Cute Cute ของเมืองยะไนสุ ตั้งเด่นอยู่ตั้งแต่ต้นทาง

 

ระหว่างทางก็จะเจอกับป้ายบอกทางไดคัทเป็นรูปตัวการ์ตูน ที่จะมาคอยยืนชี้บอกทางนักท่องเที่ยวที่ขับรถมาให้ไปยังลานจอดรถของวัดเอนโซจิ ช่างดูน่ารักมุ้งมิ้งเชียว ว่าแต่!!!  นี่ใช่เณรน้อยอิคคิวซังรึเปล่าเนี่ย มาเที่ยวซะไกลเลย…

 

เดินมาเรื่อยๆก็จะเจอกับร้านขนมร้านหนึ่ง ที่มีคนต่อแถวรอซื้อราวกับแจกฟรี แอบไปส่อง ๆ ดูแล้วน่าจะเป็นขนมมันจู (Manjyu) ซึ่งเป็นขนมที่มีลักษณะกลม ๆ ข้างในเป็นใส้ถั่วบดหรือมันเทศ นี่ก็เล็ง ๆ ไว้ว่าตอนขากลับ จะลองซื้อมาชิมดูซักหน่อย…

พิกัดร้าน https://goo.gl/maps/nkiwtTmhTPq

 

เดินผ่านร้านเพ้นท์ตุ๊กตาน้องวัวแดง จะว่าไปเมืองนี้ก็มีกิจกรรมให้ทำเยอะอยู่นะ

 

ตลอดทางที่เดินไปเรื่อยๆ ชมบ้านชมเมืองไปก็เพลินดี มีร้านรวงให้ดูเยอะแยะ

 

เดินผ่านลานกิจกรรมโลกดนตรีเจ็ดสีคอนเสิร์ต เดาว่าที่เมืองนี้น่าจะกำลังมีงานเทศกาลอะไรซักอย่าง เพราะรอบเมืองก็ประดับประดาไปด้วยโคมไฟต่างๆนาๆ นี่ก็ไม่รู้ว่าลำไย ไหทองคำ จะมาร่วมงานด้วยรึเปล่า จะได้เฝ้ารอดู…

 

ก่อนจะเข้าไปในวัดเราก็เดินอ้อมมาที่สะพานที่อยู่ระหว่างสะพานแดงทั้งสองอัน เพื่อที่จะมาถ่ายรูปวัดเอนโซจิ ซึ่งมุมนี้ถือว่าเป็นมุมมหาชน ที่ใครๆก็ต้องมาถ่ายกัน เพราะจะเห็นวัดได้เต็มและชัดเจนที่สุด

พิกัดจุดถ่ายรูป https://goo.gl/maps/c1okRZPZjB52

 

ถ่ายรูปสะพานบ้างดีกว่า สะพานที่นี่ใหญ่กว่าที่เราคิดไว้เยอะมาก ดูจากรูปแล้วคิดว่าจะเล็ก ๆ กะทัดรัด ไปยืนอยู่กลางสะพานนี้ก็จะได้วิวรูปวัดแบบด้านบนเลยนะ

 

หลังจากเดินเก็บรูปตามแนวสะพานจนพอใจแล้ว (จริง ๆ เพราะสู้แดดไม่ไหว) จึงตัดสินใจเข้าไปในวัดเอนโซจิ ที่เป็นไฮไลท์ของการมาเยือนยะไนสุ แห่งนี้… เราขอเปลี่ยนเข้าสู่โหมดจริงจัง มาทำความรู้จักกับวัดนี้กันซักเล็กน้อย

วัดเอนโซจิ (Enzoji) เป็นวัดเก่าแก่ที่มีประวัติอันยาวนาน และเรื่องเล่ากล่าวขานที่มากมาย ถูกก่อสร้างขึ้นในปีค.ศ. 807 โดยนักบวชชื่อ Tokuichi Daishi แห่งเมือง Aizu ปัจจุบันมีอายุล่วงเลยมาถึงกว่า 1,300 ปี จุดเด่นของวัดแห่งนี้คือโถงระเบียงของอาคารหลักที่ตั้งอยู่บนหน้าผาขนาดใหญ่เช่นเดียวกับ วัด Kiyomisu-dera ในเกียวโต เดิมทีระเบียงนี้สร้างมาจากไม้ แต่ช่วงหลังได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนเป็นคอนกรีตเพื่อความแข็งแรง และปลอดภัย แต่ส่วนอื่น ๆ ในวัดก็ยังคงไว้เป็นไม้เช่นเดิม และเมื่อเทียบขนาดกับวัดอื่นๆแล้ว พื้นที่วัดนี้จัดว่าใหญ่ที่สุดในจังหวัดฟุคุชิมะเลยทีเดียว

ช่วงเวลาทำการ

9:00 ถึง 17:00 (เดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์ ปิดทำการเวลา 16:30, เดือนพฤษภาคม – สิงหาคม ปิดทำการเวลา 17:30)

พิกัดวัดเอนโซจิ https://goo.gl/maps/TQbznxMVqSH2

 

รู้ประวัติกันพอสังเขปแล้ว เราก็ไปให้เห็นกับตากันเลยดีกว่า ว่าวัดนี้จะสวยงามแค่ไหน

และสิ่งแรกที่เราเห็นตั้งแต่ทางเข้าก็คือ บันได!!!

เราเกิดอาการอิดออดเล็กน้อย เพราะทริปฟุคุชิมะครั้งนี้ เราขึ้นบันไดมาเยอะมาก ถ้าวัดเป็นระยะทาง ก็เทียบได้กับกรุงเทพไปนครสวรรค์ ยังไงยังงั้น…

แต่จะทำไงได้ ถ้าอยากได้สายรุ้ง ก็ต้องทนฟันฝ่าต่อสายฝน ว่าแล้วก็รวบรวมพลังที่มีขึ้นบันได เอ้า..ฮึ๊บ..!!

 

  • วิวระหว่างขึ้นบันได นั่นไงสะพานแดง ที่อยู่ในความทรงจำของชั้น!!!

เมื่อขึ้นมาถึงยอดแล้ว ก็จะได้วิวแบบนี้จ้า… หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลย แดดร้อน ๆ ก็ทำอะไรชั้นไม่ได้อีกต่อไป

สำหรับใครที่เอารถมา ก็สามารถขับรถขึ้นมาจอดบนยอดเขาได้เลยนะ หลังจากนั้นก็เดินเท้าลงมาเพียงเล็กน้อย

เมื่อขึ้นมาถึงบนยอดเขา สิ่งที่เราเห็นเป็นอันดับแรกเลยก็คือ เจ้าวัวตัวสีแดงตัวนี้ เป็นเครื่องหมายการันตีว่า ตอนนี้เราอยู่ที่ ฟาร์มโคนม ไทย-เดนมาร์ค…!!!

ฮ๊ะ…อ้าว ไม่ใช่เหรอ…? ตอนนี้เราอยู่ที่วัดเอนโซจิ แห่งเมืองยะไนสุ ต่างหากเล่า… (เล่นเอง ชงเอง สนุกจุง)

อย่างที่เรากล่าวไว้เมื่อตอนต้น วัดเอนโซจิ ยังเป็นที่กำเนิดของ อะคาเบโกะ (Akabeko) น้องวัวแดงผู้โด่งดัง ที่ต่อมาได้ถูกนำมาเป็นตุ๊กตากระดาษออกจำหน่าย และขายดิบขายดี ถึงขั้นติดท๊อปเบสท์เซลเลอร์ ในภูมิภาคไอสุกันเลยทีเดียว

ตามตำนานที่เล่าขานกันมาว่า ในสมัยแรกเริ่มที่มีการก่อสร้างวัดเอนโซจิขึ้นมา ชาวบ้านยะไนสุได้ใช้วัวแดงจำนวนหนึ่ง  เป็นพาหนะเพื่อใช้ในการขนไม้ขึ้นไปบนยอดเขา เรียกว่าเป็นกำลังหลักสำคัญในการสร้างวัดนี้เลยทีเดียว เมื่อวัดได้ก่อสร้างเสร็จแล้ว วัวเหล่านั้น ก็ไม่ยอมจากวัดไปไหน จนต่อมาวัวเหล่านั้นจึงได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความจงรักภักดีต่อเทพเจ้า และถูกขนานนามว่า Akabeko (Aka หมายถึงสีแดง, Beko หมายถึงวัว)

ต่อมาน้องวัวแดงเหล่านี้ก็ถูกพัฒนาเป็นของเล่นยอดนิยม โดยมีลักษณะเป็นตุ๊กตากระดาษ(Paper Mache) จุดเด่นอยู่ที่หัวสามารถขยับด๊อกแด๊กไปมาได้ และกลายเป็นสัญลักษณ์ของภูมิภาคไอสุไปในที่สุด

 

นอกจากนี้ ใกล้ๆกัน ยังมีรูปปั้นรูปวัวอีก 2 ตัว ซึ่งตัวแรกผลิตจากหินสลัก ส่วนตัวถัดมานั้นผลิตจากโลหะ โดยผู้ที่มาวัดส่วนใหญ่ มักจะมาลูบที่รูปปั้น และขอพร โดยมีความเชื่อว่า จะสามารถผ่านอุปสรรค์ปัญหารอบตัว และนำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้าในชีวิต

ดูจากรูปปั้นนี้แล้ว ก็ยอมใจคนญี่ปุ่นจริง ๆ ที่สามารถทรานฟอร์มเมอร์ วัวที่ดูบึกบึนตัวนี้ ให้กลายเป็นน้องวัวสีแดงสุดน่ารักไปได้…

 

มาชมบรรยากาศของวัดกันต่อ บรรยากาศร่มรื่นมากบริเวณใต้ต้นเมเปิ้ล

 

อุโบสถของวัดนี้มีทั้งความสวยงาม และความขลังอยู่ในตัว เห็นได้อย่างชัดเจนว่าผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างยาวนาน จากร่องรอยและสีของเนื้อไม้ ส่วนภายในอุโบสถนั้น มีป้ายบอกไว้ว่าห้ามถ่ายรูป เลยไม่ได้เก็บรูปมาให้ดูกัน… ว่าแล้วก็เข้าไปไหว้พระ ขอเลขซักงวดก่อนนะ…

 

โถงระเบียงของวัดนี้ คือจุดขายที่แท้ทรู เพราะด้วยระเบียงที่กว้าง และอยู่บนยอดเขา จึงสามารถทำให้มองเห็นบรรยากาศได้โดยรอบ และยังสามารถชมวิวได้ทุกฤดูกาลตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นซากุระบานสะพรั่งในช่วงฤดูใบไม้ผลิ หมอกที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือผิวน้ำของแม่น้ำทาดามิในช่วงฤดูร้อน ใบเมเปิ้ลสีส้มไล่เฉดไปจนสีแดงสุดลูกหูลูกตาในช่วงฤดูใบไม้ร่วง หรือแม้แต่หิมะที่ขาวโพลนปกคลุมทุกพื้นที่ในช่วงฤดูหนาว

 

ซึ่งที่นี่ค่อนข้างมีชื่อเสียงมากในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี จากที่เราเห็นก็ค่อนข้างจะเป็นความจริง เพราะขนาดใบไม้เขียวๆ ยังสวยเลย ถ้าได้มาช่วงนั้นคงจะฟินลืม…

 

มีร้านขายของที่ระลึกอยู่แถวบริเวณวัดด้วยนะ มาจับจ่ายใช้สอยกันได้ ใครอยากได้น้องวัวแดงแบบออริจินอลจากถิ่นกำเนิด ก็จัดเลย

 

หลังจากไหว้พระขอพรจนได้เลขมาแล้ว ก็ไปเดินเล่นในเมืองยะไนสุกันต่อ เราสะดุดตากับร้านร้านหนึ่ง เห็นแล้วก็ยิ้มร่า แล้วรีบวิ่งแท่ดๆเข้าไปในร้านทันที เพราะมันคือร้านโชว์ห่วยเวอร์ชั่นญี่ปุ่น ไม่ได้เห็นมานานมากแล้ว นึกถึงตอนเด็ก ๆ ที่ขอตังค์แม่ไปซื้อตุ๊กตากระดาษ

 

เดินไปซักพัก ความหิวก็มาเยือนกระเพาะ ประจวบเหมาะกับเดินไปเจอร้านเบเกอรี่พอดี ก็เลยรีบพุ่งเข้าไป เหตุผลหลักอีกอย่างที่เราเลือกร้านนี้เพราะว่ามีแอร์…  แต่เรื่องรสชาติก็ถือว่าใช้ได้อยู่นะ เครื่องดื่มก็มีให้เลือกเยอะแยะ น่าจะเป็นร้านดังพอสมควรในละแวกนั้น

พิกัดร้าน https://goo.gl/maps/Lyz9AUYLs3q

 

หลังจากนั้น ด้วยความที่นั่งตากแอร์เพลินไปหน่อย มารู้ตัวอีกทีก็ตอนเหลือบไปเห็นนาฬิกา

กรี๊ดดดดด..!! เราต้องต้องไปขึ้นไฟ Tadami line ในอีก 15 นาที..!!!

ณ วินาทีนั้นตกใจมาก เราไม่อยากตกรถไฟสายนี้อีกแล้ว สมองสั่งการให้รีบดีดตัวออกจากร้านด้วยความเร็วแสง พร้อมกับกึ่งเดินกึ่งวิ่งประหนึ่งนักกีฬาเดินทนเหรียญทองซีเกมส์ จากประเทศเพื่อนบ้าน แล้วเราก็พบว่า มันเหนื่อยมากกกกกกก…

ขามาแค่เดินลงเนิน ก็ยังพอชิลอยู่บ้าง แต่ขากลับต้องเดินขึ้นเนินนาจา…

เราเดินผ่านร้านขนมมันจู ที่ตั้งใจจะซื้อแต่แรก แต่คนก็ยังล้นหลามโดยไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลยแม้แต่น้อย ถ้าเราหยุดซื้อคงไม่ทันรถไฟเป็นแน่แท้ จึงต้องยอมตัดใจ ไว้คราวหน้าถ้ามีโอกาสจะมาซื้อชิมนะเจ้าคะ

สุดท้ายเราก็มาทันจนได้ เหนื่อยจนแทบจะคลานเข้าสถานี คราวหน้าเราจะไม่ลองของกับรถไฟสายนี้อีกแล้ว กลัวแล้วจ้า…

 

หนึ่งวันกับการมาเที่ยวยะไนสุ ให้ประสบการณ์เรามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความประมาทในการไม่สอบถามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สถานีรถไฟ ทำให้เราพลาดรถไฟขบวนที่วางแผนไว้ จนทำให้แพลนต้องเลท มีการปรับเปลี่ยน หรือการมาเที่ยวในช่วงฤดูร้อนที่ต้องพบกับความร้อนระดับเมืองกรุงเทพเมืองฟ้าอมร ที่แดดสามารถแผดเผาให้เราไหม้เกรียมได้โดยง่าย รวมถึงการอ้อยอิ่งไม่ดูเวลาจนเกือบจะพลาดรถไฟขากลับอีกรอบ แต่ทั้งหมดนั้น เราไม่เสียใจเลย เพราะมันได้สอนให้เรารู้ว่าการท่องเที่ยวมักไม่เป็นไปอย่างที่เราวางแผนตลอดเวลา เพียงแค่เราต้องมีสติ เพื่อรับมือกับปัญหา ใช้ใจ และสายตาเพื่อซึมซับ และดื่มด่ำกับบรรยากาศที่อยู่ตรงหน้าอย่างเต็มอิ่ม และบันทึกมันไว้เป็นความทรงจำดี ๆ ซึ่งยะไนสุ แห่งนี้พร้อมที่จะมอบให้กับทุกคนที่มาเยือน

 

ส่งท้ายกันด้วยฝาท่อของเมืองนี้ละกัน ถ้ามีโอกาสเราคงได้กลับมาเจอกันอีกนะ ยะไนสุ

 

Hotel

Restaurant

Food

Tips

Shopping

Trips

dessert

บทความที่เพิ่งดู

ท่องเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง : เที่ยว Fukushima  กับ 6 สิ่งที่ไม่ควรพลาด

1 ใน 10 ทางเดินธรรมชาติช่วงใบไม้เปลี่ยนสีที่งามงดที่สุด ‘Takigawa Valley’

เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง : หนึ่งวันในสวนพีชเก็บและกินแบบไม่อั้นในงบ 250 บาท ที่สวน Marusei

ห้วงความฝันที่ไม่อยากตื่นกับวิลล่าในฝัน เท็นเคียว-คะขุ (Tenkyokaku)

เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง : นอนแช่ออนเซ็นชิลๆ แบบส่วนตัวที่ Harataki Ryokan Aizu Wakamatsu ♨️ ♨️

LEAVE A COMMENT

Welovefukushima