การเดินทาง บทความจาก Blogger รีวิวเที่ยวฟุคุชิมะ สถานที่เที่ยว Food Hotel photograph Tips Trips

Day 1 จากนาริตะ มุ่งสู่ ฟุคุชิมะ

Rating Chart

4 average based on 1 ratings

  • Excellent
    0
  • Very Good
    1
  • Average
    0
  • Poor
    0
  • Terrible
    0

มาค่ะ เราจะพาไปเที่ยวกัน>> เที่ยวไหน ???

นู้น เราไปวิ่งเล่นอยุ่ทุ่งลาเวนเดอร์มา เห้ยย มันใช่เรอะ อิอิ
ลากกระเป๋าไปเที่ยวญี่ปุ่นมาจ้า 8 วัน 6 คืน มีเรื่องมาเล่าเยอะเลยน้าา
รอบนี้เน้นไปที่เมืองฟุคุชิมะค่ะ ซึ่งห่างจากนาริตะประมาณ 300+ กิโลเมตร นับว่าไกลอยู่เหมือนกัน
กับการต้องเดินทางเอง ความบันเทิงได้เริ่มขึ้นแล้ววว
 
ทริปนี้เน้นๆ ชมใบไม้เปลียนที่ที่เมืองฟุคุชิมะคะ ซึ่งก่อนหน้าที่จะจองตั๋วเครื่องบินก็มีข่าวใบไม้เปลี่ยนสีหนาหูตลอดว่าที่นั่น
ที่นี่แดงแล้วนะ แต่ยังไงก็จองไปแล้วอ่ะนะ ก็ต้องไปเยือนดูหน่อยว่า แต่ละที่ที่ได้ทำแผนการเดินทางไว้นั้น แดงมากน้อยแค่ไหน
 
โดยรีวิวนี้เราจะแบ่งเป็น 6 ตอนค่ะ ตอนละ 1 วันของแพลนการเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปสู่นาริตะ และไปฟุคุชิมะด้วยตัวเอง
ตามรอยได้ไม่หลงทาง เพราะเราก็ไม่หลงไง อิอิ
 

กระเป๋าพร้อม กล้องพร้อม ร่างกายพร้อม และแน่นอนรองเท้าก็ต้องพร้อมด้วย ทริปนี้เดินทางด้วย KEEN Terradora Waterproof
สมกับเป็นคู่เดียวที่ลุยเที่ยวทั้งทริปนี้ได้ดีเลยค่ะ จริงๆ ทริปนี้ ก็เอารองเท้าผ้าใบบางๆ ไปเผื่ออีกคู่หนึ่งด้วยนะ
แต่ไม่ได้เอามาใส่ในทริปญี่ปุ่นเลย 
เพราะสภาพอากาศ สภาพพื้นผิวที่เราเจอมานั้น เหยียบทั้งน้ำ ทั้งหิมะ ทั้งโขดหินสารพัดพื้นผิว
จึงขอเลือกคู่ที่เรามั่นใจที่สุดในการเดินทางดีกว่า
 และก็บอกได้เลยว่า ไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆ ค่ะ สำหรับรองเท้า Trail นวัตกรรมล่าสุดจาก Keen คู่นี้
ส่วนกระเป๋าเดินทางนี่เราพลาดเหมือนกันนะ ต้องต่อรถไฟถึง 3 ต่อ ลากๆ ไปสารพัด ดันเอากระเป๋าใบใหญ่สุดไป 29 นิ้วมันหนักมาก
ลากไม่สะดวก แต่ยังไง ก็เอากลับมาไทยได้โดยล้อไม่เสียแต่หูจับกระเป๋าพังไปเรียบร้อยค่ะ 555
 
ไปกันเริ่มการเดินทางของเราสู่ฟุคุชิมะกันดีกว่า ลัลล๊าๆ
 

หลังจากเครื่องบินจอดที่สนามบินนาริตะแล้ว เข้าสู่พิธีการ ตม. เข้าเมือง รับกระเป๋า ตามด้วยไปติดต่อซื้อ JR PASS สำหรับ 5 วัน
สำหรับนั่งได้กับรถไฟที่เราจะต้องเดินทางไปมาระหว่าง ไอซึ มายังนาริตะทั้งขาไปและขากลับ
รวมทั้งระหว่างท่องเที่ยวที่ต้องใช้ JR Pass เป็นหลักด้วยค่ะ
 
หลังจากลงเครื่องมาก็หิวล่ะ 555 คือนั่งเครื่องมา 5 ชั่วโมงกว่าๆ นี่เราหลับตลอดทางเลยนะ
เพราะบินดึก เที่ยงคืนนู้นแหน่ะ มาถึงนาริตะ 8 โมงเช้า (ญี่ปุ่นเวลาเร็วกว่าไทย 2 ชั่วโมง)
 ภายในสนามบินมี เซเว่น มีแฟมิลี่มาร์ท เข้าไปหาของกินแปลกๆ ก่อนเร็วเข้า !


ได้นมโยเกิตมาขวดนึง กับหนมปังมาอีกชิ้นไว้รองท้อง จ่ายไป 334 เยนค่ะ 
ถ้าตีเป็นเงินไทยเราจะคูณด้วย 0.30 ก็จะได้เท่ากับ 100.20 บาท
อ้อที่ญี่ปุ่น Shop สินค้าแบรนด์ บางร้าน เค้าจะบวก VAT ไปอีก 8% นะคะเป็น VAT นอกแยกจากตัวสินค้าเลย
 
ระหว่างรอรถไฟขบวนแรกที่จะนั่งจากนาริตะไปยัง 東京駅 (Tokyo Station) มองหาตู้กดเครื่องดื่มมันน่ารักดี
และเห็นเยอะมากตามถนนหนทางกลางแจ้งอีก เราว่าสะดวกอย่างมาก ตู้เครื่องดื่มหยอดเหรียญ
และสะอาดด้วย
 
การเดินทางจากนาริตะ สู่ ฟุคุชิมะ เริ่มขึ้นแล้วจ้า ตามรอยกันๆ
ขบวนแรก คือใช้ JR Pass ที่ซื้อมาเดินทางสู่  東京駅 (Tokyo Station)
ต่อที่ 1 ใช้รถไฟด่วนพิเศษ NEX ( Narita Express ) เข้าสถานีโตเกียว ใช้เวลา 56 นาที
 


รถไฟฉึกฉักวิ่งไปยัง  東京駅 (Tokyo Station) กันแล้วค่ะ รอบๆ สองข้างทางเรามองแล้วยังไม่ตื่นตาสักเท่าไหร่
หรือเพราะเรายังไม่ตื่นดีก็ไม่รู้นะ 555 แบบว่าลงเครื่องมาแบบมึนๆ เมื่อยน่องด้วย
พอลง รถไฟด่วนพิเศษ NEX ( Narita Express ) ที่สถานี Tokyo Station ยิ่งงงหนัก
เพราะว่าสถานีโตเกียวใหญ่มากกกก กว้างมาก มีหลายชั้นทั้งใต้ดินรถไฟหลายสายแยกไปแยกมา
ถ้ามาเองบอกเลยว่าหลงทางแน่ๆ ค่ะ
คนญีปุ่นที่นี่จะถามทางแต่ละทีภาษาอังกฤษก็ไม่ได้ด้วย ลำพังเรานี่ภาษาไม่แข็งแรง พอมาเจอคนญี่ปุ่นนะจอดเลย 555



ต่อที่ 2 ต่อรถไฟความเร็วสูงที่ 東京駅 (Tokyo Station) ด้วย JR Tohoku Shinkansen ใช้เวลา 1:20 ชม. ลงสถานี Koriyama ค่ะ

รถไฟความเร็วสูงน่ารักค่ะ คือเวลาจอดแล้วจะมีพนักงานอยู่ตรงทางออกคอยยืนเปิดปากถุงขยะให้คนภายในทิ้งขยะกัน 
และเข้าไปทำความสะอาดกันก่อน ที่จะเปิดให้ลูกค้าที่รอเข้ารถไฟความเร็วสูงเข้าไปนั่งกันต่อ
 
ระหว่างที่นั่งรถไฟความเร็วสูงนั้นใช้เวลา 1.20 ชั่วโมง มีที่นั่งเป็นหมายเลขกำกับไว้นะคะ คนญี่ปุ่นสองข้างเรานั้นเอาอาหารมาทานกันในรถได้
คือเวลานั้นใกล้เที่ยงล่ะใครๆ เขาก็ทำกันเนอะ เป็นเรื่องปกติจริงๆ ถึงได้หายสงสัยกันล่ะว่า พอรถไฟจอดทำไมมีถุงขยะมารอรับยังปากประตู
ถึงบางอ้อ ด้วยประการฉะนี้เอง
 
 
ถึงสถานี Koriyama กันแล้วค่ะ คราวนี้ตาเราหาของกินบ้าง รวบมื้อเช้า+เที่ยงเลยล่ะกัน
สายตาไปปะทะกะร้านราเม็งยืนกินในสถานีรถไฟ เอ้าาา ไปลองกันหน่อยค่ะ มื้อแรกที่ญี่ปุ่น


เมนูราเม็งที่นี่ เป็นแบบหยอดเหรียญนะคะ คือจะมีเมนูให้เลือกแล้วเราก็จิ้มๆ หยอดเหรียญและจะได้สลิปใบสั่ง

เอาไปยื่นให้พนักงาน ก็ถามว่าเลือกเส้นอะไรแบบไหน 
เราเลือกมาตามในรูปเลยค่ะ 450 เยน (135 บาท)


คือบะหมี่ยืนกินที่นี่เค้าพากันยืนกินกันหมดนะ ช้อนไรก็ไม่มี นี่เรายังไม่ชินอ่ะนะ คือที่นี่ไม่มีช้อนให้จริงๆ ค่า ยกซดกันหมด 555 
แต่เราไม่หมดหรอก พยายามปรุงให้อร่อย ยังไงก็ไม่อร่อยค่ะ เทพริกป่นเข้าไป ก็ยังไม่เข้าขั้น ทำใจ กินๆ ไปได้ครึ่งชามวางล่ะ
 (เรามันเป็นพวกกินยากนิดนึง ไม่ค่อยถูกปากกะอาหารต่างชาติที่ไม่แซ่บเท่าไหร่นัก อิอิ)
 
เอ้า ! ได้เวลามานั่งรถไฟต่อสุดท้ายกันแล้วค่า คราวนี้ปลายทางไปยัง เมือง Aizu Wakamatsu จังหวัด Fukushima
ต่อที่ 3 รถไฟสายสีน้ำตาล Ban-Etsusai Line เข้าสู่ปลายทางที่ Aizu Wakamatsu ใช้เวลา 1:14 ชม. ค่ะ
ซึ่งรถไฟสายนี้เราเรียกว่า รถไฟหวานเย็นก็ว่าได้ เพราะเลื่อนไปช้ามาก และคนก็แน่นมากด้วย
ไม่มีที่นั่งอาศัยยืนๆ เอาไปจนเกือบสุดทาง



จนสุดท้ายตากับยาย กวักมือเรียกเราไปนั่งที่นั่งคนแก่นั่นแหละ 555 คงเห็นว่าเราคงเหนื่อย หรือเราหน้าแกก็ไม่รู้นะ อิอิ

และแล้วเราก็มาลงสถานี Aizu-Wakamatsu Station ในเวลาบ่าย 3  
รวมเบ็ดเสร็จเดินทางจากนาริตะมา Aizu-Wakamatsu ใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 3.5 ชั่วโมง




จัดการลากกระเป๋าไซด์ขนาด 29 นิ้วนี่แหละค่า เดินๆ ตามถนนไป

ญี่ปุ่นเค้าทำทางเดินให้คนเดินเท้าค่อนข้างกว้างนะคะ ชอบมาก 

รวมทั้งทำทางเดินลอดอุโมงค์ให้ด้วย ชอบมาก สะดวกสุดๆ
เราจองโรงแรม 4 คืนแรกไว้ที่ Washington Hotel ซึ่งห่างจากสถานีรถไฟประมาณ 350 เมตรเท่านั้น
ติดร้านเซเว่น และใกล้ร้านแฟมิลี่มาร์ทด้วยทำให้หามาม่ากินตอนเย็นได้ง่ายหนอ่ย 555

นั่นแหละตึกสีน้ำตาลอ่อนๆ นั่นคือ โรงแรมวอชิงตันที่เรามาพัก 4 คืน ในราคาคืนละ 12,683  เยนรวมอาหารเช้าค่ะ
ท้องฟ้าวันแรกที่เรามาถึงบอกเลยว่า ใสมาก สวยมากกก แต่นั่นแค่แป๊ปเดียวค่ะ
เพราะหลังจากนั้น วันที่ 3-4-5 พายุไต้ฝุ่นลูกที่ 22 เข้า
โดนหางเต็มๆ ฝนเททั้งวัน ฟ้ามีแต่ขี้เมฆ 555
 

เวลานั้น รีบไปเช็คอิน พร้อมเก็บกระเป๋า เดินลงมาเตรียมไปเที่ยวกันต่อจ้า ยังพอมีเวลาเหลือนิดหน่อย

ขอไปเที่ยวที่ใกล้ๆ ก็พอ แต่ต้องขึ้นรถบัสนำเที่ยวอยู่นะ พากันเดินมายังสถานี Aizu-Wakamatsu
ที่มีจุดจอดรถบัสนำเที่ยวรอบเมือง สีเขียว-แดงอยู่ด้วย

จริงๆ เราจะซื้อบัตรเที่ยวแบบ One Day Pass ก็ได้นะคะ สถานีอยู่ข้างๆ โรงแรม 
แต่เห็นว่าเวลานี้ เย็นมากล่ะเลยเลือกเที่ยวปราสาทนกกระเรียนที่เดียวพอ และเลือกจ่ายเงินบนรถดีกว่า
รถบัสนำเที่ยวสายสีเขียว ช่องเสาที่ 6 มีความมุ้งมิ้ง ด้วยรูปการ์ตูนด้วย เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของญี่ปุ่น
ที่ใช้ตัวการ์ตูนติดตามสถานที่ต่างๆ มองแล้วน่ารักมาก อ่ะ ขึ้นคันนี้กันค่าา
 
ตรงหน้าที่เห็นเป็นจุดหยอดเหรียญ ขาลงรถบัสนะคะ 
ระหว่างที่นั่งรถบัสนำเที่ยวเราเอาขนมขึ้นมากินในรถด้วย รถวิ่งไปได้สักพัก คนขับรถเป็นผู้หญิงหันมาบอกเป็นภาษาญี่ปุ่น
บวกด้วยภาษามือ ได้ใจความสรุปว่า  ห้ามทานอาหารทุกชนิดบนรถบัสค่ะ รีบเก็บเข้ากระเป๋าอยางเร็วรี่ อิอิ

นี่เป็นเหรียญญี่ปุ่นที่เราเตรียมไว้หยอดเวลาลงรถบัส  210 เยน ลงที่สถานี ปราสาทนกกระเรียน อะ ถึงแล้ว ลงๆ 
 
ระหว่างทางเดินเข้าไปยังปราสาทนกกระเรียน สองข้างทาง
เริ่มตื่นตาตื่นใจกับใบไม้เปลี่ยนสีกันแล้วจ้า
สีแดงสีเหลืองรอบทิศทาง ทำให้เราต้องจ้ำอ้าวไปเร็วหนอ่ย เพราะเวลานั้นคือ ต้องรีบเดินแข่งกับแสงเย็นที่ริบหรี่เต็มทีล่ะ


แต่กว่าจะไปถึง ก็เจอข้างทางสวยๆ ก็อดที่จะแวะถ่ายรูปเช็คอินก่อนไม่ได้นี่นา

กับความตื่นตากับวันแรกที่ได้มาเจอ 555

ระยะทางจากถนนที่ลงรถบัสเดินไปยังปราสาทนกกระเรียน ราวๆ 600 เมตรค่ะ
สองข้างทางบอกเลยว่า ใบไม้เปลี่ยนสีที่นี่พีคสุดแล้ว เราไปเยือนวันที่ 27  ตุลาคม  2560
 
เจอแล้วนี่แหละปราสาทนกกระเรียนมองเห็นอยู่ไกลๆ 

ปราสาทนกกระเรียน (TSURUGA CASTLE)
ปราสาทสึรุกะ (Tsuruga Castle, 鶴ヶ城) เป็นศูนย์รวมการปกครองทางทหารในแถบเมือง
Aizu-wakamatsu จังหวัด Fukushima 
ภูมิภาคโทโฮขุ (Tohoku) ตั้งอยู่ทางตะวันตกของจังหวัดฟุคุชิมะในปัจจุบันค่ะ
เราได้แต่เดินรอบๆ ปราสาท บวกกับมาถึงในเวลาที่ฟ้ามืดแล้ว เลยได้ภาพแค่นี้แหละ 555
เดี๋ยวอีกวันอื่นก็จะมีมาซ้ำที่นี่อีกรอบนะคะ วันนี้ ได้เห็นในสภาพมืดๆ นี่ไปก่อน หากใครจะขึ้นชมภายในปราสาท
ต้องเสียเงินค่าเข้าชมด้วยนะคะ
ระหว่างที่กลับมายืนรอรถ ลมเย็นๆ ปะทะมาแล้วจ้าาาา รถก็ไม่มาซะที เอาไงนะ ยก GPS ขึ้นมาดู ห่างจากโรงแรมแค่ 2 โลเท่านั้น
จึงพากันตัดสินใจเดินลัดเลาะตามทางไปดีกว่าค่ะ
แต่ระหว่างทางเดินนั้นมีกลิ่นหอมของไก่ย่างลอยโชยมาปะทะจมูก หิวอีกแล้วววว
เดินไปหาเจ้าของกลิ่นทันที ถือเป็นการฝากท้อง Dinner มื้อแรกของเราที่ฟุคุชิมะนะคะ


ชื่อร้าน フィリピン食酒屋Asian Blue(アジアンブルー)
เป็นร้านอาหารฟิลิปปินส์ ใน Aizuwakamatsu-shi, Fukushima, Japan 
เมนูไม่คุ้นตาหรอก อาศัยว่าหิวกัน 555
เจ้าของเป็นชาวฟิลิปปินส์มาแนะนำเมนูราคาพิเศษให้ด้วยตัวเอง

บรรยากาศภายในร้าน อบอุุ่นด้วยฮีตเตอร์ ตกแต่งแบบญี่ปุ่นนะคะ โต๊ะนั่งง่ายๆ สบายหน่อยไม่ปวดเข่า 
การที่เราเลือกเข้าร้านนี้ด้วยเพราะดูราคาหน้าร้านแล้วไม่แพงมาก หรือพูดเต็มปากเลยว่าไม่แพง
รวมทั้งกินได้ด้วยล่ะกัน เอาล่ะซี้ได้มีร้านที่กินได้ซะที หลังจากผิดหวังกับราเม็งรอบบ่ายมาทีหนึ่งล่ะ 555

เมนูที่เราเลือกมาเป็นบาบีคิวปิ้งย่าง ตามด้วยไก่ทอด  เกี้ยวซ่า ไก่ทอดอร่อยมาก ต้องมีเบิ้ลค่ะ 
ทานกับข้าวสวยแบบญี่ปุ่น อร่อยเลยแหละ

หน้าตาประมาณนี้แต่ยกมาอีกคือเบิ้ลนะ สมกับความหิว เราไม่อดตายแล้วโว้ยยย บอกตัวเอง มาเที่ยวที่นี่
ต้องกินอาหารเมืองเค้าเป็นนะ  ปิดท้ายวันที่ 1 ของการเดินทาง ตั้งแต่ต้นจนหมดวัน
ถือว่า ถึกกันก็ว่าได้ค่ะ ตั้งแต่นั่งเครื่องมาถึงแล้วเดินเที่ยวกันต่อเลย 555
 
เอาน่า เรายังมีวันที่ 2-6 ที่เราจะพาเพื่อนๆ ไปเที่ยวชมกันยังสถานที่ต่างๆ ของจังหวัดฟุคุชิมะ 
บอกเลยว่า ตื่นตาตื่นใจกันอย่างแน่นอน

ขอบคุณที่ติดตามชมค่ะ
Rinsa Yoyolive

Hotel

Restaurant

Food

Tips

Shopping

Trips

dessert

photograph

บทความที่เพิ่งดู

หมู่บ้านโบราณโออูจิจูคุ Ouchijuku

[Fukushima Diary] Day 2 : Adatara ในวันที่พายุเข้า / เดินสำรวจ S-PAL ห้างใหญ่ติดสถานี JR Fukushima

ตะลุยลานสกีนุมะจิริ (Numajiri) สุดเจ๋งแห่งจังหวัดฟุคุชิมะ (Fukushima)

20 Pictures that I like when I visited Fukushima

0ne Day in Koriyama หนึ่งวันในเมืองที่ไม่ใช่แค่ทางผ่าน

LEAVE A COMMENT

Welovefukushima