การเดินทาง บทความจาก Blogger รีวิวเที่ยวฟุคุชิมะ Trips

เที่ยวเมือง Aizu-Wakamatsu ตอน ตะลุยปราสาทนกกระเรียน บุกคฤหาสน์ซามูไร แล้วแช่ตัวคลายเมื่อยที่สุดยอดออนเซ็น

Rating Chart

5 average based on 1 ratings

  • Excellent
    1
  • Very Good
    0
  • Average
    0
  • Poor
    0
  • Terrible
    0
หลังจากที่ผมกับต๋งได้มีโอกาสพาทุกคนไปเที่ยวเมืองไอซึวากามัตซึ (Aizu-Wakamatsu) จังหวัดฟุคุชิมะ (Fukushima) ด้วยตัวเองที่หมู่บ้านญี่ปุ่นโบราณโออูจิจูคุ (Ouchi Juku) และจุดชมวิวที่ Tono Hetsuri ซึ่งเป็นสถานที่ที่อยู่ค่อนข้างไกลจากตัวเมืองตามลิงก์นี้มาแล้ว ดังนั้นวันที่สองของการเที่ยวเมืองไอซึวากามัตซึพวกเราก็เลยตั้งเป้าที่จะเที่ยวภายในตัวเมืองแห่งนี้เป็นหลักเพราะที่นี่มีสถานที่เที่ยวน่าสนใจมากมายเลยครับ  โดยเป้าหมายหลักๆ ในการเที่ยวของเราในวันนี้ก็ได้แก่ ปราสาทซึรุกะ (Tsuruga Castle), สุสาน 19 ซามูไร กลุ่มเสือขาว (Byakkotai), เจดีย์โบราณ (Sazaedo), คฤหาสน์ซามูไร (Aizu-bukeyashiki) และก็ไปปิดท้ายด้วยการไปแช่ออนเซ็นที่ฮิกาชิยามะ ออนเซ็น (Higashiyama Onsen)

 

สำหรับการเที่ยวในตัวเมือง Aizu-Wakamatsu ด้วยตัวเองนั้นจะเป็นอะไรที่ง่ายๆ มากเลย เพราะที่นี่จะมีรถ Aizu Loop Bus สายสีเขียว (Haikara-san) และสายสีแดง (Akabe)  ให้บริการอยู่ โดยรถทั้ง 2 สายนี้จะวิ่งเป็นวงกลม สายสีเขียวจะวิ่งวนทวนเข็มนาฬิกา ส่วนสายสีแดงวิ่งตามเข็มนาฬิกา โดยทั้งสองสายนี้จะตั้งต้นที่สถานี Aizu-Wakamatsu และวิ่งผ่านสถานที่เที่ยวสำคัญๆ ในตัวเมืองนี้ทั้งหมดครับ ซึ่งค่าใช้จ่ายต่อเที่ยวในการนั่งรถทั้ง 2 สายนี้จะอยู่ที่ 210 เยน/คน/เที่ยว สำหรับผู้ใหญ่ และ 110 เยน/คน/เที่ยว สำหรับเด็ก ซึ่งหากใครที่คิดว่าจะนั่งเกิน 3 เที่ยวต่อวันแล้วล่ะก็ให้จัดตั๋ว 1 Day Pass ที่สามารถใช้ขึ้นลงรถทั้ง 2 สายนี้ได้แบบไม่จำกัดจำนวนเที่ยวในวันนั้นเลยจะดีกว่า เพราะราคาตั๋ว 1 Day Pass สำหรับผู้ใหญ่จะอยู่ที่ 500 เยน/คนเท่านั้นเอง ส่วนราคาตั๋ว 1 Day Pass สำหรับเด็กนั้นจะอยู่ที่ 250 เยน/คนครับ

 

ส่วนใครที่มีบัตร Aizu Gurutto Card อยู่ในมือแบบผมแล้ว ก็ไม่ต้องซื้ออะไรเพิ่มอีก เพราะบัตรนี้จะสามารถใช้นั่งรถบัสและรถไฟในเขตเมืองนี้ได้แบบไม่จำกัดจำนวนเที่ยวถึง 2 วันเต็มๆ อยู่แล้วครับ

สำหรับหน้าตาของ Aizu Loop Bus ก็ตามนี้เลยครับ โดยจุดขึ้นรถที่เราจะเห็นเด่นชัดที่สุดก็คือตรงสถานี Aizu-Wakamatsu ครับ ส่วนเวลาในการให้บริการนั้นก็ตามนี้เลยครับ

สายสีเขียว (Haikara-san) : 8.00-17.00 น.

สายสีแดง (Akabe) : 9.15-16.15 น.

โดยรถทั้งสองสายจะออกจากสถานี Aizu-Wakamatsu ทุกๆ 30 นาที

อ้อ….ผมขอบอกอีกนิดนึง ที่เมืองแห่งนี้เค้าจะมีการจัดโปรแกรมส่งเสริมการท่องเที่ยวดีๆ อยู่เยอะแยะเลย อย่างตอนที่ผมไปนั้นก็มีการขายตั๋วรวมสำหรับการเข้าชมสถานที่สำคัญๆ หลายแห่งไว้ด้วยกัน แล้วก็แยกเป็น Set 1, 2, 3 ซึ่งถ้าเราได้ไปเที่ยวตามสถานที่ที่เค้าจัดเซ็ตไว้แล้วมันจะคุ้มมากๆ เลยครับ อย่างผมเองซื้อแบบ Set 1 ที่เป็นการเข้าชมปราสาทซึรุกะ (Tsuruga Castle), คฤหาสน์ซามูไร Aizu-bukeyashiki และหอรำลึกโนงุจิ ฮิเดโยะ ไว้นั้น แม้สุดท้ายผมจะได้ไปเที่ยวแค่ปราสาทซึรุกะ (Tsuruga Castle) และคฤหาสน์ซามูไร Aizu-bukeyashiki ก็ยังคุ้มเลยครับ เพราะโดยปกติแล้วค่าเข้าของ 2 สถานที่นี้รวมกันก็ 1,260 เยน แล้ว แต่นี่บัตรรวมจำหน่ายแค่ 1,000 เยนเท่านั้น ยิ่งถ้าใครได้ไปเที่ยวที่หอรำลึกโนงุจิ ฮิเดโยะด้วยนั้น บอกเลยว่ายิ่งคุ้มมากๆ ครับ

 

สำหรับจุดที่ซื้อตั๋วรวมสำหรับการเข้าชมสถานที่ต่างๆ นั้น จะอยู่ที่ป้อมเล็กบริเวณใกล้ๆ กับจุดจอดรถ Aizu Loop Bus บริเวณสถานี Aizu-Wakatmatsu เลยครับ โดยร้านเค้าจะเปิดก่อน 8.00 น. เล็กน้อย ซึ่งจะทำให้เราสามารถซื้อตั๋วแล้วก็ขึ้นรถบัสเที่ยวแรกทันพอดี

ส่วนนี่จะเป็นหน้าตาของบัตร Set ต่างๆ ที่มีจำหน่ายครับ โดยป้ายนี้จะตั้งอยู่ที่หน้าจุดขายเลย รวมไปถึงตั้งอยู่ที่หน้า Information Center ในสถานี Aizu-Wakamatsu ด้วย ใครสนใจก็เข้าไปสอบถามรายละเอียดได้นะครับ เพราะเค้าจะมีแผ่นพับที่มีรายละเอียดต่างๆ เพิ่มเติมแจกให้เราด้วย

และนี่จะเป็นหน้าตาของบัตร Set 1 ที่ผมซื้อมาครับ โดยตัวบัตรจะมีการปรุรอยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ตามแต่ละสถานที่ รวมทั้งมีการบอกเบอร์โทรศัพท์และเวลาเปิดปิดของทั้ง 3 สถานที่ไว้เรียบร้อย ส่วนข้อความอื่นๆ ที่

 

เป็นภาษาญี่ปุ่นและเราอ่านไม่ออกก็ช่างมันครับ ฮา

เอาล่ะ ตั๋วรถพร้อมแล้ว บัตรเข้าชมสถานที่ต่างๆ ก็พร้อมแล้ว คราวนี้จะรออะไรอยู่ รีบขึ้นรถแล้วไปเที่ยวกันโลดดด โดยจุดหมายแรกของผมก็คือ ปราสาทซึรุกะ (Tsuruga Castle) หรือปราสาทนกกระเรียนนั่นเอง โดยการเดินทางมานั้นก็ให้เรานั่งรถ Aizu Loop Bus มาลงที่จุด H15 สำหรับสายสีเขียว และจุด A26 สำหรับสายสีแดงนะครับ จากนั้นก็ให้เรามองหาป้ายชื่อปราสาทแล้วเดินตามทางไปเรื่อยๆ ประมาณ 10 นาทีก็จะเจอปราสาทครับ

เมื่อมาถึงปราสาทแล้ว ใครที่ยังไม่มีบัตรก็ต้องไปซื้อบัตรเข้าชมในราคา  410 เยน/คน แต่สำหรับคนที่มีตั๋วรวมเป็นเซ็ตแบบผมกับต๋ง ก็ให้ฉีกเอาส่วนที่เป็นของปราสาทซึรุกะไปให้เจ้าหน้าที่บริเวณจุดขายตั๋วจากนั้นเค้าก็จะเปลี่ยนเป็นตั๋วเข้าชมปราสาทแบบนี้มาให้ครับ

อ้อ ที่ปราสาทนี้เค้าห้ามถ่ายรูปบริเวณชั้น 1 และ 2 นะครับ ส่วนชั้นอื่นๆ สามารถถ่ายได้ตามสบาย โดยภายในปราสาทนั้นมีความสวยงามตามสไตล์ปราสาทญี่ปุ่น มีของเก่าหลายๆ ชิ้นที่เป็นของจริงตั้งแต่สมัยอดีตจัดแสดงไว้ รวมไปถึงประวัติต่างๆ ของปราสาทแห่งนี้และประวัติของซามูไรกลุ่มเสือขาวซึ่งว่ากันว่าเป็นซามูไรกลุ่มสุดท้ายของญี่ปุ่นครับ

 

สำหรับเวลาที่ผมคิดว่าเหมาะสมกับการเที่ยวปราสาทแห่งนี้ก็ประมาณ 1.5 -2 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความบ้าในการถ่ายรูปหรือการลงรายละเอียดในการดูของแต่ละชิ้นของแต่ละคนครับ โดยสิ่งที่ผมประทับใจที่สุดของปราสาทซึรุกะก็คือวิวที่ชั้นบนสุดของปราสาทที่จะสามารถมองเห็นเมือง Aizu-Wakamatsu แบบ 360 องศา แล้วก็อีกจุดคือบริเวณด้านล่างของปราสาทที่ผมคิดว่ามีสถานที่สวยๆ เหมาะแก่การถ่ายรูปเยอะมาก เยอะจนผมกับต๋งอดใจไม่ไหวเลยต้องควักชุดยูกาตะที่ติดตัวไปด้วยออกมาใส่ถ่ายรูปเลยครับ ^^

หลังจากถ่ายรูปที่ปราสาทซึรุกะจนอิ่มหนำสำราญแล้ว ผมก็เดินทางต่อไปยังภูเขาอิอิโมริยามะ (Iimoriyama) ซึ่งเป็นที่ตั้งของ สุสาน 19 ซามูไรกลุ่มเสือขาว (Byakkotai) และเจดีย์โบราณ (Sazaedo) โดยการเดินทางมาที่นี่นั้นก็ให้เราลงป้ายรถ Aizu Loop Bus ที่จุด H36 สำหรับสายสีเขียว และจุด A5 สำหรับสายสีแดง เมื่อลงมาแล้วก็ให้เราพยายามมองหาอาคารหน้าตาแบบนี้ แล้วก็จะเจอทางเดินขึ้นภูเขาอิอิโมริยามะครับ

ผมให้ดูภาพของป้ายรถ Aizu Loop Bus นะครับ จะได้หาได้ง่ายๆ หน่อย โดยที่ป้ายจะมีการบอกว่าเป็นป้ายของสายอะไร และเวลารถที่จะผ่านมาที่ป้ายนี้เป็นเวลาใดบ้าง

และเนื่องจากว่าสถานที่แห่งนี้เป็นภูเขาใช่มั้ยครับ ดังนั้นมันก็ต้องมีการเดินขึ้นแน่นอน ซึ่งเราสามารถที่จะเลือกได้ว่าจะเดินขึ้นบันไดชันๆ ที่เห็นอยู่ตรงหน้าด้วยขาของตัวเอง หรือว่าจะจ่ายเงิน 250 เยน สำหรับผู้ใหญ่ และ 150 เยน สำหรับเด็ก แล้วขึ้นทางเลื่อนที่อยู่ทางขวาของภาพไปแบบสบายๆ แทน

ซึ่งแน่นอนว่าผมกับต๋งก็เลือกจะเดินขึ้นด้วยตัวเอง และก็แน่นอนอีกเช่นกันว่าพวกเรานั้นหอบแฮ่กๆ ลิ้นห้อยกันเลยจ้า

และเนื่องจากที่ภูเขาแห่งนี้มีจุดที่น่าสนใจหลายจุด ดังนั้นผมจึงขอแนะนำว่าก่อนที่จะขึ้นบันไดมานั้นอย่าลืมดูแผนที่ให้ดีๆ ก่อน จะได้เก็บที่เที่ยวได้ครบๆ แล้วก็ไม่ต้องเดินหลงไปมาจนเสียแรงเปล่าครับ

สำหรับจุดแรกที่ผมเลือกที่จะแวะชมก่อนก็คือเจดีย์โบราณ (Sazaedo) ซึ่งเป็นเจดีย์ไม้ทั้งหลัง มีความสูง 16.5 เมตร แล้วก็มีอายุกว่า 200 ปีครับ โดยจุดเด่นที่ทำให้ผมประทับใจเจดีย์แห่งนี้มากก็คือนี่เป็นเจดีย์ไม้รูปทรงหมุนวนเป็นเกลียวเหลี่ยมขึ้นไปจนถึงยอด และก็มีทางเดินขึ้นและลงคนละทางโดยที่ไม่สวนทางกัน ซึ่งเป็นอะไรที่แปลกประหลาดไม่เหมือนที่ไหนๆ เลยครับ และนั่นก็เลยทำให้เจดีย์แห่งนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกแห่งชาติทางวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่นไปเลย

ทั้งนี้สำหรับการมาชมสถานที่ต่างๆ ในภูเขาอิอิโมริยามะแห่งนี้นั้น จะไม่มีค่าใช้จ่ายนะครับ ยกเว้นคนที่ขึ้นทางเลื่อนหรือคนที่ต้องการเข้าไปชมข้างในเจดีย์ Sazaedo และพิพิธภัณฑ์ต่างๆ โดยค่าเข้าไปชมข้างในเจดีย์จะอยู่ที่ 400 เยน/คน ซึ่งผมมองว่าไหนๆ ก็มาถึงแล้วทั้งทีก็ควรจะเข้าไปชมข้างในรวมถึงทดลองเดินขึ้นบันไดวนอันน่าอัศจรรย์แห่งนี้ด้วยครับ

และที่บริเวณใกล้ๆ กับเจดีย์ (Sazaedo) นั้นจะมีศาลเจ้าและก็สุสานของ 19 ซามูไรกลุ่มเสือขาวซึ่งเป็นซามูไรกลุ่มสุดท้ายของญี่ปุ่นที่ได้ทำการปลิดชีพของตัวเองลงที่ภูเขาแห่งนี้เพื่อเป็นการรักษาเกียรติของซามูไรไว้ด้วยครับ โดยทั้งสองสถานที่นี้ดูขลัง และให้ความรู้สึกที่เงียบสงบมากๆ ครับ

หลังจากที่เราอยู่ที่ภูเขาอิอิโมริยามะได้ประมาณ 1 ชั่วโมง พวกเราก็เดินทางต่อไปยังคฤหาสน์ซามูไร (Aizu-bukeyashiki) ซึ่งตรงกับจุดจอดรถ H24. H30 ของสายสีเขียว และจุด A11, A17 ของสายสีแดง โดยที่บริเวณด้านหน้าของคฤหาสถ์แห่งนี้จะมีร้านราเมนรวมถึงของหวานอร่อยๆ ให้เราได้นั่งพักรับประทานด้วย ดังนั้นใครที่กำลังหิวๆ หรือไม่รู้จะหาร้านอาหารที่ไหนทาน ก็สามารถตรงดิ่งมาที่นี่ได้เลยครับ มานั่งกินราเมนอร่อยๆ ให้ร่างกายฟื้นพลังก่อนแล้วค่อยไปลุยต่อกัน ^^

กินอิ่มเติมพลังเสร็จแล้วทีนี้ก็ได้เวลาบุกคฤหาสน์ซามูไรกันแล้วครับ โดยค่าบัตรเข้าชมของที่นี่จะอยู่ที่ 850 เยน/คน แต่สำหรับคนที่ซื้อบัตรรวมแบบผมก็ยื่นส่วนที่เป็นของคฤหาสน์แห่งนี้ให้ที่ช่องขายตั๋วแล้วก็เข้าไปข้างในได้เลยครับ โดยข้างในคฤหาสน์นั้นกว้างมากๆ และมีสิ่งที่น่าสนใจมากมายทั้งตัวคฤหาสน์ที่มีการเปิดให้เราดูอย่างชัดๆ ว่าเค้ามีการแบ่งห้องต่างๆ ออกเป็นอย่างไรบ้าง รวมไปถึงพวกห้องครัวและส่วนที่เป็นกระบวนการตำข้าวด้วยพลังน้ำด้วย

นอกจากนั้นภายในคฤหาสน์แห่งนี้ยังมีจุดที่น่าสนใจอีกหลายจุด เช่น บริเวณที่เป็นร้านขายขนมโบราณ, ร้านขายของที่ระลึก, จุดจัด Workshop แล้วก็สนามยิงธนูขนาดเล็กที่เปิดโอกาสให้คนที่มาที่นี่ได้ทดลองความแม่นของตัวเองในราคา 200 เยน/ลูกธนู 4 ดอก

และแน่นอนว่าพอมาเจอสถานที่สวยๆ แบบนี้ เราสองคนก็ย่อมไม่พลาดที่จะหยิบเอาชุดยูกาตะที่ติดตัวมาด้วยออกมาใส่ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกแบบนี้ครับ

แต่สำหรับใครที่ไม่ได้มีชุดติดตัวมาแบบนี้ก็ไม่ต้องเสียใจไปนะครับ เพราะว่าที่นี่จะมีรูปปั้นอยู่รูปนึงที่เค้าบอกว่าหากเราเอามือไปลูบหัวท่านแล้วเราจะโชคดี ยังไงก็อย่าลืมแวะไปนะครับ ซึ่งจุดที่ตั้งของรูปปั้นนี้จะอยู่แถวๆ สนามยิงธนู ใกล้ๆ กับประตูทางออกครับ

อ้อ ที่คฤหาสน์ซามูไรแห่งนี้จะมีจุดนึงที่เราสามารถมองเห็นปราสาทซึรุกะได้ด้วยนะครับ แต่ต้องบอกนะครับว่ามันเป็นการมองเห็นแบบที่เราต้องเพ่งมากๆ หรือสายตาดีสุดๆ เท่านั้น ><

สำหรับเวลาที่เหมาะสมในการเที่ยวที่นี่ ผมว่าอย่างน้อยควรมีซัก 1 ชั่วโมงครึ่งครับ เพราะมีพื้นที่กว้าง แถมมีรายละเอียดอะไรให้เราดูเยอะแยะเลย โดยจุดที่ทำให้ผมรู้สึกพีคที่สุดในการเที่ยวชมที่นี่ก็เรื่องราวของโศกนาฏแห่งคฤหาสน์ซามูไรแห่งนี้ มันเป็นอะไรที่ดูแล้วเศร้ามากๆ เลยครับ

หลังจากที่เราเดินตะลุยเที่ยวเมืองไอซึวากามัตซึมา 6-7 ชั่วโมงแล้ว ผมเชื่อว่าร่างกายของหลายๆ คนก็คงจะเริ่มล้าแล้วแน่ๆ ดังนั้นที่สุดท้ายที่ผมจะพาทุกคนไปนั่นก็คือ ฮิกาชิยามะ ออนเซ็น (Higashiyama Onsen) ซึ่งเป็นแหล่งที่ตั้งของออนเซนที่ขึ้นชื่อของเมืองนี้ โดยที่บริเวณ Higashiyama Onsen แห่งนี้จะมีโรงแรมและเรียวกังเปิดให้บริการอยู่หลายแห่งเลยครับ และผมบอกเลยว่าหากใครงบถึงผมอยากให้มาลองพักที่นี่ซักคืนครับ เพราะร่างกายเราน่าจะได้รับการผ่อนคลายที่ดีจากการได้มาอยู่ในธรรมชาติแบบนี้แน่ๆ

แต่ถ้าใครมีปัญหาเรื่องงบประมาณหรือจองที่พักที่อื่นไว้แล้วแต่ก็อยากจะมาสัมผัสบรรยากาศ มาถ่ายรูปเก๋ๆ หรือมาแช่ออนเซ็นที่นี่ก็สามารถมาได้นะครับ เพราะที่นี่นอกจากจะมีวิวสวยๆ ให้เราถ่ายรูป มีบรรยากาศสดชื่นให้เราสูดเข้าเต็มปอด มีเสียงน้ำตกไหลเพราะๆ ให้เราฟังแล้ว ที่นี่ยังมีที่ให้เราแช่ออนเซ็นเท้าได้ฟรีๆ อีกด้วย รวมไปถึงยังมีโรงแรมและเรียวกังอีกหลายแห่งที่เปิดให้บริการแช่ออนเซ็นแบบ one time สำหรับแขกที่ไม่ได้เข้าพักค้างคืนด้วยครับ

โดยโรงแรมที่ขึ้นชื่อและมีคนไปใช้บริการแช่ออนเซ็นแบบ one time มากที่สุดก็ได้แก่ Harataki Ryokan ตามในรูปแรกนี่แหละครับ แต่วันที่ผมไปนั้นผมไปถึงช้าเกินซึ่งเลยเวลาที่เค้าเปิดให้บริการสำหรับแขกจากภายนอกแล้ว ผมก็เลยไปใช้บริการจากที่อื่นแทนโดยมีหน้าตาของโรงแรมตามในรูปที่ 2 และ 3 ครับ

สำหรับอัตราค่าบริการแช่ออนเซ็นแบบ one time นั้นก็จะอยู่ที่ประมาณ 1,000 – 2,000 เยน/คน แล้วแต่สถานที่ โดยเค้าจะมีผ้าเช็ดตัวและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ อย่างเช่น การฝากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่, ไดร์เป่าผม และอื่นๆ ให้เรียบร้อยแล้ว โดยเราสามารถที่จะสอบถามข้อมูลของโรงแรมที่เปิดให้บริการแช่ออนเซ็นแบบ one time ได้ที่ Higashiyama Onsen Toursim Association ซึ่งจะอยู่ใกล้ๆ กับบริเวณจุดจอดรถ Aizu Loop Bus ได้เลยครับ

 

อ้อ….ผมลืมบอกไปเลย สำหรับจุดจอดรถบัสของ Higashiyama Onsen นั้นจะคือจุด H27 ของสายสีเขียว และจุด A14 ของสายสีแดงนะครับ และผมขอเตือนไว้นิดนึงสำหรับคนที่จะมาเที่ยวที่นี่แล้วไม่ค้างคืน โปรดดูเวลารถเที่ยวสุดท้ายที่จะออกจากป้ายนี้ให้ดีๆ และมารอก่อนเวลาซัก 5 นาทีด้วยนะครับ เพราะรถบัสที่ญี่ปุ่นนั้นตรงเวลามาก หากคุณมาไม่ทัน มาช้าไปนิดเดียวรับรองว่าต้องตกรถแล้วต้องนั่ง Taxi กลับเข้าเมืองแทนแน่ๆ ครับ

 

แล้วพบกันใหม่กับการเดินทางของผมกับต๋งในเมือง Aizu-Wakamatsu รวมทั้งเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับการเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองในบทความหน้านะครับ ส่วนใครที่อยากจะดูบรรยากาศการท่องเที่ยวของผมกับต๋งในรูปแบบของภาพเคลื่อนไหวก็สามารถกดดูที่คลิปด้านล่างได้เลยครับ

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่านจนจบ สวัสดีครับ

Hotel

Restaurant

Food

Tips

Shopping

Trips

dessert

ภรรยาหา สามีใช้

ภรรยาหา สามีใช้ (Amazingcouple) คือ คู่หนุ่มสาวที่รักการถ่ายภาพ การแต่งหน้า การเดินทาง การได้กินของอร่อยๆ และการได้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ในชีวิต ที่สำคัญคือยังรักการเขียนและการเล่าเรื่อง และทั้งหมดนี้คือจุดกำเนิดของ website แห่งนี้ครับ มาร่วมสนุกและเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ในชีวิตไปพร้อมกับพวกเรานะครับ

บทความที่เพิ่งดู

ชวนปั่นจักรยาน ชมศาลเจ้า Nakano Fudoson กับบรรยากาศลึกลับในหุบเขา

เดินเที่ยวย้อนยุคในหมู่บ้านโบราณสมัยเอโดะที่ Ouchi-juku

ปักหมุดรวมหัว 5 เหตุผลที่ต้องชวนเดอะแก๊งค์ ไป Bandai Azuma skyline!!

ชวนมาทิ้งตัวกันที่ Tsuchiyu Onsen Fukushima เมืองน้ำพุร้อน อันแสนสงบ ที่มีประวัติยาวนานกว่า 1,400 ปี

2 วัน 1 คืน ไปถ่ายรูปรถไฟ Tadami line เเช่ออนเซ็นที่ Shimane , FUKUSHIMA

LEAVE A COMMENT

Welovefukushima