Japan การเดินทาง บทความจาก Blogger รีวิวเที่ยวฟุคุชิมะ photograph Trips

เที่ยวเมือง Aizu-Wakamatsu และ Kitakata ด้วยตัวเอง ตอน ตะลุยรถไฟสาย Tadami Line และเมืองแห่งสาเกกับราเมน

Rating Chart

4.7 average based on 3 ratings

  • Excellent
    2
  • Very Good
    1
  • Average
    0
  • Poor
    0
  • Terrible
    0
และก็มาถึงวันที่ 3 ที่ผมและต๋งได้เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองเมืองไอซึวากามัตซึ (Aizu-Wakamatsu) จังหวัดฟุคุชิมะ (Fukushima) วันนี้พวกเราตั้งเป้าที่จะไปชมความสวยงามของรถไฟ Tadami Line สายรถไฟที่ว่ากันว่ามีความสวยงามของวิวสองข้างทางที่สวยที่สุดของประเทศญี่ปุ่น และด้วยความที่เที่ยวรถไฟของสายนี้ที่ออกจากเมือง Aizu-Wakamatsu นั้นมีเพียงวันละ 6 เที่ยวเท่านั้น ดังนั้นเราก็เลยต้องรีบออกจากที่พักตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อไปขึ้นรถไฟเที่ยวแรกที่สถานี Aizu-Wakamatsu ตอน 6.00 น. ครับ

 

หลังจากที่เราขึ้นรถไฟเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็ใช้เวลาประมาณ 90 นาที นั่งชมวิวสองข้างทางที่สวยงามของรถไฟสาย Tadami Line ไปเรื่อยๆ และต้องบอกว่าการที่เราตัดสินใจรีบมาขึ้นรถไฟเที่ยวแรกสุดแบบนี้เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมากๆ เพราะวิวสองข้างทางในตอนเช้าๆ นี่สวยงามมากๆ แถมผู้คนบนรถไฟก็ยังน้อยสุดๆ อีกด้วย

และในที่สุดตอนประมาณ 7.30 น. เราสองคนก็เดินทางมาถึงสถานี Aizumiyashita ซึ่งเป็นเป้าหมายของเราในวันนี้ และหลังจากที่เราเดินออกจากสถานี เราก็เดินไปขึ้นรถบัสที่จอดรออยู่ที่ด้านหน้าของสถานี โดยรถบัสนี้จะพาเราไปส่งที่บริเวณจุดพักรถของจุดชมวิวรถไฟสาย Tadami Line โดยมีค่าบริการคนละ 500 เยนครับ

 

หมายเหตุ : รถบัสที่ว่านี้จะหน้าตาเหมือนรถตู้ธรรมดาๆ และจะมีบริการเฉพาะวันจันทร์ – วันเสาร์ โดยเค้าจะจอดรอที่หน้าสถานีเลย ส่วนเวลาในการบริการนั้นจะมีเพียงแค่วันละ 1 รอบ คือออกจากสถานี Aizumiyashita ตอน 7.30 น. และออกจากจุดชมวิวรถไฟสาย Tadami Line ตอน 10.30 น. โดยจะใช้เวลาในการนั่งรถประมาณ 10 นาที ซึ่งหากใครไปช่วงเวลาอื่นนอกเหนือจากนี้ก็คงต้องใช้การเดินเท้าในระยะประมาณ 3 กม. แทนครับ

และนี่เป็นหน้าตาของจุดพักรถบริเวณ Mishima Juku Roadside Station ซึ่งจะอยู่ใกล้ๆ กับจุดชมวิวรถไฟสาย Tadami Line และแม่น้ำทาดามิ โดยที่จุดนี้จะมีห้องน้ำ, ร้านอาหารและร้านสะดวกซื้อให้เราหาซื้อของกินเล็กๆ น้อยๆ ไว้กินระหว่างรอชมวิวอยู่ด้วยครับ สำหรับเวลาเปิดปิดของร้านอาหารและร้านสะดวกซื้อแห่งนี้ก็ตามนี้เลยครับ

ร้านสะดวกซื้อ : 8.00 – 19.00 น.

ร้านอาหาร : 10.00 – 17.00 น.

นอกจากนี้ที่บริเวณนี้ยังมีจุดชมวิวสวยๆ ที่เราสามารถมองเห็นวิวและธรรมชาติที่สดชื่นแบบ Panorama ได้อีกด้วย

เอาล่ะ หลังจากที่เราดูวิวสวยๆ เข้าห้องน้ำห้องท่า และซื้อของอร่อยๆ ไว้กินเรียบร้อยแล้ว คราวนี้ก็ได้เวลาที่เราจะเดินทางต่อไปยังจุดชมวิวของรถไฟสาย Tadami Line แล้ว โดยวิธีการเดินทางก็คือให้เราเดินจากร้านสะดวกซื้อไปตามทางเดินเล็กๆ ที่อยู่ด้านข้างของถนนใหญ่ครับ โดยเค้าจะมีป้ายบอกทางและแผนที่บอกไว้อย่างชัดเจน

ซึ่งจากแผนที่จะเห็นว่าจุดที่เราสามารถชมวิวสวยๆ แล้วก็สะพานที่รถไฟต้องวิ่งข้ามได้นั้นจะมี 3 จุด ได้แก่จุด B, C และ D ซึ่งแต่ละจุดนั้นไม่ได้ไกลกันมากครับ เดินไม่กี่นาทีก็ถึงแล้ว โดยจุดที่ผมคิดว่าสวยงามที่สุดและเหมาะแก่การชมวิวที่สุดก็คือจุด B ซึ่งเป็นจุดแรกที่เราจะเจอครับ เพราะจุดนี้จะอยู่ไม่สูงจนเกินไป สามารถมองเห็นรถไฟได้ชัดเจนกว่าจุดอื่น รวมทั้งบรรยากาศก็ร่มรื่นกว่าจุดอื่นด้วยครับ

 

สำหรับการเดินทางจากร้านสะดวกซื้อไปยังจุด B, C และ D นั้นจะต้องใช้การเดินเท้าขึ้นบันไดและเนินเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงมากนัก เดินซัก 10-15 นาทีก็ถึงจุด D ซึ่งเป็นจุดบนสุดแล้วครับ สำหรับภาพด้านล่างนี้เป็นภาพบรรยากาศบริเวณจุด B ครับ โดยสะพานสีม่วงที่เราเห็นนั้นคือสะพานที่ชื่อว่าไดอิจิ เคียวเรียว (Daiichi Kyouryou)

ส่วนนี่เป็นบรรยากาศบริเวณจุด D ซึ่งจะเป็นจุดสูงสุด จะเห็นว่าไม่มีต้นไม้สูงๆ บังแดดเลย ดังนั้นถ้าเป็นวันที่อากาศร้อนๆ แดดแรงๆ ก็คงจะไม่เหมาะที่จะมานั่งตรงนี้ซักเท่าไหร่ แต่ว่าวันที่ผมไปนั้นอากาศดีมาก มีแค่แดดอ่อนๆ เราก็เลยนั่งกินข้าวและขนมอร่อยๆ ฆ่าเวลาระหว่างที่รอรถไฟวิ่งข้ามสะพาน

เราใช้เวลานั่งกินข้าวเพื่อรอรถไฟไม่นานก็พบว่าใกล้ได้เวลาที่รถไฟจะวิ่งผ่านสะพานแล้ว เราจึงเคลื่อนตัวกลับมายังจุด B เพื่อหามุมสวยๆ ในการถ่ายภาพ และไม่ต้องแปลกใจนะครับที่คุณจะเห็นช่างภาพชาวญี่ปุ่นมารอถ่ายรูปอยู่ที่จุดนี้กันหลายคนเลย ซึ่งแต่ละคนก็มากันแบบอุปกรณ์จัดเต็มทั้งนั้น

 

สำหรับเวลาที่รถไฟจะวิ่งผ่านสะพานนี้นั้นเราสามารถเช็คจาก Hyperdia ไว้ล่วงหน้าได้เลย โดยให้ดูเวลาของรถไฟที่วิ่งระหว่างสถานี Aizu-Nishikata และสถานี Aizu-Hinohara ซึ่งเป็นสถานีที่ตั้งอยู่คนละฝั่งของสะพาน Daiichi Kyouryou แต่ถ้าใครไปถึงที่นั่นแล้วไม่สามารถเช็คเวลาได้หรือไม่แน่ใจเวลาว่าถูกต้องหรือเปล่า และบังเอิญว่าเจอช่างภาพชาวญี่ปุ่นรอถ่ายรูปอยู่ที่บริเวณนั้นพอดีก็สามารถสอบถามเค้าได้เลย แต่ละคนใจดีและข้อมูลเป๊ะมากๆ ^^

 

โดยที่จุด B นี้เราจะสามารถมองเห็นรถไฟวิ่งบนสะพาน Daiichi Kyouryou 2 รอบนะครับ แต่จะวิ่งมาคนละด้านกัน โดยทั้ง 2 รอบนี้จะมีระยะเวลาห่างกันประมาณ 5-10 นาที ดังนั้นดูรอบแรกจบแล้วก็อย่าพึ่งรีบกลับนะครับ ให้รอดูรอบสองด้วย ส่วนใครที่รอดูรถไฟข้ามสะพานที่จุด D นั้นจะสามารถมองเห็นรถไฟข้ามได้ถึง 2 สะพานเลย แต่อีกสะพานนึงจะอยู่ไกลมาก อาจจะมองเห็นยากซักหน่อยครับ

 

หมายเหตุ : จุดชมวิวแห่งนี้จะมีความสวยงามมากๆ ในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีในเดือนพฤศจิกายน แล้วก็ช่วงหิมะตกในเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ครับ หากใครได้ไปช่วงนั้นน่าจะฟินสุดๆ เลย

เมื่อเราชมความงามของรถไฟขณะวิ่งผ่านสะพานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คราวนี้ก็ได้เวลาในการเดินทางกลับเมือง Aizu-Wakamatsu กันแล้ว ซึ่งการเดินทางจากจุดพักรถไปยังสถานี Aizumiyashita นั้นก็ทำได้หลายวิธีทั้งการเดินเท้าบนระยะทางประมาณ 2.6 กม. ซึ่งใช้เวลาประมาณ 45 นาที, การนั่งรอรถบัสรอบ 10.20 น.และ 13.20 น. (เฉพาะวันหยุดเท่านั้น) หรืออีกทางคือให้ทางร้านสะดวกซื้อช่วยเรียก Taxi มารับ ซึ่งหากใครที่ออกมาจาก Aizu-Wakamatsu มาตั้งแต่เช้าด้วยรถไฟเที่ยวแรก และสามารถทำเวลาต่างๆ ได้ดีก็จะเหลือเวลาให้เที่ยวที่อื่นๆ ต่อได้อีกครึ่งวันเลยครับ โดยผมกับต๋งเองก็ได้เลือกที่จะไปเที่ยวที่เมืองคิตะคาตะ (Kitakata) เมืองซึ่งว่ากันว่าเป็นเมืองแห่งสาเกและราเมนต่อ และเมื่อไปถึงสถานี Kitakata ก็พบว่าเค้ามีการตั้งพร็อพแบบนี้ให้เราถ่ายที่สถานีเลยครับ ><

สำหรับภาพรวมของเมืองคิตะคาตะนั้นจะเป็นเมืองเล็กๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากเมือง Aizu-Wakamatsu ครับ โดยใช้เวลาในการนั่งรถไฟแค่ 15 นาทีเท่านั้นเอง โดยจุดที่ทำให้เมืองเล็กๆ แห่งนี้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาตินั่นก็คือที่นี่มีวัตถุดิบที่เหมาะสมหลายอย่างก็เลยทำให้ก่อเกิดเป็นสาเกและราเมนที่ขึ้นอยู่ของประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะคิตะคาตะราเมนนั้นว่ากันว่าคือ 1 ใน 3 ราเมนของญี่ปุ่นที่ห้ามพลาดที่จะลองชิมเลยครับ

 

และด้วยความที่เมืองนี้ขึ้นชื่อในเรื่องของราเมนเป็นอย่างมาก  อีกทั้งคนในเมืองนี้ยังกินราเมนกันแทบจะทั้งวัน ดังนั้นก็เลยทำให้มีร้านราเมนในเมืองนี้มากว่า 150 ร้านครับ!!! ซึ่งนับว่าสูงมากๆ เมื่อเทียบกับขนาดและจำนวนของประชากรเมืองนี้ เยอะจนมีนักท่องเที่ยวมาตระเวนชิมราเมนอร่อยในเมืองนี้ได้เป็นสิบวัน เยอะจนต้องทำให้ที่เมืองนี้มีการทำแผนที่และคู่มือการกินราเมนออกมาแจกกันเลย โดยเราสามารถขอรับคู่มมือนี้ได้ที่ Information Center ของสถานี Kiatakata ได้เลยครับ ภายในเล่มจะมีแผนที่ร้านราเมนเด็ดๆ ในเมือง, ภาพเมนูเด่น, เบอร์โทร และข้อมูลต่างๆ ครบถ้วน นอกจากนี้เรายังสามารถสอบถามเจ้าหน้าที่ที่ Information Center ได้อีกด้วยว่าแนะนำให้กินร้านไหนดี เจ้าหน้าที่เค้าใจดีสุดๆ เลย เพราะเค้าอธิบายและแนะนำเราด้วยภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่วไม่พอ พออธิบายจบยังให้ขนมแซมเบ้ (Sembei) อร่อยๆ เรามากินอีกหลายชิ้นด้วย ^^

ส่วนการเที่ยวอื่นๆ ในเมืองคิตะคาตะนั้น เนื่องจากเวลาของผมมีน้อยจึงเลือกที่จะเที่ยวแค่ 2 ที่ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่นั่นก็คือที่ Kai Residence แล้วก็ที่พิพิธภัณฑ์สาเกครับ โดยการเดินทางภายในเมืองแห่งนี้นั่นสะดวกง่ายดายมากๆ เพราะมีรถบัสที่ออกจากสถานี Kiatakata และผ่านจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจภายในเมืองอยู่แล้ว โดยมีค่าใช้จ่ายคนละ 200 เยน/คน สำหรับผู้ใหญ่ และ 100 เยน/คน สำหรับเด็ก หรือใครจะซื้อเป็นตั๋ว 1 Day Pass ที่ขึ้นลงได้ไม่จำกัดจำนวนเที่ยวก็ได้ที่ราคา 500 เยน/วัน สำหรับผู้ใหญ่ และ 300 เยน/วัน สำหรับเด็ก

 

สำหรับผมเอง ผมเลือกที่จะนั่งแค่เที่ยวเดียว 200 เยน เพื่อไปลงที่ Kai Residence และหลังจากนั้นก็จะเดินเที่ยวต่อไปเรื่อยๆ เพราะดูจากขนาดของเมืองแล้วสามารถเดินได้สบายๆ ครับ แถมแต่ละจุดที่ผมจะไปนั้นก็ยังไม่ไกลกันด้วย การเดินนอกจากจะได้สัมผัสความเป็นเมืองคิตะคาตะได้ถึงแก่นแล้ว ยังสามารถช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้อีกด้วยครับ ^^

 

หมายเหตุ : ที่เมืองแห่งนี้มีร้านเช่าจักรยานสำหรับปั่นเล่นภายในเมืองด้วยนะครับ ร้านจะอยู่แถวๆ สถานีเลย ค่าเช่าก็ไม่แพง เพียง 500 เยน/คัน/วัน เท่านั้นเองครับ

เราใช้เวลาเดินทางจากสถานี Kitakata ไม่นาน รถบัสก็พาเรามาถึงหน้า Kai Residence หนึ่งในสถานที่เที่ยวที่สำคัญของเมืองนี้ที่ทางเจ้าหน้าที่ประจำ Information Center บอกว่าห้ามพลาดเด็ดขาด โดยใครที่กลัวลงไม่ถูกป้าย พอขึ้นรถก็ให้เอาแผนที่เที่ยวของเมืองหรือรูปสถานที่ให้เจ้าหน้าที่บนรถดูได้เลยครับ เดี๋ยวถ้าใกล้ๆ ถึงแล้วเค้าจะบอกให้เราเตรียมตัวลงเอง ^^

จุดเด่นสุดๆ ของ Kai Residence ก็คือชมฟรีครับ!! เอ้ย ไม่ใช่ จุดเด่นของที่นี่ก็คือเป็นที่ที่ใช้รับรองแขกในสมัยอดีต มีความสวยงามมากๆ และยังมีห้องขนาดใหญ่ที่เรียกกันว่าห้องขนาดเสื่อทาทามิ (Tatami) 51 ผืนอีกด้วย ซึ่งบอกเลยว่ามันเป็นห้องที่กว้างมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

พอเราชม Kai Residence เสร็จ เราสองคนก็แว้บไปเติมพลังและชิมของอร่อยๆ ที่ร้านหมายเลข 10 ตามแผนที่ชิมราเมนที่ได้รับมา เพราะว่าตำแหน่งของร้านอยู่ไม่ไกลจาก Kai Residence มาก เดินแป๊บเดียวก็ถึง แต่ว่าร้านนี้เราสองคนยังไม่ได้จัดราเมนนะครับ เราเลือกที่จะลองชิมเกี๊ยวซ่ากับข้าวหน้าแกงกะหรี่ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเมนูยอดฮิตของร้านนี้ก่อน ส่วนราเมนเดี๋ยวเราค่อยไปจัดอีกร้านนึง จะได้ชิมอะไรที่หลากหลายหน่อย ^^

พอเติมพลังเสร็จก็ได้เวลาตระเวนเที่ยวกันต่อ โดยจุดหมายที่เราจะไปครั้งนี้ก็คือพิพิธภัณฑ์สาเกซึ่งจะอยู่ระหว่างทางเดินจาก Kai Residence ไปร้านราเมนหมายเลข 22 กับ 23 พอดี แต่ว่าทางเข้าของพิพิธภัณฑ์สาเกเนี่ยแอบหาลำบากเหมือนกัน พอดูตาม Google Map ก็ไม่ค่อยตรง ก็เอาเป็นว่าลองดูตามจุดที่ผมทำกรอบสีแดงไว้ในแผนที่ดูนะครับ ตำแหน่งของพิพิธภัณฑ์จะอยู่แถวๆ นั้นแหละครับ

หน้าตาของพิพิธภัณฑ์จะเป็นแบบนี้ครับ ส่วนเวลาเปิด-ปิดคือ 9.00-16.30 น. และเราสามารถเข้าชมได้ฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายครับ

ภายในพิพิธภัณฑ์จะมีการแสดงเครื่องมือต่างๆ ที่เกี่ยวกับการผลิตสาเก รวมทั้งประวัติความเป็นมา และกระบวนการต่างๆ โดยจะมีเจ้าหน้าที่คอยบรรยายภาษาญี่ปุ่นให้กับผู้ที่สนใจฟังด้วย ส่วนเราคนไทยผู้ฟังภาษาญี่ปุ่นไม่รู้เรื่องก็เดินชมเอาเองตามอัธยาศัยครับ

และเมื่อชมพิพิธภัณฑ์เสร็จแล้ว ก็ถึงเวลา Ramen Time กันซักที โดยร้านที่เราตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะไปชิมคิตะคาตะราเมนนั้นก็คือร้านหมายเลข 23 ในแผนที่ แต่พอเราไปถึงหน้าร้านก็ต้องตกใจผงะถอยหลังไป 5 ก้าว เพราะแม้จะเป็นเวลาบ่ายแก่ๆ แล้ว แต่คนที่ยืนต่อแถวรอกินที่หน้าร้านก็ยังยาวเหยียดมาก และหลังจากที่เราลองประเมินความเร็วในการขยับของแถวด้วยสายตาคร่าวๆ แล้ว ก็คาดว่ามื้อนี้จะต้องรอไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมงแน่ๆ

ดังนั้นเราสองคนก็เลยเปลี่ยนแผนไปกินร้านหมายเลข 22 ซึ่งอยู่ข้างๆ กันแทน โดยร้านนี้ทางเจ้าหน้าที่ที่ Information Center ก็บอกว่ามีฝีมือใกล้เคียงกัน แต่จำนวนคนต่อแถวสั้นกว่ากันเกินครึ่งได้ครับ

และหลังจากการยืนรออยู่ประมาณ 30 นาที เราสองคนก็ได้ชิม Kitakata Ramen อันขึ้นชื่อ โดยราคาของราเมนร้านนี้จะอยู่ที่ 600 – 1,000 เยน แล้วแต่ว่าจะสั่งแบบไหน อย่างใครที่สั่งเป็นชาชูก็จะได้หมูชาชูที่เยอะมากจนแทบไม่เห็นเส้นราเมนเลย ส่วนผมเลือกสั่งแบบธรรมดาก็ได้หมูชาชูมา 4 ชิ้นครับ

 

หมายเหตุ : สำหรับจุดเด่นของคิตะคาตะราเมนนั้นก็คือเส้นที่แบนอวบเป็นลอนคลื่น ส่วนน้ำซุปดาชิก็เป็นรสโชยุซึ่งสกัดมาจากปลานิโบชิหรือกระดูกหมู โดยร้านส่วนใหญ่ในเมืองนี้จะมีแต่เมนูภาษาญี่ปุ่นและไม่มีภาพประกอบ ดังนั้นใครที่จะเข้าไปชิมก็ต้องเตรียมตัวดีๆ ทั้งการนำรูปภาพไปแสดงให้ดูหรือการเปิด Google Translate ครับ

และทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องราวการเดินทางเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองของผมกับต๋งในวันนี้ครับ สำหรับใครที่อยากจะดูบรรยากาศการท่องเที่ยวของผมกับต๋งในวันนี้ในรูปแบบของภาพเคลื่อนไหวก็สามารถกดดูที่คลิปด้านล่างได้เลย หรือถ้าใครที่อยากจะอ่านเรื่องราวของสถานที่เที่ยวอื่นๆ ในเมือง Aizu-Wakamatsu ก็สามารถอ่านได้ตามลิงก์ข้างล่างเลยครับ

เที่ยวเมือง AIZU-WAKAMATSU ตอน ตะลุยหมู่บ้านญี่ปุ่นโบราณ OUCHI JUKU และ TONO HETSURI

เที่ยวเมือง AIZU-WAKAMATSU ตอน ตะลุยปราสาทนกกระเรียน บุกคฤหาสน์ซามูไร แล้วแช่ตัวคลายเมื่อยที่สุดยอดออนเซ็น

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่านจนจบ สวัสดีครับ

Hotel

Restaurant

Food

Tips

Shopping

Trips

dessert

photograph

ภรรยาหา สามีใช้

ภรรยาหา สามีใช้ (Amazingcouple) คือ คู่หนุ่มสาวที่รักการถ่ายภาพ การแต่งหน้า การเดินทาง การได้กินของอร่อยๆ และการได้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ในชีวิต ที่สำคัญคือยังรักการเขียนและการเล่าเรื่อง และทั้งหมดนี้คือจุดกำเนิดของ website แห่งนี้ครับ มาร่วมสนุกและเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ในชีวิตไปพร้อมกับพวกเรานะครับ

บทความที่เพิ่งดู

หมู่บ้านโบราณโออูจิจูคุ Ouchijuku

[Fukushima Diary] Day 2 : Adatara ในวันที่พายุเข้า / เดินสำรวจ S-PAL ห้างใหญ่ติดสถานี JR Fukushima

ตะลุยลานสกีนุมะจิริ (Numajiri) สุดเจ๋งแห่งจังหวัดฟุคุชิมะ (Fukushima)

หนาวนี้ไม่กลัว ไปนอนแช่ออนเซ็นอุ่นร่างกายที่โยชิคาวายะ (Yoshikawaya)

20 Pictures that I like when I visited Fukushima

LEAVE A COMMENT

Welovefukushima