Japan การเดินทาง บทความจาก Blogger รีวิวเที่ยวฟุคุชิมะ photograph Trips

เที่ยวเมือง Aizu-Wakamatsu และ Kitakata ด้วยตัวเอง ตอน ตะลุยรถไฟสาย Tadami Line และเมืองแห่งสาเกกับราเมน

Rating Chart

4.8 average based on 5 ratings

  • Excellent
    4
  • Very Good
    1
  • Average
    0
  • Poor
    0
  • Terrible
    0
และก็มาถึงวันที่ 3 ที่ผมและต๋งได้เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองเมืองไอซึวากามัตซึ (Aizu-Wakamatsu) จังหวัดฟุคุชิมะ (Fukushima) วันนี้พวกเราตั้งเป้าที่จะไปชมความสวยงามของรถไฟ Tadami Line สายรถไฟที่ว่ากันว่ามีความสวยงามของวิวสองข้างทางที่สวยที่สุดของประเทศญี่ปุ่น และด้วยความที่เที่ยวรถไฟของสายนี้ที่ออกจากเมือง Aizu-Wakamatsu นั้นมีเพียงวันละ 6 เที่ยวเท่านั้น ดังนั้นเราก็เลยต้องรีบออกจากที่พักตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อไปขึ้นรถไฟเที่ยวแรกที่สถานี Aizu-Wakamatsu ตอน 6.00 น. ครับ

 

หลังจากที่เราขึ้นรถไฟเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็ใช้เวลาประมาณ 90 นาที นั่งชมวิวสองข้างทางที่สวยงามของรถไฟสาย Tadami Line ไปเรื่อยๆ และต้องบอกว่าการที่เราตัดสินใจรีบมาขึ้นรถไฟเที่ยวแรกสุดแบบนี้เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมากๆ เพราะวิวสองข้างทางในตอนเช้าๆ นี่สวยงามมากๆ แถมผู้คนบนรถไฟก็ยังน้อยสุดๆ อีกด้วย

และในที่สุดตอนประมาณ 7.30 น. เราสองคนก็เดินทางมาถึงสถานี Aizumiyashita ซึ่งเป็นเป้าหมายของเราในวันนี้ และหลังจากที่เราเดินออกจากสถานี เราก็เดินไปขึ้นรถบัสที่จอดรออยู่ที่ด้านหน้าของสถานี โดยรถบัสนี้จะพาเราไปส่งที่บริเวณจุดพักรถของจุดชมวิวรถไฟสาย Tadami Line โดยมีค่าบริการคนละ 500 เยนครับ

 

หมายเหตุ : รถบัสที่ว่านี้จะหน้าตาเหมือนรถตู้ธรรมดาๆ และจะมีบริการเฉพาะวันจันทร์ – วันเสาร์ โดยเค้าจะจอดรอที่หน้าสถานีเลย ส่วนเวลาในการบริการนั้นจะมีเพียงแค่วันละ 1 รอบ คือออกจากสถานี Aizumiyashita ตอน 7.30 น. และออกจากจุดชมวิวรถไฟสาย Tadami Line ตอน 10.30 น. โดยจะใช้เวลาในการนั่งรถประมาณ 10 นาที ซึ่งหากใครไปช่วงเวลาอื่นนอกเหนือจากนี้ก็คงต้องใช้การเดินเท้าในระยะประมาณ 3 กม. แทนครับ

และนี่เป็นหน้าตาของจุดพักรถบริเวณ Mishima Juku Roadside Station ซึ่งจะอยู่ใกล้ๆ กับจุดชมวิวรถไฟสาย Tadami Line และแม่น้ำทาดามิ โดยที่จุดนี้จะมีห้องน้ำ, ร้านอาหารและร้านสะดวกซื้อให้เราหาซื้อของกินเล็กๆ น้อยๆ ไว้กินระหว่างรอชมวิวอยู่ด้วยครับ สำหรับเวลาเปิดปิดของร้านอาหารและร้านสะดวกซื้อแห่งนี้ก็ตามนี้เลยครับ

ร้านสะดวกซื้อ : 8.00 – 19.00 น.

ร้านอาหาร : 10.00 – 17.00 น.

นอกจากนี้ที่บริเวณนี้ยังมีจุดชมวิวสวยๆ ที่เราสามารถมองเห็นวิวและธรรมชาติที่สดชื่นแบบ Panorama ได้อีกด้วย

เอาล่ะ หลังจากที่เราดูวิวสวยๆ เข้าห้องน้ำห้องท่า และซื้อของอร่อยๆ ไว้กินเรียบร้อยแล้ว คราวนี้ก็ได้เวลาที่เราจะเดินทางต่อไปยังจุดชมวิวของรถไฟสาย Tadami Line แล้ว โดยวิธีการเดินทางก็คือให้เราเดินจากร้านสะดวกซื้อไปตามทางเดินเล็กๆ ที่อยู่ด้านข้างของถนนใหญ่ครับ โดยเค้าจะมีป้ายบอกทางและแผนที่บอกไว้อย่างชัดเจน

ซึ่งจากแผนที่จะเห็นว่าจุดที่เราสามารถชมวิวสวยๆ แล้วก็สะพานที่รถไฟต้องวิ่งข้ามได้นั้นจะมี 3 จุด ได้แก่จุด B, C และ D ซึ่งแต่ละจุดนั้นไม่ได้ไกลกันมากครับ เดินไม่กี่นาทีก็ถึงแล้ว โดยจุดที่ผมคิดว่าสวยงามที่สุดและเหมาะแก่การชมวิวที่สุดก็คือจุด B ซึ่งเป็นจุดแรกที่เราจะเจอครับ เพราะจุดนี้จะอยู่ไม่สูงจนเกินไป สามารถมองเห็นรถไฟได้ชัดเจนกว่าจุดอื่น รวมทั้งบรรยากาศก็ร่มรื่นกว่าจุดอื่นด้วยครับ

 

สำหรับการเดินทางจากร้านสะดวกซื้อไปยังจุด B, C และ D นั้นจะต้องใช้การเดินเท้าขึ้นบันไดและเนินเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงมากนัก เดินซัก 10-15 นาทีก็ถึงจุด D ซึ่งเป็นจุดบนสุดแล้วครับ สำหรับภาพด้านล่างนี้เป็นภาพบรรยากาศบริเวณจุด B ครับ โดยสะพานสีม่วงที่เราเห็นนั้นคือสะพานที่ชื่อว่าไดอิจิ เคียวเรียว (Daiichi Kyouryou)

ส่วนนี่เป็นบรรยากาศบริเวณจุด D ซึ่งจะเป็นจุดสูงสุด จะเห็นว่าไม่มีต้นไม้สูงๆ บังแดดเลย ดังนั้นถ้าเป็นวันที่อากาศร้อนๆ แดดแรงๆ ก็คงจะไม่เหมาะที่จะมานั่งตรงนี้ซักเท่าไหร่ แต่ว่าวันที่ผมไปนั้นอากาศดีมาก มีแค่แดดอ่อนๆ เราก็เลยนั่งกินข้าวและขนมอร่อยๆ ฆ่าเวลาระหว่างที่รอรถไฟวิ่งข้ามสะพาน

เราใช้เวลานั่งกินข้าวเพื่อรอรถไฟไม่นานก็พบว่าใกล้ได้เวลาที่รถไฟจะวิ่งผ่านสะพานแล้ว เราจึงเคลื่อนตัวกลับมายังจุด B เพื่อหามุมสวยๆ ในการถ่ายภาพ และไม่ต้องแปลกใจนะครับที่คุณจะเห็นช่างภาพชาวญี่ปุ่นมารอถ่ายรูปอยู่ที่จุดนี้กันหลายคนเลย ซึ่งแต่ละคนก็มากันแบบอุปกรณ์จัดเต็มทั้งนั้น

 

สำหรับเวลาที่รถไฟจะวิ่งผ่านสะพานนี้นั้นเราสามารถเช็คจาก Hyperdia ไว้ล่วงหน้าได้เลย โดยให้ดูเวลาของรถไฟที่วิ่งระหว่างสถานี Aizu-Nishikata และสถานี Aizu-Hinohara ซึ่งเป็นสถานีที่ตั้งอยู่คนละฝั่งของสะพาน Daiichi Kyouryou แต่ถ้าใครไปถึงที่นั่นแล้วไม่สามารถเช็คเวลาได้หรือไม่แน่ใจเวลาว่าถูกต้องหรือเปล่า และบังเอิญว่าเจอช่างภาพชาวญี่ปุ่นรอถ่ายรูปอยู่ที่บริเวณนั้นพอดีก็สามารถสอบถามเค้าได้เลย แต่ละคนใจดีและข้อมูลเป๊ะมากๆ ^^

 

โดยที่จุด B นี้เราจะสามารถมองเห็นรถไฟวิ่งบนสะพาน Daiichi Kyouryou 2 รอบนะครับ แต่จะวิ่งมาคนละด้านกัน โดยทั้ง 2 รอบนี้จะมีระยะเวลาห่างกันประมาณ 5-10 นาที ดังนั้นดูรอบแรกจบแล้วก็อย่าพึ่งรีบกลับนะครับ ให้รอดูรอบสองด้วย ส่วนใครที่รอดูรถไฟข้ามสะพานที่จุด D นั้นจะสามารถมองเห็นรถไฟข้ามได้ถึง 2 สะพานเลย แต่อีกสะพานนึงจะอยู่ไกลมาก อาจจะมองเห็นยากซักหน่อยครับ

 

หมายเหตุ : จุดชมวิวแห่งนี้จะมีความสวยงามมากๆ ในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีในเดือนพฤศจิกายน แล้วก็ช่วงหิมะตกในเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ครับ หากใครได้ไปช่วงนั้นน่าจะฟินสุดๆ เลย

เมื่อเราชมความงามของรถไฟขณะวิ่งผ่านสะพานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คราวนี้ก็ได้เวลาในการเดินทางกลับเมือง Aizu-Wakamatsu กันแล้ว ซึ่งการเดินทางจากจุดพักรถไปยังสถานี Aizumiyashita นั้นก็ทำได้หลายวิธีทั้งการเดินเท้าบนระยะทางประมาณ 2.6 กม. ซึ่งใช้เวลาประมาณ 45 นาที, การนั่งรอรถบัสรอบ 10.20 น.และ 13.20 น. (เฉพาะวันหยุดเท่านั้น) หรืออีกทางคือให้ทางร้านสะดวกซื้อช่วยเรียก Taxi มารับ ซึ่งหากใครที่ออกมาจาก Aizu-Wakamatsu มาตั้งแต่เช้าด้วยรถไฟเที่ยวแรก และสามารถทำเวลาต่างๆ ได้ดีก็จะเหลือเวลาให้เที่ยวที่อื่นๆ ต่อได้อีกครึ่งวันเลยครับ โดยผมกับต๋งเองก็ได้เลือกที่จะไปเที่ยวที่เมืองคิตะคาตะ (Kitakata) เมืองซึ่งว่ากันว่าเป็นเมืองแห่งสาเกและราเมนต่อ และเมื่อไปถึงสถานี Kitakata ก็พบว่าเค้ามีการตั้งพร็อพแบบนี้ให้เราถ่ายที่สถานีเลยครับ ><

สำหรับภาพรวมของเมืองคิตะคาตะนั้นจะเป็นเมืองเล็กๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากเมือง Aizu-Wakamatsu ครับ โดยใช้เวลาในการนั่งรถไฟแค่ 15 นาทีเท่านั้นเอง โดยจุดที่ทำให้เมืองเล็กๆ แห่งนี้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาตินั่นก็คือที่นี่มีวัตถุดิบที่เหมาะสมหลายอย่างก็เลยทำให้ก่อเกิดเป็นสาเกและราเมนที่ขึ้นอยู่ของประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะคิตะคาตะราเมนนั้นว่ากันว่าคือ 1 ใน 3 ราเมนของญี่ปุ่นที่ห้ามพลาดที่จะลองชิมเลยครับ

 

และด้วยความที่เมืองนี้ขึ้นชื่อในเรื่องของราเมนเป็นอย่างมาก  อีกทั้งคนในเมืองนี้ยังกินราเมนกันแทบจะทั้งวัน ดังนั้นก็เลยทำให้มีร้านราเมนในเมืองนี้มากว่า 150 ร้านครับ!!! ซึ่งนับว่าสูงมากๆ เมื่อเทียบกับขนาดและจำนวนของประชากรเมืองนี้ เยอะจนมีนักท่องเที่ยวมาตระเวนชิมราเมนอร่อยในเมืองนี้ได้เป็นสิบวัน เยอะจนต้องทำให้ที่เมืองนี้มีการทำแผนที่และคู่มือการกินราเมนออกมาแจกกันเลย โดยเราสามารถขอรับคู่มมือนี้ได้ที่ Information Center ของสถานี Kiatakata ได้เลยครับ ภายในเล่มจะมีแผนที่ร้านราเมนเด็ดๆ ในเมือง, ภาพเมนูเด่น, เบอร์โทร และข้อมูลต่างๆ ครบถ้วน นอกจากนี้เรายังสามารถสอบถามเจ้าหน้าที่ที่ Information Center ได้อีกด้วยว่าแนะนำให้กินร้านไหนดี เจ้าหน้าที่เค้าใจดีสุดๆ เลย เพราะเค้าอธิบายและแนะนำเราด้วยภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่วไม่พอ พออธิบายจบยังให้ขนมแซมเบ้ (Sembei) อร่อยๆ เรามากินอีกหลายชิ้นด้วย ^^

ส่วนการเที่ยวอื่นๆ ในเมืองคิตะคาตะนั้น เนื่องจากเวลาของผมมีน้อยจึงเลือกที่จะเที่ยวแค่ 2 ที่ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่นั่นก็คือที่ Kai Residence แล้วก็ที่พิพิธภัณฑ์สาเกครับ โดยการเดินทางภายในเมืองแห่งนี้นั่นสะดวกง่ายดายมากๆ เพราะมีรถบัสที่ออกจากสถานี Kiatakata และผ่านจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจภายในเมืองอยู่แล้ว โดยมีค่าใช้จ่ายคนละ 200 เยน/คน สำหรับผู้ใหญ่ และ 100 เยน/คน สำหรับเด็ก หรือใครจะซื้อเป็นตั๋ว 1 Day Pass ที่ขึ้นลงได้ไม่จำกัดจำนวนเที่ยวก็ได้ที่ราคา 500 เยน/วัน สำหรับผู้ใหญ่ และ 300 เยน/วัน สำหรับเด็ก

 

สำหรับผมเอง ผมเลือกที่จะนั่งแค่เที่ยวเดียว 200 เยน เพื่อไปลงที่ Kai Residence และหลังจากนั้นก็จะเดินเที่ยวต่อไปเรื่อยๆ เพราะดูจากขนาดของเมืองแล้วสามารถเดินได้สบายๆ ครับ แถมแต่ละจุดที่ผมจะไปนั้นก็ยังไม่ไกลกันด้วย การเดินนอกจากจะได้สัมผัสความเป็นเมืองคิตะคาตะได้ถึงแก่นแล้ว ยังสามารถช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้อีกด้วยครับ ^^

 

หมายเหตุ : ที่เมืองแห่งนี้มีร้านเช่าจักรยานสำหรับปั่นเล่นภายในเมืองด้วยนะครับ ร้านจะอยู่แถวๆ สถานีเลย ค่าเช่าก็ไม่แพง เพียง 500 เยน/คัน/วัน เท่านั้นเองครับ

เราใช้เวลาเดินทางจากสถานี Kitakata ไม่นาน รถบัสก็พาเรามาถึงหน้า Kai Residence หนึ่งในสถานที่เที่ยวที่สำคัญของเมืองนี้ที่ทางเจ้าหน้าที่ประจำ Information Center บอกว่าห้ามพลาดเด็ดขาด โดยใครที่กลัวลงไม่ถูกป้าย พอขึ้นรถก็ให้เอาแผนที่เที่ยวของเมืองหรือรูปสถานที่ให้เจ้าหน้าที่บนรถดูได้เลยครับ เดี๋ยวถ้าใกล้ๆ ถึงแล้วเค้าจะบอกให้เราเตรียมตัวลงเอง ^^

จุดเด่นสุดๆ ของ Kai Residence ก็คือชมฟรีครับ!! เอ้ย ไม่ใช่ จุดเด่นของที่นี่ก็คือเป็นที่ที่ใช้รับรองแขกในสมัยอดีต มีความสวยงามมากๆ และยังมีห้องขนาดใหญ่ที่เรียกกันว่าห้องขนาดเสื่อทาทามิ (Tatami) 51 ผืนอีกด้วย ซึ่งบอกเลยว่ามันเป็นห้องที่กว้างมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

พอเราชม Kai Residence เสร็จ เราสองคนก็แว้บไปเติมพลังและชิมของอร่อยๆ ที่ร้านหมายเลข 10 ตามแผนที่ชิมราเมนที่ได้รับมา เพราะว่าตำแหน่งของร้านอยู่ไม่ไกลจาก Kai Residence มาก เดินแป๊บเดียวก็ถึง แต่ว่าร้านนี้เราสองคนยังไม่ได้จัดราเมนนะครับ เราเลือกที่จะลองชิมเกี๊ยวซ่ากับข้าวหน้าแกงกะหรี่ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเมนูยอดฮิตของร้านนี้ก่อน ส่วนราเมนเดี๋ยวเราค่อยไปจัดอีกร้านนึง จะได้ชิมอะไรที่หลากหลายหน่อย ^^

พอเติมพลังเสร็จก็ได้เวลาตระเวนเที่ยวกันต่อ โดยจุดหมายที่เราจะไปครั้งนี้ก็คือพิพิธภัณฑ์สาเกซึ่งจะอยู่ระหว่างทางเดินจาก Kai Residence ไปร้านราเมนหมายเลข 22 กับ 23 พอดี แต่ว่าทางเข้าของพิพิธภัณฑ์สาเกเนี่ยแอบหาลำบากเหมือนกัน พอดูตาม Google Map ก็ไม่ค่อยตรง ก็เอาเป็นว่าลองดูตามจุดที่ผมทำกรอบสีแดงไว้ในแผนที่ดูนะครับ ตำแหน่งของพิพิธภัณฑ์จะอยู่แถวๆ นั้นแหละครับ

หน้าตาของพิพิธภัณฑ์จะเป็นแบบนี้ครับ ส่วนเวลาเปิด-ปิดคือ 9.00-16.30 น. และเราสามารถเข้าชมได้ฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายครับ

ภายในพิพิธภัณฑ์จะมีการแสดงเครื่องมือต่างๆ ที่เกี่ยวกับการผลิตสาเก รวมทั้งประวัติความเป็นมา และกระบวนการต่างๆ โดยจะมีเจ้าหน้าที่คอยบรรยายภาษาญี่ปุ่นให้กับผู้ที่สนใจฟังด้วย ส่วนเราคนไทยผู้ฟังภาษาญี่ปุ่นไม่รู้เรื่องก็เดินชมเอาเองตามอัธยาศัยครับ

และเมื่อชมพิพิธภัณฑ์เสร็จแล้ว ก็ถึงเวลา Ramen Time กันซักที โดยร้านที่เราตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะไปชิมคิตะคาตะราเมนนั้นก็คือร้านหมายเลข 23 ในแผนที่ แต่พอเราไปถึงหน้าร้านก็ต้องตกใจผงะถอยหลังไป 5 ก้าว เพราะแม้จะเป็นเวลาบ่ายแก่ๆ แล้ว แต่คนที่ยืนต่อแถวรอกินที่หน้าร้านก็ยังยาวเหยียดมาก และหลังจากที่เราลองประเมินความเร็วในการขยับของแถวด้วยสายตาคร่าวๆ แล้ว ก็คาดว่ามื้อนี้จะต้องรอไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมงแน่ๆ

ดังนั้นเราสองคนก็เลยเปลี่ยนแผนไปกินร้านหมายเลข 22 ซึ่งอยู่ข้างๆ กันแทน โดยร้านนี้ทางเจ้าหน้าที่ที่ Information Center ก็บอกว่ามีฝีมือใกล้เคียงกัน แต่จำนวนคนต่อแถวสั้นกว่ากันเกินครึ่งได้ครับ

และหลังจากการยืนรออยู่ประมาณ 30 นาที เราสองคนก็ได้ชิม Kitakata Ramen อันขึ้นชื่อ โดยราคาของราเมนร้านนี้จะอยู่ที่ 600 – 1,000 เยน แล้วแต่ว่าจะสั่งแบบไหน อย่างใครที่สั่งเป็นชาชูก็จะได้หมูชาชูที่เยอะมากจนแทบไม่เห็นเส้นราเมนเลย ส่วนผมเลือกสั่งแบบธรรมดาก็ได้หมูชาชูมา 4 ชิ้นครับ

 

หมายเหตุ : สำหรับจุดเด่นของคิตะคาตะราเมนนั้นก็คือเส้นที่แบนอวบเป็นลอนคลื่น ส่วนน้ำซุปดาชิก็เป็นรสโชยุซึ่งสกัดมาจากปลานิโบชิหรือกระดูกหมู โดยร้านส่วนใหญ่ในเมืองนี้จะมีแต่เมนูภาษาญี่ปุ่นและไม่มีภาพประกอบ ดังนั้นใครที่จะเข้าไปชิมก็ต้องเตรียมตัวดีๆ ทั้งการนำรูปภาพไปแสดงให้ดูหรือการเปิด Google Translate ครับ

และทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องราวการเดินทางเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองของผมกับต๋งในวันนี้ครับ สำหรับใครที่อยากจะดูบรรยากาศการท่องเที่ยวของผมกับต๋งในวันนี้ในรูปแบบของภาพเคลื่อนไหวก็สามารถกดดูที่คลิปด้านล่างได้เลย หรือถ้าใครที่อยากจะอ่านเรื่องราวของสถานที่เที่ยวอื่นๆ ในเมือง Aizu-Wakamatsu ก็สามารถอ่านได้ตามลิงก์ข้างล่างเลยครับ

เที่ยวเมือง AIZU-WAKAMATSU ตอน ตะลุยหมู่บ้านญี่ปุ่นโบราณ OUCHI JUKU และ TONO HETSURI

เที่ยวเมือง AIZU-WAKAMATSU ตอน ตะลุยปราสาทนกกระเรียน บุกคฤหาสน์ซามูไร แล้วแช่ตัวคลายเมื่อยที่สุดยอดออนเซ็น

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่านจนจบ สวัสดีครับ

[youtube https://www.youtube.com/watch?v=v4YvStK-GOw&w=560&h=315]

Hotel

Restaurant

Food

Tips

Shopping

Trips

dessert

photograph

ภรรยาหา สามีใช้

ภรรยาหา สามีใช้ (Amazingcouple) คือ คู่หนุ่มสาวที่รักการถ่ายภาพ การแต่งหน้า การเดินทาง การได้กินของอร่อยๆ และการได้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ในชีวิต ที่สำคัญคือยังรักการเขียนและการเล่าเรื่อง และทั้งหมดนี้คือจุดกำเนิดของ website แห่งนี้ครับ มาร่วมสนุกและเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ในชีวิตไปพร้อมกับพวกเรานะครับ

บทความที่เพิ่งดู

[ ของมันต้องโดน ] เที่ยวฟุคุชิมะยังไงไม่ให้พลาดรถไฟคะพี่ ?

[เปิดวาร์ปมาโผล่!] Day #1 เดินเล่นกลางทุ่งดอกทานตะวัน “Nunobiki plateau wind farm” และตกเย็นดื่มด่ำบรรยากาศออนเซ็น “Higashiyama Hot Spring”

[THE MUST 5 ITEMS] +!! ไอเท็มสุดฮิตจากไทยที่ไม่ควรลืม และต้องพกไปที่ฟุคุชิมะ!!!

ตายตาหลับ!! 4 พิกัดพาทัวร์กินผลไม้ในฤดูร้อนแห่ง lizaka onsen

ไปออนเซ็นมือและเท้า(ยุดะออนเซ็น)ที่บ้านคหบดีเก่า Kyu Horikiri-tei กัน!!

LEAVE A COMMENT

Welovefukushima