Japan บทความจาก Blogger รีวิวเที่ยวฟุคุชิมะ

7 วันใน Fukushima มันไม่พอจริงๆ แช่ออนเซ็น เทศกาลขี่ม้าที่Namie เยือนAizu เที่ยวOuchijuku

Rating Chart

0 average based on 0 ratings

  • Excellent
    0
  • Very Good
    0
  • Average
    0
  • Poor
    0
  • Terrible
    0

การบินกลางคืนถึงญี่ปุ่นตอนเช้าๆ แล้วเที่ยวต่อเลยนี่สภาพมันก็จะมึนๆหน่อย เราบินของ Japan Airlines ลงสนามบิน Haneda แหกขี้ตาตื่นมากตอนถึงสนามบินยังปรับตัวกลับเวลาไม่ค่อยได้ทั้งที่ห่างกันแค่ 2 ชั่วโมงเอง ถึงตอน 6 โมงเช้า บ้านเรายังตี 4 หลับฝันไปถึงไหนต่อไหน

ลงจากเครื่องเดินผ่านตม.เข้ามาก็มาต่อคิวแลกตั๋ว JR แต่คิวยาวมากถามเจ้าหน้าที่บอกว่าสามารถแลกได้ที่สถานีใหญ่ๆได้เหมือนกันนะถ้าไม่อยากรอ จึงซื้อตั๋ว monorail ไป Tokyo station แทน แล้วค่อยไปแลกตั๋วที่นู่นเอา โดยตอนจะซื้อมันมี 2 ทางให้เลือกไปคือรถบัส และ Monorail

ราคาตั๋วรถบัส 930 เยน ออกอีก 50 นาที แพงกว่าอีกนานกว่าจะออก ไม่เอาดีกว่า เราจึงเลือกซื้อตั๋ว Monorail

ราคาตั๋ว Monorail 500 เยน yomanote line area ตอนแรกซื้อ hamamatsucho 490 เยน เจ้าหน้าที่บอกผิดๆๆๆ คืนเงินให้แล้วให้ไปหยอดใหม่เป็นตั๋ว yomanote line area เพราะช่วงนี้ลดราคาอยู่ เอาอันนี้ๆ แต่ฮีชี้ป้ายภาษาญี่ปุ่นอิชั้นอ่านไม่ออก เห็นแต่เลข 500 ตัวเป้งๆ แล้วยกนิ้วประมาณว่าคุ้มกว่า เออดีแฮะ จัดสิฮะ!!!

ให้เลือกลงรถไฟที่ hamamatsucho ซึ่งเป็นสถานีปลายทาง จากนั้นเปลี่ยน JR line yomanote ช่องหมายเลข 2 จะมา ลงที่ Tokyo station พอดีเป๊ะ คุ้มมาก กราบขอบพระคุณ เจ้าหน้าที่หนุ่มสุดหล่อ555

แล้วก็มองหาป้ายเหลืองๆที่เขียนว่า marunouchi เดินตามป้ายมาจะเห็น JR East Travel service center พุ่งตัวเข้าไปแลกตั๋วรถไฟเลยค่ะ เราซื้อตั๋ว JR all pass 19,000 เยน ใช้ได้5วัน มีอายุทั้งหมด 14 วัน เลือกใช้วันไหนก็ได้ภายใน 14 วันนี้ ต้องวางแผนดีๆ อย่าลืมเผื่อไปกลับ 2 วันหล่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม : https://japanallpass.com/jr-pass/

รีวิวที่พัก Fukushima โดยการจองที่พักส่วนใหญ่เราจองผ่าน Traveloka ค่ะ ตามลิ้งนี้เลย https://www.traveloka.com/th-th/hotel/

 

ที่พัก Fukushima พักเรียวกัง แช่ออนเซ็น ราคาไม่แพง 3 แบบ 3 สไตล์ ใช้ชีวิตแบบคนญี่ปุ่น พร้อมแนะนำที่พักเรียวกัง Youth Hostel อื่นๆ

เมื่อแลกตั๋วได้แล้วก็ออกเดินทางขึ้น JR สาย tohoku Shinkansen มาลงที่ koriyama station (ตอนเข้ามาเจ้าหน้าที่จะแสตมป์1ช่องแสดงว่าวันนี้เราใช้ไปแล้ว จะเหลืออีก 4 วันที่ใช้ได้) เนื่องจากเราจะไปแวะเที่ยวเมือง Aizu ก่อนค่ะ หลังจากที่มาลง koriyama แล้วก็เปลี่ยนนั่ง local train ไปลงที่ Aizu-wakamatsu จากนั้นก็เดินขึ้นรถบัสหมายเลข 6 เพื่อไปยังที่พักนั่งมาสุดสายเลย ลงที่ Higashiyama Onsen โดยเดินต่อประมาณ 400 เมตรค่ะ ค่ารถบัส 210 เยน ก่อนถึงที่พักจะเห็นด้านขวามือ Foot Onsen ที่ให้แช่ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

ป้ายหมายเลข 6

หลังจากเช็คอินเสร็จตอนแรกกะว่าจะไป ouchijuku แต่เค้าบอกว่าไม่น่าจะทันเพราะใกล้จะปิดแล้ว แต่ที่ใกล้และยังไม่ปิดคือปราสาท tsuruga กับ Museum เราก็เลยนั่งรถที่เดิมไปยังปราสาท Tsuruga ลงที่สถานี tsurugajyo sannomaruguchi แล้วเดินเข้าไปด้านใน ระหว่างเดินไปจะเห็นวัยรุ่นกำลังเล่นกีฬา และ จะมีสะพานสีแดงๆก่อนทางเข้า สองข้างเป็นแม่น้ำ วิวแม่น้ำสวยๆรายล้อมด้วยต้นไม้ ใบไม้หลากชนิด เขียวขจี นี่ถ้าเป็นช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีคงสวยน่าดู

พอเดินทางมาถึงปราสาทให้ซื้อตั๋วเข้าชมภายในปราสาทจะมี 2 ราคา ถ้าชมปราสาทอย่างเดียว 410 เยน แต่ถ้าเข้าชมสวนด้วย 510 เยน เราเลือก 510 เยน เพราะต่างกัน นิดเดียวเองไหนๆก็มาแล้ว

ว่าแล้วก็เข้าชมปราสาทกันดีกว่า ด้านในปราสาทห้ามถ่ายรูป แต่ตอนชมวิวด้านบนถ่ายได้ วิวที่มองเห็นเมือง Aizu แจ่มๆเลยแหละ

มีสัญลักษณ์ตรงสนามหญ้าด้วยนะเทอ

หลังจากเดินชมปราสาทเสร็จแล้วก็ไปชมสวนที่อยู่ข้างๆ ระหว่างเดินก็ถ่ายรูปไปเรื่อยๆที่มันนานเพราะถ่ายรูปนี่แหละ

ถึงแล้วๆ สวนเล็กๆ ที่ภายในมีให้ชิมชากับขนมด้วยนะ 600 เยน เราก็เลย “1ชุดค่ะ” 555

ขนมอร่อยอ่ะ ส่วนชานี่คือชาจริงๆอ่ะ กลิ่นนี่ลอยมาเลย

อิ่มละกลับได้ เรารีบเดินมารอรถบัสเพื่อไปที่พักเนื่องจากเที่ยวสุดท้ายคือ 17.27 น. ไม่งั้นเดินกลับคงเหนื่อยน่าดู มาถึงสถานีปลายทางที่เดิม เดินไปยังที่พัก จะมี foot onsen อยู่ก็แวะซะหน่อยเป็นทางผ่านก่อนจะไปถึงที่พักพอดี และแล้วก็ไม่ได้ไป Museum 555

“น้ำไม่ร้อนมากกำลังดีผ่อนคลายเท้าไปได้เยอะเลย”

กลับถึงที่พักคนมาพักเต็มเลย มีแต่คนญี่ปุ่นที่เป็นวัยทำงานและสูงอายุ อุ่นใจ ที่นี่บริการดีมากเลย น้อง10ขวบก็ยังอยู่ นอนที่นี่ด้วย เพราะตื่นเช้ามาก็ยังเห็น คืนนี้น้องแนะนำว่าให้ไปกินราเมงร้านริมทางข้างหน้า ว่าแล้วก็อย่าให้ท้องรอนาน ลุย!!!!

“คนเต็มร้านเลย” เจ้าของร้านเป็นชายวัยกลางคน กับหญิงสูงวัยน่าจะเป็นแม่ มาเป็นภาษาญี่ปุ่นเช่นกัน เราเลยบอกว่า ราเมง ราเมง ฮีพยักหน้า โอเคๆ

ง่ายมะ แล้วราเมงก็มา 700 เยน มาแบบเต็มถ้วยมาก แต่ก็เกลี้ยง ด้านล่างมีหน่อไม้ด้วย น้ำซุปอร่อยแบบญี่ปุ่นสไตล์ แล้วก็กลับเข้าที่พักนอน

ที่พักเรามีออนเซ็นด้วยเป็น 100% hot spring ฮอตจริงๆค่ะ ฮอตขนาดลวกไก่ไก่ตาย แต่น้ำออนเซ็นจริงๆไม่ได้โม้ เราลงไปได้ไม่ถึง 1 นาที นานกว่านี้คงสุก แต่ชอบนะรู้สึกได้ว่ามาญี่ปุ่นจริงๆ เหมือนมาอยู่บ้านเค้าเลย ไม่ได้รู้สึกว่ามาพักโรงแรม

———————————————–

วันนี้ตื่นเช้าตั้งแต่ 7โมง เอารูปลงคอมเพราะเมมใกล้จะเต็ม แล้วไปอาบน้ำแต่งตัวปาเข้าไป 9 โมงกว่ายังไม่ได้เช็คเอ้าเลย รถบัสมีรอบ 9โมงครึ่งนี่นา จะทันมั้ย!!!! ลงมาเช็คเอ้า น้องก็ยังอยู่บอกกินข้าวก่อนเดี๋ยวจะไปส่งขึ้นรถที่สถานี 555จริงนะไม่โกหกนะ ทุกคนที่นี่ใจดีมากดูแลเต็มที่ บริการดีมาก ก็เพราะแบบนี้แหละถึงชอบญี่ปุ่น อาการของเราฮะ มาเป็นเซ็ตเลย

กินข้าวเสร็จแล้วก็ออกเดินทาง และ ถ่ายภาพเป็นที่ระทึกก่อนจาก คราวหน้าจะมาใหม่นะคะ ที่พักที่นี่อาจจะไกลจากสถานีรถไฟ Aizu -watsuyama ไปนิด แต่ถ้าคุณชอบที่พักแบบเรียวกังและอยากสัมผัสความเป็นอยู่แบบคนญี่ปุ่น มานี่นี่ค่ะแล้วคุณจะชอบแบบเรา

จัดการขนของขึ้นรถ เป้ของเราน้องสาวเจ้าของที่พักหรือญาตินี่แหละ ยกปุ๊บ “อุ๊บบบบ” 555 มันหนักมากก็ไม่เข้าใจว่ายัดอะไรเยอะแยะ วันนี้ลุงที่มาส่งขับรถได้ fast and furious มากเพราะกลัวเราไม่ทันรถไฟ ถ้ารถไฟออกแล้วเราต้องรออีก 1ชั่วโมง

แต่เรามาถึงที่หมายทันเวลา ลุงตื่นเต้นกว่าเราอีกอ่ะ  ฝากของไว้ที่ที่พัก tagoto แล้วไปส่งเราที่สถานี nanukamachi วันนี้เราจะเริ่มกันที่ Ouchijuku เราขึ้นรถไฟที่สถานี nanukamachi ซื้อตั๋ว 140 เยน มาลงที่ yunokami onsen แล้วซื้อตั๋วรถบัสที่สถานีเลย ราคาไปกลับอยู่ที่ 1900 เยน

รถบัสวันนี้ออกรอบ 11.20 น. มาถึงก็เริ่มเดิน ฝนปรอยๆเป็นช่วงๆ แต่ไม่ถึงกับตกมากนักเมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆ แต่น่าสนใจมีร้านค้าขายของน่ารักไรมากมาย เดินไม่กี่ชั่วโมงก็ทั่วแล้ว

ประวัติหมู่บ้านโออุจิ จูคุ (Ouchi-Juku) 

ย้อนกลับไปหลายร้อยปีก่อนในสมัยเอโดะ หมู่บ้านแห่งนี้เป็นเสมือนแหล่งที่พัก ตั้งขนาบข้างถนนหลักที่มีชื่อว่าถนนชิโมสึเคะ (Shimotsuke) ถนนเส้นนี้เคยเป็นเส้นทางหลักในการคมนาคมและการค้า เชื่อมต่อระหว่างอาณาจักรไอสึ (Aizu city ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัด Fukushima และจังหวัด Niigata) และเมืองอิไมชิ (Imaichi จังหวัด Tochigi)

ในสมัยก่อน การเดินทางต่างๆยังไม่สะดวกสบาย ทั้งโชกุนรวมทั้งขุนนางและพ่อค้าต่างต้องเดินทางด้วยเท้า และหมู่บ้าน โออุจิ จูคุแห่งนี้นับเป็นหนึ่งในเมืองที่เหล่านักเดินทางนิยมมาพักแรมในระหว่างการเดินทาง เนื่องจากที่นี่มีทั้งอาหารและแหล่งที่พักครบครัน แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปเส้นทางสายใหม่ถูกเปิดขึ้น ทำให้ผู้เดินทางผ่านหมู่บ้าน โออุจิ จูคุ ลดลงไปอย่างมาก ที่นี่มีบ้านเพียง 40-50 หลังเท่านั้น

ไม่เสียค่าเข้านะคะ

ประวัติหมู่บ้าน Ouchijuku เพิ่มเติม :http://www.jnto.or.th/newsletter/ouchi-juku-2014/

เราเดินขึ้นไปด้านบนตรงที่เป็นเนินเขาจะเห็นวิวโดยรอบของหมู่บ้านแห่งนี้เลย

เมืองหรือหมู่บ้านเล็กๆที่นี่มีของน่ารักน่ารักขายเยอะเลย เราชอบมันเกร๋ดี

เราเหลือบไปเห็นร้านขนมดูแปลกดีข้างในเป็นไส้ถั่วแดง ข้างนอกแป้งล้วนๆ อันละ 100 เยน แป้งค่อนข้างหนา  แต่ถั่วแดงอร่อยดี

อันนี้ชอบมากไอติมนม แบบว่านมละมุนมาก 500 เยน ร้านนี้เลย อร่อยจะเบิ้ลก็อิ่ม

ที่นี่เค้าแช่น้ำขวด โค้ก กันตรงคลองเลยนะฮะ

หมู่บ้านน่ารักจริงๆ ของกินก็มีหลากหลาย

แล้วก็มารอรถที่เดิมเพื่อขึ้นรถกลับ โดยกลับมายังจุดเดิมคือ สถานี Yunokami onsen เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่ต้องซื้อตั๋วใช้ตั๋วที่ซื้อไป Ouchijuku ได้เลย แต่พอมาถึงที่สถานี Aizu-watsuyama ต้องเสียเงินเพิ่ม 190 เยน จ่ายที่สถานีปลายทางเลย

(ขากลับเลือกลงที่นี่เพราะกะว่าจะไปเที่ยวต่อ) เรานั่งรอเมล์ไปลงที่ Aizu-bukeyashiki แต่สวรรค์ช่างไม่เข้าข้าง เพราะฝนดันตกและตกหนักด้วย เจ้าหน้าที่ถามว่าจะเข้าไปมั้ย แหม่ๆๆๆๆๆ เข้าไปจะเห็นอัลไล ฝนตกขนาดนี้ เลยตัดสินใจนั่งรถเมล์กลับ ตอนขากลับนี่ฝนตกหนักมาก พอถึงสถานี Aizu ฝนนี่ถาโถมลงมาอย่างหนัก เหยียบพื้นที่นี่น้ำท่วมรองเท้าเลย เราวิ่งมาหลบฝนอยู่ป้ายรถเมล์อยู่นานก็ยังไม่หยุดซักที จึงตัดสินใจลุยฝนวิ่งเข้าไปที่สถานี แล้วนั่งแท็กซี่ไปที่พักแทน สรุปวันนี้ไม่ได้ทำอะไรเลย หมดไปอีก 1 วัน

ที่พัก Tagoto ที่นี่น่าอยู่มากเป็นที่พักแบบเรียวกังอีก1 ที่ มีห้องอาบน้ำออนเซ็นให้ด้วย เป็นร้านอาหารที่ต้องมากินด้วยนะ เมื่อวานมื้อเย็นกินไม่ทันเค้าปิด 2ทุ่ม ลงมา2ทุ่มพอดี เลยได้ไปกินเซเว่นใกล้ๆแทน

พนักงานดูแลดีมากจะคอยบอก คอยถามตลอด กลัวเราลืมมั้ง คืนนี้เราไปแช่ออนเซ็นในโรงแรม เค้าบอกว่าไม่เชิงเป็นออนเซ็นนะแต่คล้ายๆ ส่วนตัวๆ นอนสบาย ไม่ต้องมีใครกวน เพราะว่าเรามาอาบตอน 3 ทุ่ม555 ตอนแช่น้ำอยู่มีคนมาเคาะๆจะเปิดประตูสงสัยจะมาทำความสะอาด เราตะโกนไปว่ามีคนอยู่ แล้วเค้าก็ขอโทษๆๆๆ แล้วก็รีบวิ่งหายไปเลย

———————————————–

ตื่นแต่เช้าวันนี้จะต้องเก็บที่เหลือในเมือง Aizu ก่อนที่จะไปในเมือง Fukushima เราเริ่มจากที่เดิมเมื่อวาน aizu-bukeyashiki เดินจากที่พัก ไปขึ้นรถบัสที่ nanukamachi ไม่ไกลจากที่พักมาก สถานีรถไฟที่นี่จะน่ารักๆหน่อยใครผ่านไปมาก็ต้องแวะถ่ายรูป 210 เยน ตลอดสายลงที่ที่ก็ 210 เยน แล้วก็ได้มาซะที  aizu-bukeyashiki

ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์บ้านซามูไรไอซุ (Aizu Bukeyashiki) แห่งนี้ตั้งอยู่ที่เมือง ไอซุวะกะมัทสึ (Aizu-wakamatsu) เป็นบ้านของอดีตซามูไร ไซโก ทะโนะโมะ (Saigo Tanomo) ในสมัยเอโดะ ทั้ง Kyu nakahata jin’ya และโรงสีข้าว Han Mai Seimaijo เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่สำคัญ ที่คุณจะได้สัมผัสความรู้สึกของการย้อนยุคกลับไปในโลกของซามูไรแห่งเมืองไอซุ

เราเดินวนซ้ายตามป้ายบอกทางไปเรื่อยๆ สวนสวยดี มีบ้านเก่าๆที่เล่าเรื่องราวต่างๆ ไว้อย่างน่าสนใจ

นี่เป็นโรงตำข้าวคล้ายบ้านเราเลย

มีให้ซ้อมยิงธนูด้วย

แล้วก็เดินวนๆไป จนเจอทางออก มีร้านขายของที่ระลึกอยู่ทางออกด้วยนะ

ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.jnto.or.th/newsletter/aizu-wakamatsu/

พอเสร็จเราก็จะไปอีก1 สวนที่น่าสนใจคือ ouyaguen garden พนักงานที่โรงแรมบอกว่าถ้าไม่ค่อยชอบประวัติศาสตร์ไปสวนน่าจะดีกว่า เค้าชอบสวนมากกว่า อ่ะตามค่ะ เราก็นั่งรถที่หน้า aizu-bukeyashiki รถสีแดงมาลงที่ ouyaguen แต่….มีเหตุระทึกเกิดขึ้น เพราะว่าเราลืมกล้อง กับ กระเป๋าเลนส์ไว้บนรถบัส

เรื่องมีอยู่ว่า……วันนี้นั่งรถบัส จริงๆมันก็คือรถเมล์เหมือนบ้านเรานี่แหละ จอดตามป้ายต่างๆ ตอนเช้าเราไปเที่ยวชมสวน Aizu Bukeyashiki แล้วก็นั่งรถต่อมาลงที่สวน Oyakuen เวลา 11.34 น. (จำเวลาแม่นมาเพราะไปยืนดูอยู่นาน ว่าเมื่อไหร่รถจะมาซักที)

รถมาตรงเวลาเป๊ะ รีบขึ้นไปนั่งและคิดว่าไม่นานเพราะเหมือนตอนมาก็ผ่าน ไม่ถึง 5 นาทีก็ถึง Oyakuen Garden คนขับตะโกนมาบอกถึงแล้วๆๆ เราก็รีบคว้าของลงจากรถ แต่พอลงมาแค่นั้นแหละ เฮ้ยกล้อง กับ เลนส์!!!!! รถก็วิ่งออกไปต่อหน้าต่อหน้า 

“ทำไง” วิ่งตามสิแต่ก็ไม่ทัน ทำไงดีตอนนั้นคิดว่าต้องโบกให้คนช่วยแล้วหล่ะ ก็โบกอยู่จนคันที่ 5 จอดเป็น 2 สามีภรรยา (คือไม่คิดว่าจะต้องอายแล้วจุดนั้น)

“i forget camera on the bus” ทำมือถ่ายรูป Camera ชี้ๆๆๆ Bus

สองสามีภรรยา “บัสสึ บัสสึ” (เค้าพูดภาษอังกฤษไม่ได้แต่เค้าช่วยเราเต็มที่ อันนี้ภูมิใจมาก คนญี่ปุ่นนี่น้ำใจเป็นเลิศจริงๆ)

“Yes Yes บัสสึ” go go พร้อมกับชี้บอกว่ารถไปแล้ว แล้วเค้าก็บอกให้เราขึ้นรถ โดยผู้เป็นภรรยาถามว่ามาจากไหน พร้อมกับดูเส้นทางที่รถจะไป ส่วนผู้เป็นสามีขับตามเส้นทาง ก็เดากันไปซึ่งก็หารถบัสไม่เจอ ทั้งที่ออกไปได้แค่ไม่ถึง 3 นาทีเอง ขับวนจนมาเจอสถานีตำรวจ ผู้เป็นสามีบอกว่าให้ไปแจ้งเจ้าหน้าที่เค้าจะได้ช่วยตามหา แต่ใจเราร้อนรุ่มมากคิดว่าขับไปอีกนิดน่าจะเจอ เอาวะบอกตำรวจก่อนตัดสินใจลงไปสถานี แจ้งตำรวจเราพูดภาษาอังกฤษเค้าพูดภาษาญี่ปุ่น บวกกับภาษามือ แต่แปลกตรงที่สื่อสารกันรู้เรื่อง

แจ้งสถานที่ที่ขึ้นรถ เวลา ลงที่ไหน รถสีอะไร (เป็นบุญของตรูแท้ๆที่จำได้)

เจ้าหน้าที่ก็โทรหาใครซักคน แล้วก็บอกว่ารถจะมาจอดอยู่ที่สถานี Aizu แล้วเจ้าหน้าที่ชาย-หญิง 2 คน ก็พาเราขึ้นรถแล้วไปรอที่สถานี Aizu-Wakamatsu ใจคอไม่ค่อยดี จะร้องไห้ แต่คุยกันด้วย google translate ตลอดทาง

จุดพีค…..พอมาถึงสถานีรถบัสยังไม่มาเค้าบอกจะมาอีก 10 นาที แต่เค้าบอกว่าอาจจะเจอของรึเปล่าไม่รู้ ใจนี่อยู่ตาตุ่มแล้ว

แล้วรถบัสก็มาจอด

“นั่นรถบัสที่นั่งมาใช่มั๊ย” เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้หญิงถามขึ้น

จ้อง จำหน้าคนขับได้ “ใช่ๆ” ทุกคนวิ่งไปที่รถบัส ทุกคนดูตื่นเต้นกล้องถูกวางอยู่ในตระกร้าหน้ารถ คนขับเก็บไว้ให้

เย้!!! เจ้าหน้าที่ทุกคนดีใจ ส่วนชั้นร้องไห้น้ำตาไหลพรากกกก ดีใจที่ได้กล้องคืน (อยู่ๆน้ำตาก็ไหลออกมาโดยอัตโนมัติ) ตำรวจผู้หญิงมากอดเรา บอกอย่าร้องๆ ขอขอบพระคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนมากๆ นะคะที่ช่วยให้เราได้กล้องคืน

“แล้วมาอีกนะ” ประโยคส่งท้ายที่เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้หญิงบอกกับเรา ซึ้งมากกกกน้ำตาไหล

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าสติสำคัญที่สุด จดจำข้อมูลที่จะเดินทาง และ เส้นทาง ถ้าคิดว่าจะลืมถ่ายรูปไว้ เผื่อเกิดอะไรขึ้นมาจะได้ช่วยเราได้ และบางครั้งการสื่อสารด้วยภาษามือ ก็สำคัญกว่าภาษาอังกฤษ ทำยังไงก็ได้ให้เค้าเข้าใจเรา”

ภาพที่ระลึกจะไม่ลืมเลย

แล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจสองคนก็พาเราไปส่งที่โรงแรมคนที่นี่น่ารัก ใจดีมาก มาถึงที่พักก็นั่งหายใจทิ้ง ทำใจก่อน พนักงานคนเดิมเดินมาถามเป็นอะไรเราก็เลยเล่าให้ฟัง เค้าบอกว่าตำรวจที่นี่ดีนะ ช่วยเต็มที่เลย กู้ดๆ ว่าแล้วก็หิว กินข้าวที่นี่เลยละกัน เพราะเค้าบอกว่า unagi อร่อยและต้องลอง นี่ๆๆๆๆๆๆๆอร่อยมาก ข้าวมันไม่ใช่ข้าวหุงปกติเหมือนเค้าใส่อะไรลงไปด้วยมันจะหอมๆ นัวๆ โรยงาลงไปหน่อย โอ้วววมายคอมบุ

เรามีเวลาเหลืออีก 2ชั่วโมงก่อนที่จะขึ้นรถไฟไป fukushima ตอนแรกเดินไปที่สถานีเดิมกะว่าจะขึ้นรถบัสไป ouyaguen แต่เปลี่ยนใจเดินเล่นแถวนี้ดีกว่า กลัวประวัติศาสตร์ซ้ำรอย อีกใจนึงก็คิดว่าเผื่อมีอะไรน่าสนใจแถวๆนี้ และกลัวกลับมาไม่ทันเพราะนั่งรถก็ค่อนข้างนาน ว่าแล้วก็มาสำรวจเมืองกันดีกว่า

สถานี nanukamachi สถานีน่ารักๆ ที่ใครมาต้องแวะถ่ายรูป

แล้วก็กลับที่พักเก็บของมาขึ้นรถไฟกลับ fukushima พนักงานคนเดิมที่โรงแรมมาส่งที่สถานี แล้วก็ถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระทึกก่อนจากกันเค้าบอกว่าจะเอาไปลงในเฟสบุ๊ค ต้องไปหาดูซะหน่อยละ

มาถึง fukushima ก็เข้าที่พักที่ hotel fukushima hills เราพักที่นี่ 3 คืน เดินประมาณ 1 กิโลได้เนื่องจากเราจองใกล้วันเดินทางที่อื่นเต็ม ตอนแรกจะพัก youth hostel เป็น local ของที่นี่ก็เต็มเหมือนกัน แต่ apa hotel นี่แบบโคตรใกล้สถานีครั้งหน้าถ้ามาจะสอยที่นี่แหละ รายละเอียดที่พักอยู่ตามลิ้งด้านบนนะคะ

สนใจจองที่พัก : https://www.traveloka.com/th-th/hotel/japan/city/fukushima-shi-20000900

เนื่องจากมาถึงก็เกือบๆ 7โมงเย็นแล้ว เช็คอินเสร็จแล้วก็ไปเดินสำรวจเมืองกัน แต่ออกมาได้แปปๆ อัลไลแว๊!!!!! เพิ่งทุ่มนิดๆเองคนหายไปไหนกัน ไม่ค่อยมีใครเดินตามท้องถนน ยิ่งใกล้ที่พักนี่คนแทบไม่มีเลย เงียบสงัด เข้าที่พักก็ได้รีบนอนพรุ่งนี้จะต้องตื่นเช้าไปเทศกาล soma-nomaoi

———————————————–

วันนี้วันดีเราจะมาไปเที่ยวงานเทศกาล Soma-Nomaoi ซึ่งเป็นงานเทศกาลที่จัดขึ้นที่เมืองมินะมิโซมะ (Minamisoma) และเมือง โซมะ (Soma) เป็นวัฒนธรรมที่ให้ความบันเทิงเก่าแก่ จากม้าที่เคยแสดงใน อเมริกา และ อังกฤษ เป็นเทศกาลญี่ปุ่นที่สืบทอดฉากของโนะมะโออิ (Nomaoi) ในสมัยโบราณ โดยการใช้ม้าในการต่อสู้ นักรบขี่ม้าเดินสวนสนาม ใส่ชุดเกราะ แข่งม้า คุณจะได้ชมประเพณีของที่นี่แบบที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อน ตอนแรกเราก็เฉยๆนะแต่มาแล้วมันสนุก แปลกดี คือเราว่ามันเป็นงานที่หาดูได้ยาก เพราะ 1 ปีมีครั้งเดียว

การเดินทาง: ลงรถไฟที่สถานี Haranomachi นั่งรถแท็กซี่ 10 นาที หรือ นั่งรถบัส 15 นาที โดยรถบัสจะมีบริการรับส่งฟรีทั้งขาไปและขากลับ

ค่าเข้าชม: 1000 เยน งานเริ่มตั้งแต่ 9.30 ถึงประมาณ 4โมงเย็น ไป

ซึ่งตื่นนอนตี 5 ค่ะฟังไม่ผิดเพื่อไปขึ้นรถไฟเที่ยวแรกตอน 6.16 แหกขี้ตาตื่นมาก อาบน้ำสระผมกะว่าจะเป่าผมให้แห้งแล้วไดร์ให้ดีงามก่อนค่อยออก ขุ่นพร่ะช่วย!!!!! ไดร์เบามากพรุ่งนี้น่าจะแห้งถ้าเป่าต่อไป เอาว่ะผมเปียกนี่แหละไปเพิ่งแอร์ในรถไฟเอาเดี๋ยวก็แห้ง ว่าแล้วก็รีบเดินออกไปสถานีรถไฟ ฝนตกอีกจ้าาา คว้าร่มที่หน้าโรงแรมแล้วรีบวิ่ง ทันเวลาพอดีเป๊ะ!!!!!

เราเดินทางจากสถานี Fukushima มาลงที่สถานี haramomachi แล้วคุณจะเห็นว่าคนเยอะมาก ใช่ค่ะเค้ามางานนี้กัน ในขณะที่เดินออกไปขึ้นรถบัสคุณจะได้สัมผัสกับกลิ่นของม้า ป้ายงานเทศกาล ที่บ่งบอกให้รู้ว่า “คุณได้มาถึงแล้ว” งานเทศกาลดีๆแบบนี้จะจัดขึ้นปีละ 1 ครั้ง ย้ำปีละครั้ง ทุกวันเสาร์ อาทิตย์ จันทร์ ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคม 2017  ปีนี้งานมีวันที่ 29-31 ก.ค. 2017

สามารถขึ้นรถบัสหน้าสถานีได้เลยค่ะ เพราะเค้าจะมีบริการรับส่ง ฟรี!!!! พอไปถึงก็เดินต่ออีกนิดก็ถึงงานแล้ว ด้านหน้าจะมีเจ้าหน้าที่ขายบัตรเข้างานสามารถซื้อที่หน้างานได้เลยราคา 1000เยน

เมื่อเข้ามาในงานจะเป็นเหมือนอัฒจันทร์ให้นั่ง โดยเป็นอัฒจันทร์ดิน ตอนแรกที่เราถึงคนยังไม่เยอะเท่าไหร่ ลืมบอกไปว่าที่เรามาเข้ามาเค้าจะมาขบวนม้าตอน 9.30 น. เราเลยอยากมาดูเลยรีบตื่นแต่เช้า บรรยากาศภายในงาน ก็จะมีการแสดงคล้ายจะเป็นประเพณีของที่นี่ซึ่งน่าตื่นเต้นมาก ทุกคนที่นี่ก็เดินทางมาแต่เช้าเช่นกันเพื่อมาจับจองที่นั่งกัน

 

การแสดงแรกเริ่มขึ้นแล้ว

มาแล้วค่ะขบวนม้าที่รอคอย ขบวนยิ่งใหญ่ดูอลังโชคดีที่เรานั่งใกล้บริเวณที่ขบวนม้าผ่านพอดี เมื่อขบวนม้าผ่านก็จะมีการแนะนำตัว แต่เราฟังไม่ออกว่าเค้าพูดว่าอะไรบ้าง T_T แล้วก็วิ่งขึ้นไปด้านบนเพื่อให้ผู้ชมที่นั่งอัฒจันทร์ด้านบนยลโฉม

นี่ก็เป็นหนึ่งในขบวนม้าที่เราชอบเพราะว่า ต้องทำงานเป็นทีมกันอย่างมากจึงจะฝ่าอุปสรรคไปได้555 คือว่าพวกเขาจะต้องเข็นขึ้นเนินเพื่อไปอัฒจันทร์ด้านบน เอ้าฮุ้ยเลฮุ้ย!!!!

ดูคนในงานสิเยอะมากกกกกกกก เยอะจริงๆ และทยอยมากันเรื่อยๆ

หิวก็นั่งกินข้าวที่นี่แหละ

ถ้าเดินไปอีกนิดจะมีร้านอาหารขายสามารถเลือกซื้อได้ถ้าหิว มีทั้ง น้ำแข็งใส เบียร์ ยากิโซบะ และ อีกมากมาย

ใกล้ๆกันจะมีคอกม้าที่ใช้ในงานครั้งนี้สามารถแวะไปดูไปจับไปถ่ายรูปกับม้าได้

 

บ่ายๆก็จะเป็นกิจกรรมการแข่งม้า สลับกับการแสดง แลดูป้าๆที่นี่จะตื่นเต้นเวลาม้าแข่งมากเราอยู่ถึงประมาณบ่าย 2 โมง เนื่องจากอากาศร้อนมาก เลยไปนั่งหลบมุมกินข้าวที่สถานีรถไฟ เดินสำรวจรอบๆสถานีแล้วเดินทางกลับมาที่สถานี fukushima เดินเล่นหาอะไรกิน แล้วก็กลับเข้าที่พัก ซึ่งวันนี้หลับสนิทศิษย์ส่ายหน้าเพราะเนื่องจากว่าเมื่อเช้าตื่นเช้ามาก

ถ้าใครมีโอกาสมาเที่ยว Fukushima หน้าร้อน ช่วงเดือนก.ค. อย่าลืมแวะมาเที่ยวงาน Soma-Nomaoi นะคะ รับรองคุณจะไม่ผิดหวังเพราะงานเค้าจัดยิ่งใหญ่มากจริงๆ

———————————————–

วันนี้ตื่นสายเป็นผลมาจากเมื่อวาน ปาเข้าไป 11 โมง รีบมาดูรอบรถที่จะไป Takayu Onsen ว่ามีกี่โมง ปรากฏว่ามีตอน 13.30 น. เลยแวะไปหาอะไรรองท้องก่อน ตอนนั้นคิดว่าหลังจากกินข้าวเสร็จแล้วจะไปเดินเล่นชมวัดก่อนแล้วกลับมามั๊ยมีเวลาประมาณเกือบ 3 ชั่วโมง แต่ก็คิดอีกว่ากลัวจะกลับมาขึ้นรถไม่ทัน แต่ตอนนี้ไปกินข้าวก่อนดีกว่าหิวมาก

หลังจากเดินสำรวจสถานีรถไฟฟุคุชิมะว่ามีอะไรที่น่าดึงดูดให้เราไปกินบ้าง ก็พบกับร้านข้าวหน้าหมูทอด หรือ ทงคัตสึ มีทั้งหมูเห็ดเป็ดไก่ และ ซีฟู้ด คนในร้านเยอะ เออ!!!มันต้องอร่อยแน่ๆๆเลย พุ่งตัวเข้าไป แล้วก็ถามเหมือนเดิมเมนูไหน No.1

บรรยากาศร้าน

ในตอนแรกเค้าจะเสิร์ฟผักกะหล่ำซอยมาก่อนกับเครื่องเคียง เราเห็นผู้ชายที่นั่งโต๊ะข้างๆ เติมกะหล่ำซอยไป 2 ถ้วย “นี่มันอร่อยขนาดนั้นเลยรึ” กะหล่ำซอยเค้าสด กรอบ ดีนะ แล้วอาหารของเราก็มา เย้ น่ากินจุงเบย

อั้มมมมมม รสชาติใช้ได้ หมูนุ่มแป้งกรอบ สดๆร้อนๆ ราคาประมาณ 1000 กว่าเยน อิ่มมากกกกกกกกกกกก

เสร็จก็ไปเดินเล่น ถ่ายรูปหน้าสถานี เล่นๆฆ่าเวลา ต้องกล้องถ่ายรูปไปแบบคนบ้า ยืนแอ๊คท่าหน้าสถานี คนเดียว 555

แล้วก็ถึงเวลาเดินทางไปแช่ออนเซ็นใช้เวลาเดินทางประมาณ 40 นาที ค่ารถ 820 เยน ต่อเที่ยว บนรถแลดูจะมีแต่ผู้สูงอายุที่เดินทางไปแช่ออนเซ็นกับเรา ทุกคนพกสิ่งของที่ต้องใช้มาด้วย แล้วชั้นหล่ะ ตัวเปล่าไม่ได้เอาผ้าเผ้ออะไรมาเลย มีแต่ขาตั้งกล้อง กล้อง และของจิปาถะในกระเป๋า ถึงหน้าโรงแรมอ่านป้ายก็อ่านไม่ออก ไหนฟร่ะ Takayu Onsen คนที่มาด้วยกันกันบอกนี่ๆๆๆๆๆ อ๋อออออออออเดินตามคุณลุงคุณป้าเข้าไปข้างในโดยเมื่อเข้าไปข้างในแล้วจะต้องถอดรองเท้าเก็บก่อนเข้าไม่ให้ใส่เข้าไปด้านใน จากนั้นก็หยอดเหรียญรับบัตร แล้วไปยื่นที่เคาน์เตอร์ ชั่วโมงละ 250 เยน ผ้าเช็ดตัวก็ 250 เยน เช่นกัน ด้านข้างๆจะมีที่กดน้ำให้ด้วย

คุณลุงและคุณป้าที่อยู่เค้าน์เตอร์เค้าพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ การสื่อสารค่อนข้างลำบาก แต่เป็นบุญของอิชั้นยิ่งนัก ที่คนที่มาอาบน้ำแร่แช่น้ำนม วัยรุ่นสาวนางสามารถสื่อสารกับอิชั้นได้ นางบอกว่าให้หยอดเหรียญตรงนี้ แล้วเอาผ้าเช็ดตัวมามั๊ย ถ้าไม่ได้เอามาก็หยอดเหรียญซื้อผ้าเช็ดตัวเพิ่ม แล้วเอาบัตรไปยื่นให้ป้าที่อยู่เคาน์เตอร์ เราเลยถามต่อว่า ขอแช่ 2 ชั่วโมงได้มั๊ยเพราะว่าเรามีเวลาเหลือ 2ชั่วโมงกว่า  เพราะรถจะมาก็นู่นเลย 5 โมงกว่า ป้าบอกว่าให้แช่ไปเลย  2 ชั่วโมงพิเศษ จ่ายแค่ 250 เยน นี่แหละ โอ๊ยยยยยยยยเริ่ดดดดดดดด ขอบคุณสาวญี่ปุ่นที่เป็นสื่อกลางในการติดต่อกับป้าครั้งนี้

ว่าแล้วก็เอาของไปเก็บในล็อคเกอร์ โดยล็อคเกอร์นี้ไม่ใหญ่มากไม่เสียเงินในการเช่า ฟรี!!!!! แล้วก็เข้าไปแช่ด้านในได้เลย ตอนแรกๆก็จะเขินๆหน่อยที่ต้องเปลือยแล้วลงแช่น้ำ แต่ทุกคนเค้าก็ถอดกัน เอาวะ โดยเราจะมีผ้าเช็ดตัวผืนเล็กที่ซื้อมาไปด้วย เดินลงน้ำโอ๊ยๆๆๆๆ ร้อน ค่อยๆลงๆ น้ำแร่ที่นี่สีจะออกน้ำนม เป็นเมืองน้ำพุร้อนขนาดเล็กตั้งอยู่บนทางลาดชันของภูเขาอาซูมะ(Mount Azuma) เริ่มมีการพัฒนาครั้งแรกประมาณ 400 ปีที่แล้ว ภายในเมืองมีที่พักเรียวกังมากกว่า 12 แห่งเปิดให้บริการแก่นักท่องเที่ยว ซึ่งใกล้กับเส้นทางชมวิว Bandai Azuma Skyline อีกด้วย

น้ำพุร้อนของที่นี่มาจากแหล่งน้ำที่ต่างกัน 10 แห่งรอบๆเมือง มีความเป็นกรดสูง อุดมไปด้วยไฮโดเจนซัลไฟด์จึงทำให้น้ำมีสีขุ่นเหมือนน้ำนมจางๆ สีฟ้า และมีกลิ่นกำมะถันที่โดดเด่น โดยเรียวกังจะสูบน้ำเข้าสู่ห้องน้ำโดยตรงเพื่อรักษาคุณภาพที่ดีเอาไว้ เรียวกังหลายที่เปิดให้บริการห้องอาบน้ำแก่แขกที่ไม่ได้เข้าพักด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะเรียวกังที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ ทามาโกยุเรียวกัง เป็นเรียวกังที่มีอายุยาวนาน ภายในห้องอาบน้ำเป็นสระน้ำที่ทำจากไม้ขนาดเล็ก พร้อมกับสระขนาดใหญ่แบบแยกชายหญิง

“สบายตัว”

นั่งแช่ไปเรื่อยๆ ผ่านไปชั่วโมงครึ่ง คือแช่จนคนเริ่มไม่มี 555 ก็มาแล้วอ่ะ กว่ารถจะมารับอีกต้องเอาให้คุ้ม อาบน้ำเปลี่ยนผ้ามารอรถบัสขากลับ ราคาเดิม 820 เยน

ตรงข้างๆ Takayu Onsen มีท่อส่งน้ำแร่ด้วย

กลับมาถึงสถานีฟุคุชิมะ ก็นั่งรถบัสต่อไป Fukushima Shirne ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พักของเรา ค่ารถบัส 100 เยน

แล้วก็ได้เวลาอาหารเย็นวันนี้ค่อนข้างพิเศษหลังจากอดอยากปากแห้งมาหลายวันมัวแต่เที่ยววันนี้แหละวันดี หาข้อมูลร้านอาหารแนะนำ ไปเจอของ JNTO ชื่อร้าน Ajinomomonoi เป็นอาหาร Local พวกซูซิ Sashimi บรรยากาศร้านเหมือนเราเป็นคนญี่ปุ่นเลย แต่ราคาก็ใช้ได้อยู่นะคะ มาดูกินว่าวันนี้เราไปกินอะไรมาบ้าง เริ่มที่บรรยากาศร้าน

เมนูอาหาร เราเห็นป้ายติดว่าเมนูแนะนำเป็นเห็ดหอมทอด แต่บังเอิญว่าวันนี้หมด ของทุกอย่างของทางร้านจะสั่งมาพอดี แต่เราก็บอกว่าเราอุตส่าห์มาที่นี่ตามคำแนะนำในเว็ปเลยนะเค้าเลยไปหาวัตถุดิบมาจนสามารถทำให้เรากินได้ เราสั่งทั้งหมด 4 อย่าง

-ชีมโจ (เห็ดหอมทอด)

-เนื้อวัว

-ปลามากุโร

-ปลาซูซุกิ

แถมเบียร์ 1 แก้ว เค้าบอกว่าต้อนรับลูกค้า 555

ค่าเสียหายมื้อนี้ 5450 เยน แต่รู้สึกยังไม่ค่อยอิ่มเท่าไหร่ เดินกลับโรงแรมสายตาไปสะดุดกับร้านปิ้งย่าง ขึ้นป้ายหรา No.1 Beef คนแน่นร้าน เลยพุ่งตัวเข้าไปสั่ง 1 ชุดเป็นเซ็ตเนื้อรวม พร้อมโค้ก 1 แก้ว พนักงานถามย้ำ Coke? โดยส่วนใหญ่คงสั่งเบียร์กันแต่อิชั้นสั่งโค้ก “ใช่ค่ะ โค้ก”

บรรยากาศร้าน

เมนูอาหารคืนนี้เซ็ตเนื้อรวม รสชาติใช้ได้แต่ยังไม่ถึงกับอร่อยมาก ค่าเสียหาย 2200 เยน ตายๆๆๆๆ หลังจากอดอยากปากแห้งมาหลายวันเพราะตื่นเช้ากลับดึก ก็จัดไปซะเยอะเลย จุก อิ่มมาก จนนอนแทบไม่ได้ ถ้าเมิงจะกินเยอะขนาดนี้นะนิ่ม มาตั้งแต่หัววันเลยเหอะ กว่าจะได้นอน

……………………………………………………………………

วันสุดท้ายที่ฟุคุชิมะแล้ว วันนี้ตื่นเช้า มีแพลนว่าจะไปกินเบอร์เกอร์ร้านดังที่ Shirakawa แล้วนั่งรถเข้าโตเกียวหาไรอร่อยๆกิน วันนี้ออกจากที่พักประมาณ 9 โมงเช็คเอ้า ลากกระเป๋ามาที่สถานี Fukushima แวะกินข้าวก่อน ซึ่งเค้าบอกว่ามาฟุกุชิมะต้องกินโซบะเย็นนะ เลยไปเดินตามหาเจอร้านตรงสถานีรถไฟแหละ เลยแวะชิม ร้านนี้เลย

เมนูของเราฮะ ถามเหมือนเดิมอันไหน No.1 รสชาติอาหารก็อร่อยดี ผ่านค่ะ

จริงๆที่สถานีรถไฟมีร้านเกี๋ยวซ่าร้านดังอยู่ร้านนี้ค่ะ แต่เราไม่ได้กินเพราะว่ามันปิด ใครผ่านมาแวะมากินได้นะคะ

แล้วก็นั่งรถไฟกลับโตเกียว เราไปแวะทานเบเกอร์ก่อนแต่สวรรค์ช่างไม่เข้าข้างเอาซะเลย ร้านปิดปรับปรุงไม่รู้จะเปิดเมื่อไหร่ เลยอด อดอีกแล้ว ทำไม ทำไม ทำไม เลยได้กินไอติทแทน อุตส่าห์ลากกระเป๋าขึ้นลงบันได ตื่นเช้ามาเพื่อสิ่งนี้

ร้านนี้เลยค่ะ : http://www.welovefukushima.com/shirakawa-daruma-burger/

เลยได้กินไอติมที่สถานีรถไฟแทน

ถึงโตเกียวก็ฝากกระเป๋า เกือบเย็นๆแล้วหล่ะที่เรามาถึงเดินเล่นในเมืองแปปนึง ก่อนจะกลับบ้าน

ตลอดระยะเวลา 7 วันของทริปฟุคุชิมะ รวมวันเดินทางที่ Fukushima สนุกมากเมืองธรรมชาติ มีอะไรที่น่าสนใจอีกมากมาย เรายังคิดว่าเรายังเที่ยวไม่ทั่วเลย ถามว่า 7 วันเพียงพอต่อการมาเที่ยวที่นี่มั๊ยคงตอบได้ว่า “ไม่พอ” ที่กินที่เที่ยวค่อนข้างเยอะ ยังมีอีกหลายที่ที่ยังไม่ได้ไป เมืองปลอดภัย ถ้ายังจำเรื่องน้ำท่วม และ โรงงานนิวเคลียร์ระเบิดได้ และคิดว่ามันยังน่ากลัวอยู่ เราว่าไม่เลย มาเที่ยวได้ ตัวเมืองห่างไกลจากจุดนั้นไกลพอสมควรหรือแม้แต่ระแวกที่เกิดเหตุบางพื้นที่ก็สามารถไปเที่ยวได้แล้วและปลอดภัย มาสิคะแล้วจะรู้ว่าฟุคุชิมะมีอะไรให้น่าค้นหาอีกเยอะ

 

Follow Me>>

Facebook : https://www.facebook.com/atravelerblog/
YouTube: http://bit.ly/2m79day
IG: https://www.instagram.com/a_traveler_blog/
Twitter: https://twitter.com/A_Traveler_Blog
Website: http://atravelerblog.com

Hotel

Restaurant

Food

Tips

Shopping

Trips

dessert

photograph

A Traveler Blog

เราชอบเดินทาง เราชอบเที่ยว เราชอบกิน เรามีความฝันว่าจะไปเที่ยวรอบโลก แม้มันจะใช้เวลานาน แต่เราก็จะไป

บทความที่เพิ่งดู

> Autumn Fukushima < Day 3 อลัง!! กับใบไม้เปลี่ยนสีที่ บึงน้ำ 5 สี (Goshikinuma)

“Road trip Fukushima” ขับรถดูใบไม้เปลี่ยนสี เที่ยวขึ้นเขา ลงแม่น้ำ สุดชิวนึกว่าอยู่ยุโรป *o*

Day 2 OuchiJuku โออุจิ จูกุ / To-no Hetsuri

Day 1 จากนาริตะ มุ่งสู่ ฟุคุชิมะ

Day 1 : เหินฟ้าสู่ Fukushima ชมวิว Science Space Park

LEAVE A COMMENT

Welovefukushima