การเดินทาง บทความจาก Blogger รีวิวเที่ยวฟุคุชิมะ สถานที่เที่ยว แผนเที่ยว Food Hotel photograph Trips

ไม่กี่บาท : 6 วัน 5 คืน คนเดียว ณ ฟุคุชิมะ วันที่ใบไม้เปลี่ยนสี

โอ้ยยยยยยยยยยยยยยยยย !!
อยากจะตะโกนดังๆ ว่า กรุจะไปญี่ปุ่นโว้ยยย
และนี้คือการเดินทางไป ประเทศญี่ปุ่นครั้งแรกของเราครับ 
แล้วที่พีคไปกว่านั้นคือ ช่วงนี้เป็นช่วงใบไม้เปลี่ยนสีเว้ย คืออากาศมันเย็นสบาย ไม่หนาวจนเกินไป
แต่ก็อาจจะได้พบเจอหิมะหรือฝนบ้าง แต่สิ่งเหล่านั้นช่างมันเถอะครับ เราไปญี่ปุ่นกันดีกว่า
เรากำลังจะเดินทาง ไปยังจังหวัด ฟุคุชิมะ ของประเทศญี่ปุ่นนี่หละครับ
ไปด้วยกัน 6 วัน 5 คืนนะครับ 

เราเริ่มต้นเดินทางจากกรุงเทพ (ดอนเมือง) สู่โตเกียว (นาริตะ) ประเทศญี่ปุ่นครับ
โดยสายการบิน Thai Airasia X ที่บินตรงไปยังนาริตะเลยครับ เราใช้เวลาบินประมาณ  6 ชั่วโมงครับ
ก็ตั้งใจว่า จะเลือก filght ดึก แล้วไปถึงกันเช้า เที่ยวต่อเลยอย่างโหด
เราบิน filght 23.45 จากดอนเมือง ถึงนาริตะ ประมาณ 8 โมงครับ

เราใช้เวลาบินประมาณ 6 ชั่วโมงครับ หลับๆ ตื่น แล้วก็มากันถึงสนามบินนาริตะ


หลายคนบอกว่า ตม.ของญี่ปุ่น โหดมาก ไม่ผ่านกันก็หลายคน วันนี้หละครับ เรามาพิสูจน์ ให้เพื่อนๆ ได้ดูว่า
ตม.ญี่ปุ่น เค้าโหดอย่างที่ว่าหรือเปล่า
ณ จุดตรวจคนเข้าเมือง What do you do?  เราก็ตอบไปว่า Computer technician
แล้วตม. ก็ถามอะไรสักอย่างนี้หละ เราฟังไม่รู้เรื่อง แล้วก็ยื่นใบ immigration card
เราก็อ่อ ลืมเซ็นชื่อ พอเซนชื่อเสร็จ เค้าเรียกเจ้าหน้าที่ พาตัวเราไป

 


และตอนนี้ เราก็อยู่ในห้องเย็น อันเป็นที่เรียบร้อยครับ
ภายในห้อง ไม่เย็นนะ อากาศอุ่นๆ ไฟสลัวๆ
มีคำเขียนภาษาไทยด้วย กรุณานั่งอยู่กับที่หากต้องการไปไหน กรุณาแจ้งเจ้าหน้าที่
แล้วเจ้าหน้า ก็หยิบพาสสปอต มาคุยกับเรา
ตม. : Where you go ?
เรา : Fukushima
ตม. : How long did you stay ?
เรา : 6 Day
ตม. : Do you have Ticket or Booking or Plan !#(*($%@)#$)%_  (เราฟังไม่ทัน)
เรา : เราก็ยืนบุ๊กกิ้งที่จองโรงแรม และตั๋ว ขาไป ขากลับให้เค้าดู
ตม. :  แล้วพี่ตม.ก็ปั๊มตรา เข้าประเทศให้เรา พร้อมยื่นเอกสารของเราคืนที่ละแผ่นอย่างสุภาพ แล้วโค้งอย่างน้อบน้อม
แล้วพี่ตมก็เดินมาส่งเราไปยังที่รับกระเป๋า แล้วโค้งอย่างน้อบน้อม เราก็ยังงงอยู่

โอเคครับช่างมันเถอะ คอนนิชิวะ  ตอนนี้ เรามาถึงประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการแล้วครับ

เราก็ลงมาเอา JR Pass ที่ติดต่อซื้อมาจากไทยครับ ก็เดินลงมาด้านล่างเจอกับ JR Pass ป้ายใหญ่ เดินเข้าไปพร้อมเอกสาร
และ PassPort ก็ได้ JRpass มาครับ  ก็บอกว่าวันนี้จะไปไหน เค้าจะจองและจัดการเรื่อง การจองตั๋วของวันนี้ให้ครับ
ปลายทางของเรา วันนี้ คือ เมือง KORIYAMA ของจังหวัด ฟุคุชิมะครับ

ซึ่งความสะดวกสะบายของการซื้อ Jrpass ก็คือไม่ต้องต่อแถวซื้อตั๋วอะไรอีกแล้ว เดินมาที่ช่อง ShowJRPass
แสดงให้พี่เจ้าหน้าที่เค้าดู แล้วเค้าก็ปั๊มตราแค่นั้นหละครับ แต่เป็นพวกรถไฟ ชินคันเซน หรือ รถไฟด่วนพิเศษ
อาจจะต้องไป Book ตั๋วที่ขายตั๋วครับ แต่ก็ไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่มแล้ว จะนั่งกี่ครั้งก็ได้ สามารถใช้ 5 วัน
แต่ถ้าวันนี้ใช้ พรุ้งนี้ไม่ใช้ เค้าก็ไม่ได้นับนะครับ แต่ต้องห้ามเกิน 14 วัน ดูเลยว่าถ้าใช้รถไฟเยอะเหมือนเรา
คุ้มโครต ในการใช้ JRpass นิ

รถไฟ ญี่ปุ่นนี้ มันดีจริงๆ นะ
รถครั้งแรก ของเรา เป็นสาย  N’EX หรือ Narita Express
เป็นรถไฟที่พาเราเข้าเมือง โตเกียว จาก สนามบิน นาริตะ ครับ

บรรยากาศอย่างดีครับ เราใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในการเดินทางมายัง Tokyo เพื่อที่จะเปลี่ยน
รถไฟเป็น ชิคันเซ็นไปยังเมือง KORIYAMA ปลายทางของเราครับ

 

นั้น โตเกียวทาวเวอร์ ใช่ไหม !!!!

สถานี โตเกียว อยากบอกว่าหนาวมากๆ ครับ ประตูรถไฟเปิด ลมเย็นนี้ตีหน้า เลยครับ

ภายในรถไฟ ชิคันเซ็น ดีมากอะ เบาะหมุนได้ด้วยครับ
ตอนนี้เรากำลังจะไป เมือง โคริยามะ ด้วยรถไฟ ชิคันเซ็น รถไฟหัวจรวดนี้หละครับ
ระยะทางประมาณ 250 กิโล จากโตเกียวครับ เรามาดูกันครับว่า ใช้เวลากี่นาที
ส่วนตอนนี้ขอสักงีบครับ ง่วงมากๆ

และตอนนี้เราก็มาถึงกันที่ เมือง Koriyami กันแล้วครับ ใช้เวลาไป ประมาณ 1 ชั่วโมง กับอีก 10 กว่านาที
ด้วยระยะทาง 250 กิโล ครับ โห้ววววววววว  อย่างเร็วครับ ส่วนตอนนี้เราว่าไปที่พัก กันเลยดีกว่าครับ
อยู่ตรงไหน หว่ะเนี่ย

เราได้จองโรงแรม ผ่าน App ที่ชื่อว่า Airbnb  เป็นแอปที่จองห้องพักแบบเป็นบ้านจริงๆ ที่เปิดให้เช่า
ในราคาที่โอเค และครั้งนี้เราก็ได้ ห้องพักที่เป็น คล้ายๆ กับ อพาร์ทเม้นท์ มาในราคา  5,832 เยน
เราก็เดินตามแผนที่เค้าบอกมาว่า อยู่ตรงนี้ เดินจากสถานีรถไฟ Koriyami มาประมาณ 10 นาที

เราก็เจอกับตึกนี้หละครับ ว่าแต่เค้าไม่มีคนมารับ หรือ พนักงานอะไรเลยนะครับ
เค้าจะให้รหัสเข้าประตู และรหัสเข้าห้องมา ไปกดตามที่เค้าบอกแล้วเข้าได้ เลยครับ 

และนี้ก็คือ ห้องพักของเรา ภาพแรกที่เราเห็น โอ้ยยยยยยยย  ห้องพักอะไรเนี่ย ทำไมน่ารักจัง ไม่เหมาะกับการนอน คนเดียวเลย
เป็นห้องที่ตกแต่งได้ น่ารักมากๆ ครับ น้ำตาล ตัดด้วยสีเขียว รักอะ..ไม่อยากไปไหนเลย อยากแต่จะนอน อยู่ในห้อง
แถมที่พักเราอะ ติด 7-11 ด้วยนะ

แถมมีครัว ห้องอาบน้ำ เครื่องซักผ้า อะไรพร้อมเลยหละครับ คือดีย์ มากๆๆ

ห้องน้ำญี่ปุ่นครั้งแรกมันจะงง หน่อยนะ ปุ่มอะไร ไม่รู้เยอะเกิ๊น …

เก็บข้าวเก็บของ แล้วออกไป สำรวจ เมือง Koriyama กันดีกว่าครับ

เมือง Koriyama (โคริยะมะ)
เมืองนี้ถ้าดูในแผนของการรถไฟแล้ว เมืองนี้เหมือนจะเป็นจุดเปลี่ยนรถไฟ ชินคันเซ็น เพื่อไปรถไฟชานเมือง ตามที่ต่างๆ ครับ
ไม่ว่าจะไป เมือง Aizu-wakamatsu  เมือง อิวะกิ หรือจะต่อรถไฟ ไปภูมิภาคอื่น
แต่ที่นี่ อะเป็น เมืองศูนย์กลางหลักในภูมิภาคนะกะโดริ จังหวัดฟุคุชิมะ แต่เรื่องสาระเอาไว้เถอะ ตอนนี้อะหิวมากๆ ครับ

ดูเหมือนว่า Down town ของเมืองเนี่ย จะอยู่ตรงที่สถานีรถไฟครับ ก็ไม่ว่าจะเป็นห้าง ผับบาร์ ร้านอาหาร หรือแห่งซ้อปปิ้ง
กิ๊บเก๋ เค้ารวมไว้ตรงนี้หมดเลยครับ

เราชอบความเป็นญี่ปุ่นจังครับ ถึงแม้ว่าจะเป็นซอยเล็กๆ รถไม่มี จะเดินข้ามเลยก็ได้ แต่ถ้าไฟแดง
คนส่วนใหญ่ที่นี่จะหยุดเพื่อรอไฟเขียว เพื่อข้ามทางม้าลายครับ บอกเลยทางม้าลาย ที่นี่ ปลอดภัย 1000 % ครับ

ก็เดินเตร่ กันไปสักพัก จะกินร้านไหนดีหว่า แล้วจะสั่งเค้ายังไง เค้าจะฟังอังกฤษรู้เรื่องไหม
งั้นเอาร้านนี้ หละกันมันพอน่าจะมีรูปบ้าง สั่งไม่เป็นก็ชี้ๆ หละกัน
เดินเข้าไป อย่างมั่นใจ Do you have menu ?  แล้ว พนักสาวสวยก็บอกว่า !%@#^$&%)#_@+#$%#!
แล้วก็ชี้ไปที่ตู้ .. เราก็อ่อ ฮ่าๆๆ ทำไมกรุโง่ อย่างนี้เนี่ย ฮ่าๆๆ

สบายครับ มีเมนูภาษา อังกฤษครับ ดูรูป อยากกินอันไหน เลือกแล้วหยอดเหรียญ หยอดเงินกันเลยครับ

เราก็ได้ เมนูนี้มาครับ อร่อย เลยหละ !!!  ค่าอาหาร มื้อนี้ 750 เยนครับ

แต่วันนี้ เบียร์ ญี่ปุ่นเรายังไม่ตกถึงท้องเลยนะ ฮ่าๆ จัดสักหน่อยเด่ะ

งั้นเอาร้านข้างทางร้านนี้หละ เดินไป Beer this one !! ฮ่าๆ

ก็ได้หอย ป้าเค้าบอกว่า ไผ่ไห อะไรนี้หละครับ เราก็ฟังไม่ออก
อะไรไม่รู้มา แกล้มกับเบียร์  อย่างอร่อยอะ

 

แล้วก็สั่งนู้นนี้นั้น มากินครับ ไก่ทอด หอย ปลาหมึก มันอร่อยจนกินเพลินครับ มื้อเลยโดนไป 3,600 เยน

 


 

 

 

ค่ำคืนนี้ลากันไปก่อนครับ พรุ่งนี้เราต้องเดินทางกันแต่เช้าครับ

 

วันที่ 2 ของการเดินทาง วันนี้ เราต้องเดินทางไกลกันหน่อยครับ
เพื่อที่จะไปใช้ชีวิตแบบคนญี่ปุ่นจริงๆ กันที่หมู่บ้านที่มีชื่อว่า Showa
เราออกจากบ้านพัก 8 โมงเช้าเลยครับ เพราะดูตารางรถไฟ วิ่ง 8.45

เราก็เดินไป สถานีรถไฟ Koriyama เลยครับ  ซื้อตั่ว แล้วก็ขึ้นรถไฟกันเลยครับ
รถไฟที่นี่มาตรงเวลาเป๊ะครับ  ปลายทางของเรา อยู่ที่ Aizu-Kawaguchi ครับ
แต่ต้องไปเปลี่ยนสถานีรถไฟ ที่ AIZU-WAKAMATSU  ครับ


รถไฟดี วิวสวยครับ

เราใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จาก Koriyama มายัง Aizu-wakamatsu

 

ตอนนี้ หิวมากๆ ครับ เราไปหาอะไรกินก่อนไหม ก็เดินออกจากสถานีรถไฟเลยครับ
ข้างสถานีรถไฟ เหมือนจะมีร้านราเมงอยู่ครับ

 

รสชาติอร่อย เหมือนเดิมครับ หนาวๆ แบบนี้ กินอย่างนี้ มันอย่างฟินครับ

เราไปเปลี่ยนสายรถไฟ เป็น JR Tadami Line ไปยัง สถานี AIZU-KAWAGUCHI 
**อยากจะบอกว่า รถไฟที่นี่ มาตรงเวลามากๆ ครับ 13.07 คือ 07 ไม่มี 13.08 13.09 เลยนะ
13.07 นี่คือเวลารถไฟออกนะไม่ใช่เวลารถไฟถึง มาช้า 4-5 วินาที มีตกรถไฟ อะ
เราใช้ เว็บนี้ เพื่อดูเวลาและวางแผนการเดินทางครับ http://www.hyperdia.com/
ตามสถานีรถไฟ บางสถานี ไม่มีป้ายภาษาอังกฤษบอกชื่อสถานที่เลย มันก็จะงงๆ หน่อย
ว่าขึ้น ชานชาลาไหน แนะนำให้ดูที่เวลาตามเว็บเลยครับ
สมมุติว่ารถไฟ ไป AIZU-KAWAGUCHI ออก 13.07
ดูว่า ชานชาลาไหน ออก 13.07 ก็ไปยืนรอตรงนั้นแหละครับ
หรือถ้ายังรู้สึกงงอีก ก็ถามเจ้าหน้าที่ได้เลยครับ ยื่นตั๋วให้เค้าดู
ถึงแม้เค้าจะพูดหรือฟังอังกฤษไม่ได้ แต่เค้าก็ให้ความช่วยเหลืออย่างดีครับ

 

สถานีรถไฟ AIZU-WAKAMATSU

 

พอออกเมือง วิว เริ่มเปลี่ยนครับ บรรยากาศเริ่มแปลกตาขึ้นเรื่อยๆ ครับ

ผ่านหมู่บ้านนู่นนี่นั่นครับ สวยงามมาก

มีลุงกับป้า เค้ากุ๊กกิ๊กๆ น่ารัก มากๆ ครับ

และนี้ก็คือ รถไฟ สาย Tadami Line ที่ใครหลายๆ คนหลงรักครับ
เพราะรถจะวิ่งผ่านข้างแม่น้ำ Tadami นี้หละครับ ซึ่งวิวมันสวยมากๆ ครับ

และเราก็ใช้เวลาประมาณ เกือบๆ 2 ชั่วโมงในการเดินทางครับ
ตอนนี้เรามาถึงกันที่สถานีปลายทาง ก็คือ AIZU – KAWAGUCHI ตอนนี้เป็นเวลา 14.55
รออะไรล่ะ ต้องรีบไปต่อรถประจำทางไง เค้าบอกว่ามีแค่ 3 รอบต่อวันเท่านั้น  ที่จะเข้าหมู่บ้าน Showa
ถ้าตกรอบนี้รอยาวแน่ๆ อย่ามั่วแต่ถ่ายรูป เราออกไปรอรถประจำทางกันดีกว่าครับ

นี้เราเป็นคนไทย คนแรก ที่มาสถานี AIZU – KAWAGUCHI ของเดือนนี้ ด้วยหละครับ ฮ่าๆๆ

ก็ถาม ลุงเจ้าหน้าที่ ว่า ไอ นีด โก ทู โชวะ ลุงเค้าก็ทำหน้างงๆ
เราก็เลยเปิดรูปพร้อมภาษาญี่ปุ่นให้ดู ลุงก็ โอ๊ะๆๆ โชวะ
แล้วก็ชี้ไปที่หน้าสถานีรถไฟ พร้อมเขียนในกระดาษว่า 15.33
เราก็เดาว่ารถน่าจะมาตอนนั้น
อย่างที่บอกครับว่ารถที่ไปโชวะ ที่เราได้ข้อมูลจากการคุยผ่านอีเมล์เค้าบอกว่ารถมีแค่ 3 เที่ยวนะ
คือ รอบ 8.23    15.33   19.03  บางวันถ้าหิมะตก รถอาจจะไม่วิ่ง
หรือวิ่งแค่รอบเดียวเพราะทางอันตราย และต้องขึ้นเขา
โอเคครับ เรารอรถกันแปป

รถมา 15.33 เป๊ะ เลยครับ ตรงเวลาเหมือนรถไฟเลยครับ
การขึ้นรถประจำทางที่ด้านหน้าคนขับ จะมีตั๋วให้ดึงเป็นตัวเลขครับ
แล้วก็จะขึ้นราคาตามระยะทางที่ขึ้นบอกด้านหน้าครับ สมมุติ เลข 1 ขึ้นตรงนี้
ราคา 230 เยน พอขับไปสักระยะราคามันก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ครับ

ผ่านวิวทิวเขาไปเรื่อย ขึ้นเขาไปเรื่อยๆ
อยากบอกว่าสองข้างทางมันสวยมากๆครับ
แถมทั้งรถ มีกันแค่ 3 คน VIP ไปอี๊กกกก

คนก็เริ่มลงกันไป เรื่อยๆ จนลุงคนขับถามว่า @$$!%*&^#&$@*&$)%^+^)#^_#+
ชิบหายหละ !!! คำถามในใจคือลุงแกว่าอะไรวะ 555
เราก็เดินไปเปิดรูปให้ลุงดูว่าจะลงที่นี่นะ (เปิดบ้านที่พักให้ดูอะครับ)
ลุงแกก็ !#@&#$*@($_%)_^_&+&= เอาหละ งานเข้าแล้วพูดอะไรวะ
โชคดีครับที่บนรถยังมีน้องเด็กนักเรียนอยู่ น้องเค้ายังพอฟังอังกฤษรู้เรื่องบ้าง
เราก็บอกว่าจะไปลงตรงนี้ เค้าก็ไปคุยกับลุงคนขับอะไรสักอย่างที่เราก็ฟังไม่รู้เรื่อง

ก็ได้ความว่า ลุงเค้าถามว่า จะไปลงไหน มีที่พัก หรือยัง
แล้วที่พักตรงนั้น รถมันไปไม่ถึงนะ จะไปยังไง ให้ลุงไป ส่งไหม ?
ประมาณนั้นครับ คุยผ่าน google translate กับน้อง ต้องขอบคุณน้องที่ช่วยเหลือเราครับ
แต่บอกก่อน พอเข้าไปลึกๆ สัญญาณอินเตอร์เน็ตเริ่มไม่ดีแล้ว เผลอๆ จะไม่มีด้วย ถ้าจะมารีบคุยก่อนเลย 555

ความโชคดี ยังไม่หมดครับ พอดีพี่อูซู ที่จะไปพักกับเรา
ขึ้นรถรอบเดียวกับเราพอดี คนที่เราคุยผ่าน E-mail นี่แหละครับ
โอ้ยยยย รอดตายแล้วพี่เค้าพอพูดภาษาอังกฤษได้บ้างครับ
เค้าบอกว่าเค้าจะพาไปคาเฟ่ก่อน เดี๋ยวค่อยไปห้องพัก
ค่ารถจากสถานีรถไฟ Aizu-Kawaguchi มาถึงที่นี่ อยู่ที่ 1290 เยนครับ ลงหน้าคาเฟ่ เลย

 

คนไหน ไม่ใช่คนญี่ปุ่น ฮ่าๆๆ
พี่เค้าก็ขอเก็บภาพไว้เป็นความทรงจำ
และพี่เค้าไปเขียนเรื่องราวของเราลงบล็อกของเค้าด้วยนะครับ
ลองไป อ่านกันดู 55  http://zinento.exblog.jp/28247238/
เพราะเค้าไม่เคยเห็นคนไทย มาพักที่นี่เลย !!

นี่คือบ้านพักของเราครับ Tomarigi คืนละ 6400 เยน
พร้อม อาหาร เย็นและ อาหารเช้า
ที่นี่เป็นบ้านของคนญี่ปุ่นจริงๆ เลยครับ อารมณ์เหมือนโฮมสเตย์บ้านเรา
แต่เสียดายครับว่าที่นี่มืดเร็วมากๆ 5 โมงกว่านี่มืดเหมือน 4 ทุ่มเลยครับเลย
ไม่ได้ไปสำรวจอะไรกันเลย แถมอากาศก็หนาวมากๆ ครับ นั่งอยู่บ้านเฉยๆดีกว่า

** ที่นี่เราเคยเห็นว่าในการ์ตูนหรือซีรี่ย์ญี่ปุ่น เป็นอย่างไรที่นี่เป็นแบบนั้นเลยครับ
เราได้พักในบ้านของคนญี่ปุ่นจริงๆ กิน นอนและเรียนรู้วิถีชีวิตของคนที่นี่..
ด้วยความเป็นญี่ปุ๊นญี่ปุ่น เลยทำให้เจ้าของบ้านที่เราไปพัก
เค้าพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย แต่พอเค้ารู้ว่าเรามาจากไทย
ด้วยความน่ารักเค้าก็ลงทุนไปซื้อ ดิกชันนารี่สำหรับแปลญี่ปุ่นเป็นไทยมา
เพื่อที่จะมาคุยกับเราเลยนะเป็นอะไรที่เราเจอครั้งแรกแล้วรู้สึกแบบว่า
โอ้โหวว เค้าใส่ใจเราขนาดนี้เลยเหรอ บ้านพักที่เราพักนั้นมีชื่อว่า “Tomarigi”
ซึ่งเราจองผ่าน E-mail ที่หาเจอจาก Google Map แต่เค้าก็ส่ง E-mail
ตอบกลับมาเร็วมากๆ นั่นเป็นเหตุที่ทำให้เราได้มาสัมผัสบรรยากาศที่นี่ Shōwa

นี่คือที่นอนของเราครับ ในห้องนี้ไม่มีฮีทเตอร์ด้วยนะครับ แต่ก็มีฮีทเตอร์ภูมิปัญญาชาวบ้าน แบบ
เค้าจะใส่ถุงน้ำร้อนมา แล้วเอามาใส่ใต้ผ้าห่มอีกทีหนาวไม่หนาวดูจำนวนผ้าห่มแล้วกัน ฮ่าๆ
เรานอนกับพี่อูซู 2 คนครับ

ป้าเค้าก็เรียก มากินข้าวครับ มาถึงเรานี้อึงเลยย อยากจะถามเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า
ป้าห่ะ ทำไม มีแต่ผัก ผมจะกินยังไง ฮือออออออ
เราก็หันไป ถามพี่อูซู ว่า What is this? พี่อูซู ก็เปิดดิก ชี้ให้ดูนี้คือ เครื่องเคียง กับแกล้ม

รอดตายครับ 55555 คือผักที่เตรียมมาเค้าเอาไว้กินกับเส้น ราเมง นี่แหละครับ
ถึงมันจะธรรมดา แต่มันอร่อยอย่างบอกไม่ถูกครับ ที่ยากก็คือตอนใช้ตะเกียบนี่แหละ ฮ่าๆๆ มันจะลื่นไปไหน

นี่คือพี่ชาย อูซู อย่างที่เล่าไปก่อนหน้านี้ พอเค้ารู้ว่าเราเป็นคนไทย พี่แกซื้อ ดิก ญี่ปุ่น – ไทย เพื่อที่จะมาคุยกับเราเลยครับ
และนี่ก็คือบ้านพัก ที่เราพักกันครับ คืนละ 6400 เยน ซึ่งเราจองผ่าน E-mail otayori@toaruyado.com เพื่อที่จะจองที่พัก
หรือ เว็บนี้ก็ได้ http://www.toaruyado.com/ เค้าตอบกลับเร็วมากๆ

พี่อูซู บอกว่า นี่ ผักกะกาด ถั้ว ฟากทั่ง ในดิก เราเดาว่าน่าจะมี คำอ่าน ภาษาญี่ปุ่น เป็นไทยครับ
ถึงแม้ว่าจะคุยกันลำบาก ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง แต่เราก็คุยกันได้สบายบรื๋อ สนุกดีครับ ฮ่าๆๆ

อะไร หมดป้าแกเติมให้ตลอดครับ เติมแบบ อัลลิตมิต จริงครับ
จนเราต้องบอกว่า I’m full ป้าก็งง แล้วก็ลูปทีท้อง พี่อูซู ก็เปิด ดิก แล้วบอกว่า อิ่ม อิ่ม แล้วชี้มาที่เรา
แล้วก็บอกป้าว่า $!@#^&#$&  ป้าก็ อ่ออ่อ

 

เราปิดท้ายด้วย ไข่ตุ๋น สูตรพิเศษ จากป้าครับ อร่อยมากครับ หนาวๆ แบบนี้กินอะไรร้อนๆ อร่อยหมด

ดิกอีกเล่มของพี่อูซู อันนี้มีรูปภาพง่ายกว่าเยอะ เค้าให้เราเป็นของฝากด้วยนะ 555 เล่มนี้อะ
ยังไงค่ำคืนนี้ ก็ลากันไป ด้วยการไม่อาบน้ำละกัน หนาวววโว้ย
พี่อูซูบอกว่า พรุ่งนี้เราต้องตื่น 6 โมงเช้ามากินข้าวนะเพราะรถออก 7 โมง

เรารีบตื่นเพื่อที่จะออกมาดูบรรยากาศเช้าๆ ของที่นี่ นอกจากที่นี่มืดเร็ว พระอาทิตย์ยังขึ้นไว อีกด้วยครับ
นี่ตี 5.40 กว่าๆ เอง อุณหภูมิประมาณ 2-3 องศาได้ครับ

บรรยากาศ ยามเช้าของที่นี่ อะ หนาวมากกกกกก  0 องศา มั้งเนี่ย !!!

ปกติถ้าจะสัมผัส วิวหมอกหนาๆ แบบนี้ คงจะต้องขึ้นเขาขึ้นดอยกัน แต่ที่นี่แค่เปิดประตูบ้านมาก็เจอเต็มๆ ตาแล้วครับ

 

พี่อูซู เรียกเราไปกินข้าวเช้าครับ ป้าคงเห็นเราไม่ชอบกินผักมั้ง
เลยไม่ทำเมนูผักให้ จัดให้แต่ราเมงจานใหญ่ พร้อมไข่ตุ๋น อย่างนี้สิแจ่ม
ป้าให้ของฝากเราเป็นเส้นราเมง ให้มา 3 ห่อ แจ่มๆ เลย

โยเกิร์ตท้องถิ่นอร่อยมากๆๆๆ
น่าจะทำมาจากนมวัว เราเห็นเป็นขวดๆ
แล้วก็เอาเบอร์รี่สดๆ โรยหน้า อย่างเด็ดครับ

 

อีกหนึ่งความรู้สึกดีๆ ที่เราได้รับเลย คือป้าเค้าเดินมาส่งเราขึ้นรถเหมือนส่งลูกขึ้นรถโรงเรียน
เหมือนที่เราเคยเห็นภาพในหนังหรือในการ์ตูนเลยครับ ป้าเค้ายืนโบกมือให้เราจนสุดสายตาเลยครับ
มันทำให้เราไม่อยากจะจากไปยังไงก็ไม่รู้ครับ บอกกับตัวเองว่าจะกลับมาที่นี่อีกแน่นอน

พี่อูซูบอกเราว่าหมู่บ้านนี้มีคนประมาณ 500 คนได้มั้ง
ซึ่งน้อยมากๆ ครับ ถึงว่าทำไม หมู่บ้านนี้ ถึงเงี๊ยบเงียบ
 

ไว้กลับมาใหม่น๊า
T T ไม่อยากกับ ป้ายัง โบกมือให้อยู่เลย
คิดถึงหนังเรื่อง คุณยายผมดีที่สุดในโลก
เคยดูไหมครับ น้ำตา แตก
 

ร้านคาเฟ่ที่เราไปนั่งเมื่อวานเค้ารอส่งเราด้วย พี่เค้าพูดเป็นภาษาไทยว่า โชคดี โชคดี
รูปเรา ก็อยู่ใน BLog พี่เค้า
http://zinento.exblog.jp/28247238/

รถประจำทางคันเดิม กับลุงคนเดิม หรือว่ารถที่หมู่บ้านมีคันเดียวแล้ววิ่งวน
ขากลับก็มี3 รอบ เหมือนกันครับ
7.00 11.00 17.30 ขึ้นต้นทาง คือ เลยร้านคาเฟ่มาหน่อยนึงครับ

เอาหละครับ  !!!
การเดินทาง ของเรา เดินทางมาถึงวันที่ 3 แล้วแล้ว
ปลายทางของเราวันนี้ อยู่ที่เมือง Aizu-Miyashita หรือ เมือง มิยาชิตะ


เมืองมิยาชิตะ เป็นเมืองระหว่างทาง Aizu-Kawaguchi กับเมือง Aizu-wakamatsu ครับ
ซึ่งเมืองนี้ ใครๆ หลายๆ คนมาเพื่อที่จะถ่ายรูปกับรถไฟ สาย Tadami
แต่เราตั้งใจจะนอนกันที่นี่ 1 คืนครับ แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเมืองนี้มีอะไรเที่ยวด้วยมาแบบไม่มี แผนใดครับ ฮ่าๆ
เราใช้เวลาเดินทางจาก เมือง Kawaguchi มายัง มิยาชิตะเนี่ย แค่ ครึ่งชั่วโมงเองครับ

จริงๆ ได้ ที่พักที่นี่ โดยการคุยจากที่ ไทยครับ โดยคุยผ่าน ศูนย์การท่องเที่ยว ของเมือง มิยาชิตะ ครับ
ว่าที่นี่มี ห้องพักไหม?  ผ่านที่นี่หละ https://www.facebook.com/okuaizu.mishima/ 

โดยพี่เค้าก็จองห้องพักให้เราเลยครับ ในราคา 4800 เยน ไม่รวมอาหารเย็นกับเช้านะ
เราคิดว่ากะว่าจะมาหาปิ้งย่างอะไรกินกันที่เมืองนี้น่าจะฟิน (ที่ไหนได้ไม่มี ฮ่าๆๆ)

แต่ห้องพักถือว่าใช้ได้เลยนะครับ มีฮิตเตอร์ด้วยหละ

มีออนเซน ให้แช่ด้วยนะ ป้าเค้าจะทำน้ำไว้ให้ 2 เวลาคือ เช้า กับ ดึกๆ
เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราว่า ไปเดินสำรวจเมืองกันดีกว่าครับ  กับเมือง มิยาชิตะ

นี้คือศูนย์บริการนักท่องเที่ยวประจำเมืองครับ แต่ที่แปลกใจคือ มนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตหายไปไหนกันหมด
แทบจะไม่มีคนเดินเลยครับ หรือว่าเค้าไปทำงานกันหมด แอบสงสัย

ร้านตัดผมครับ น่าจะใช่นะ

เนี่ยไม่มีคนจริงๆ ผมตั้งกล้องถ่ายกลางสีแยก เดินสบายเลยครับ

ก็นึกขึ้นได้ ว่าวันนี้ เรามีภาระกิจ ที่จะต้องไปตามถ่ายรถไฟสาย Tadami ตามจุดต่างๆ ครับ
เราก็เดินขึ้นไปตามที่ Google Map บอกเลยครับ

เดินไปตามถนนเรื่อยๆ ครับ ในแผนที่เขียนไว้ว่า 4 กิโล น่าจะเดินได้เรื่อยๆ ครับ

เอ่ๆๆๆ ใช่หรอหว่ะ ทางนี้หรอ ทำไมรู้สึกว่าเดินออกมา ยิ่งห่างทางรถไฟ เราก็เปิด Google map ดูอีกครั้งครับ
สรุปว่า…. เดินทางผิดจริงๆ ด้วย ฮ่าๆๆ คือมันต้องเดินไปตามถนนที่รถวิ่งเลยครับ แล้วเรามาเดินตรงนี้ทำไมเนี่ย

แต่ข้างถนนเดินสบายครับ ไม่มีรถวิ่งผ่านเลย แต่ก็แอบชันนิดหน่อยครับ แต่ด้วยที่อากาศมันดี เย็นเบาๆ เดินยังไงก็ไม่ร้อน

เดินมาเจอตู้กดน้ำ เอาสักหน่อย อยากลองน้ำแปลกๆ มานานละ แต่ก็ไม่มี ฮ่าๆ
เราก็เดินมากันต่อครับ จนเจอที่นี่ ..

 

เหมือนจะเป็นศูนย์อาหารข้างทาง ระหว่างการเดินทางไปชมจุดต่างของ Tadami ครับ
โอเคครับ เราดูเวลาจากต่างรถไฟ รถไฟมาเวลาประมาณ 13.03 น่าจะยังทันอยู่
ขอไปหาอะไรกินหน่อยแล้วกัน ส่วนใครจะไปจุดชมต่างๆ เราแนะนำ ตั้ง GPS แล้วมากันที่นี่ก่อน

ส่วนใครที่จะมาถ่ายรถไฟ รถไฟจะวิ่งผ่านจุดชมวิวต่างๆ เวลาประมาณนี้หละครับ

Aizu-hinohara Station – Aizu-nishikata Station

07.21 – 07.25 / 09.03 – 09.07 / 14.21 – 14.25 /  18.12 – 18.16 / 20.57 – 21.01 / 20.57 – 21.01 / 22.56 – 22.59

Aizu-nishikata Station – Aizu-hinohara Station

06.01 – 06.05 / 07.37 – 07.41 / 09.15 – 09.19 / 13.03 – 13.07 / 15.57 – 16.01 / 19.39 – 19.43

 

มื้อโดนไป 850 ครับ ทำไมกินร้านไหนมันก็อร่อยเนี่ย !!!

โอเค ได้เวลาไปถ่ายรถไฟกันละ

ก็เดินเลยขึ้นไปนิดเดียวครับ เดินตามป้ายไปเลย จริงๆ เค้ามีอีกหลายจุดนะครับ แต่เราไป จุดเดียวนี้หละ

 

แค่นี้วิวก็สวยแล้วครับ แล้วนั้น ก็คือ สะพานที่รถไฟสาย Tadami จะวิ่งผ่านครับ ตอนนี้คือเราต้องรอเวลา 13.03 ตามที่เค้าบอก

ก็นั้นหละครับ มาแวปเดี่ยว ฮ่าๆ แต่เราก็ได้ถ่ายกันครับ โอเคครับ เราเดินทางกลับบ้านพักกันดีกว่าครับ

 

ระหว่างเดินทางกลับ เราก็นึกได้ว่า ไอ้ตรงที่เราเดินหลงไป มันมีทางรถไฟนี่หว่า
เราลองไปดักถ่ายรถไฟตรงนั้นอีกจุดไหม แล้วก็เจอกันอีกรอบ Tadami

แล้วเราก็ได้ เห็น พระอาทิตย์ตก จากมุมตรงนี้หละครับ คือทำไมตกเร็วมาก 4 โมงนี้ลับขอบฟ้าละ


คือบางทีเราก็สงสัยว่า คนเค้าหายไปไหนกันหมดนะ

เราก็กลับมาที่บ้านพักครับ ด้วยความหิว ป้ามีไรกินไหม ป้าบอกไม่มี จบเลย 55
ป้าเค้าบอกว่าเดี่ยวจะกลับบ้านแล้วนะ เอาอะไรอีกไหม ก็บอกว่าป้าทิ้งน้ำชาไว้ 3 ขวดนะ
ไม่ได้คุยภาษาไทยนะ เราคุยภาษาอังกฤษกับป้า แต่ป้าเค้าก็พูดญี่ปุ่นกับเรานี้หละ
ใบ้มั่วๆ กันไป พอเข้าใจละมั้ง 555

วันที่ 4 ของการเดินทาง 
วันนี้ ปลายทางเราอยู่กันอีกฝั่ง ของจังหวัด ฟุคุชิมะเลยครับ
ปลายทางวันนี้ เมือง Iwaki  อิวากิ ครับ เมืองชายฝั่งทะเลครับ
ก็หวังว่าจะไปดูทะเลกันสักหน่อย เพื่อจะเห็นสาวๆ ใส่ชุดบีกินนี่ เจริญหูเจริญตาหน่อยครับ อิอิ

เราออก เดินทางกันเช้ามากๆ ครับ แล้ววิวที่นี่ มันก็สวยมากๆ ครับ
สถานี Aizu-Miyashita เราต้องต่อรถไฟไปยังสถานี Aizu-wakamatsu แล้วก็ไปเปลี่ยนรถที่ Koriyama ครับ
ซึ่งเรามาถึงเมือง Aizu-wakamatsu แผนก็เปลี่ยนนิดหน่อย แทนที่จะยิงยาวไปอิวากิเลย
เราตั้งใจจะไปดูหมู่บ้านโบราณ Ōuchi-juku ที่ชื่ออ่านยากเหลือเกิน
เพราะดูจากแผนที่ มันไม่ไกลจาก Aizu-wakamatsu เท่าไรครับ จัดการซื้อตั๋วแล้วไปเลยครับ
แต่จะให้แบกกระเป๋าเที่ยวมันก็จะลำบาก แต่ที่นี่มีระบบการท่องเที่ยวที่ดีมากๆ ครับ
ด้านหน้า มี Locker ให้เช่าด้วยครับ Coin Locker  ชื่อมันก็บอกอยู่ว่า Coin ใช้ได้แต่เหรียญ ลำบากเลยครับที่นี่
หาที่แลกเหรียญ แปป

เอาหละ ที่นี่เดินทางสบายครับ เรากำลังจะไป Ōuchi-juku หมู่บ้านโบราณครับผม

จาก Aizu-wakamatsu เราต้องไป ที่สถานี Yunokami-onsen ใช้เวลาประมารณ 40 นาทีครับ

 

รถไฟน่ารักมากครับ ผู้โดยสารก็น่ารัก >//<

เราใช้เวลาประมาณ 40 นาที ในการเดินทางมายัง Yunokami-onsen ครับ เป็นสถานีเล็กๆ น่ารักๆ ครับ

ด้านนอกมีรถแท็กซี่ด้วยครับ แต่เราจะไปรถประจำทางครับ

เดินเลยสถานีมานิดเดียว โดยรถจะมี 8 รอบครับ เวลาตามนั้นเลย แต่ยังไงก็เช็คเวลารถไฟด้วยนะ จะได้ไม่ต้องมารอนาน

 

ค่าโดยสาร 1000 เยน ไป-กลับเลยนะครับ  แล้วก็แถมโปรการ์ด 1 ใบให้ด้วย ดีจริงๆ ครับ

รถขับแบบขึ้นเขาลงเขา ใช้เวลาประมาณ 30 นาที เราก็มาถึง หมู่บ้านโบราณ Ōuchi-juku แล้วครับ

รถประจำทางจะมาส่งเราที่ทางเข้าครับ ส่วนขากลับจะมารับตรงนี้หละครับ

สำหรับที่นี่ เข้าชมฟรีนะครับ แต่ซื้อของกินนี้เสียเงินนะ 55
โออุจิ จูคุ (Ōuchi-juku)
หากย้อนกลับไปประมาณ 1000 กว่าปีที่แล้ว หมู่บ้านนี้ถูกสร้างขึ้นในหุบเขา
ของเมือง Aizu-wakmatsu ที่นี่เป็นที่พักแรมและผู้เดินทางผ่านไปมา เพราะการเดินทางในสมัยก่อน
ถนนหลักที่มีชื่อว่า ถนนชิโมสึเกะ ที่จะต้องเดินทางไปยังเมือง Aizu กับ เมือง Imiji ยังไม่สะดวกสบายนัก
เพราะการเดินทางไปยังเมืองนั้นๆ ต้องเดินเท้าล้วนๆ หมู่บ้าน โออุจิ จูคุ จึงเป็นจุดพักแรมสำคัญ

แต่หมู่บ้าน โออุจิจุคุ เนี่ย ก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ทรงคุณค่าของประเทศ เมืองปี 2524 นี้เองครับ
โดยการบูรณะปรับปรุงใหม่ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งบ้านหลายๆ หลัง ก็กลายเป็นร้านอาหาร ร้านขายของไปแล้ว

และสิ่งที่เราเห็นเลย ก็คือ ร่องน้ำที่น้ำใสมากๆ แล้วเย็นสุดๆ ซึ่งชาวบ้านในสมัยก่อนก็จะนำผัก ผลไม้
หรือเครื่องดื่มต่าง มาแช่แทนการใส่ตู้เย็นนี้หละครับ ไหนลองดูสิ เย็นจริงหรือเปล่าาาาาา

โอ้ยยย เย็นเจี๊ยบ เผลอๆ เป็นวุ้นด้วยนิ ฮ่าๆๆ คนโบราณเค้ามีเบียร์วุ้นกินกันดีๆ แบบนี้นี่เอง

และนี้ก็คือ โออุชิจูคุ มะชินะมิ เท็นจิคัง  เราสะกดถูกไหม นะ
ซึ่งในอดีตที่นี่เคยเป็นบ้านเหล่า โชกุนและขุนนางจากแคว้นต่างๆ ที่เดินทางผ่านมาครับ
แต่ตอนนี้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ ที่รวบรวมเครื่องใช้ของใช้ อาวุธเยอะเกิ๊น  ค่าเข้า 250 เยน

ศาลเจ้าทะคะคุระ
หรือสุสานเจ้าหญิงสุคุระงิ เค้าบอกว่าที่นี่เป็นที่จัดงานเทศกาลของ โออุชิจูคุ

ไม่รู้เค้าเรียกอะไรครับ แต่อร่อยดีครับ

 

 

เราเดินขึ้นไป ยังจุด View point ของเมืองครับ

รู้สึกเริ่มหิวแล้วครับ ไปหาอะไรกินกันดีกว่า

ฝนเริ่มตกแล้วด้วย อากาศก็เริ่มหนาว ไปหาอะไรร้อนๆ กินกันดีกว่า อย่างราเม็งไรงี้
เมื่อกี้เห็นแว็บๆ มีร้านราเมงที่ใช้เหมือนต้นหอมยักษ์กินด้วยหละ ว่าจะลองร้านนั้นหละ
Do you have menu ?


พ่างงงงงงงงงงงงง  อ่านไม่ออก 5555  เราก็จิ้มอันนี้หละ เค้าถามอะไร ก็ Yes!! Yes!!!
แล้วก็ได้…… ราเม็งมา 1 จาน

แต่ทว่า คือ กรุจะกินอะไรร้อนๆ ไง ปัดโถ่เอ้ยยยย !!!
แต่นี้มันคือราเม็ง เย็น  แบบเย็นเจี๊ยบ เสียวฟันเลยหละ 55555

เรากลับเลยดีกว่า เพราะดูตารางรถไฟ มี รอบ 15.04 กลับรอบรถ บ่าย 2 ละกัน

 

ฝนกำลังตกเลยครับ บรรยากาศดีมากๆ
ส่วนข้างในสถานี ก็สวยไม่แพ้กันครับ มีป้าอยู่คนหนึ่ง เป็นทั้งเจ้าหน้าที่ และ ร้านค้า

พอใกล้ถึงเวลา ป้าเค้าก็เรียกไป ขึ้นรถไฟครับ ซึ่งวิวข้างนอกนี่แบบว่า Wow !!!

โอ้ยพลาด เพิ่งเห็น Onsen ครับ ชื่อสถานีเค้าก็บอกอยู่ว่า YUNOKAMI-ONSEN  ทำไมเพิ่งคิดได้ มันต้องมีสิ

เรากำลังเดินทางกลับเมือง AIZU-WAKAMATSU  เพื่อไปยัง Iwaki จุดหมายปลายทางของเราวันนี้

เจอสถานีแมวด้วยหละ คือ แมวเต็มสถานีอะ ไม่รู้สถานีอะไร แต่มันช่างน่าแวะเหลือเกิน

 

เรามาถึง AIZU-WAKAMATSU  ประมาณ 4 โมงกว่าครับ แต่ทำไม เรารู้สึกว่าเมืองนี้มันน่าเที่ยวมากๆ เลยครับ
แต่เวลาเรามีจำกัดมากๆ แต่ก็แอบเห็น มันมีรถประจำทางวิ่งรอบเมือง เราลองไป ทำความรู้จักกับเมืองนี้ สั้นๆ
ด้วยการนั่งรถรอบเมืองละกัน

เราใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงนิดๆ ครับ ในการนั่งรถรอบเมือง AIZU-WAKAMATSU 

ค่ารถรอบเมืองคือ 220 เยน ตลอดสายครับ
เอาหละครับเราเดินทางไป Iwaki กันดีกว่าครับ จากเมือง AIZU-WAKAMATSU เราต้องไปเปลี่ยนขบวนรถที่ Koriyama ครับ

เราใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง มาถึงกันที่ Koriyama  ครับ

ตอนนี้ เป็นเวลาทุ่มครึ่ง ซึ่งคนเยอะมากๆ ครับ

 

เราใช้เวลา จาก Koriyama มายัง Iwaki ประมาณ 1 ชั่วโมง 45 นาที ครับ ซึ่งมาถึงก็ 3 ทุ่มกว่า มืด มากๆ แล้วหละครับ
เราไปห้องพัก พักผ่อนกันดีกว่าครับพรุ่งนี้เดินทางแต่เช้าเลย

 

 

นี่คือที่พักของเราครับ  Creston Hotel  คืนละ 8,780 เยน พร้อมอาหารเช้าครับ
ไกลจากสถานีรถไฟพอสมควรครับ แต่ตอนนั้นคือราคาที่ถูกที่สุดในคืนนั้นที่เราหาได้ครับ ฮ่าๆๆ


อิวะกิ เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ริมชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก เป็นเมืองตากอากาศของจังหวัดฟุคุชิมะครับ
ซึ่งที่นี่เต็มไปด้วยธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นถ้ำ หรือว่า สวน ป่า ที่นี่เต็มเลยครับ
แต่วันนี้เราตั้งใจจะไปทะเล ชายหาด ดูอะไรเพลินๆ ตาดีกว่าครับ ฮ่าๆๆ

ก็ดูจากในแผนที่ของ Google Map ทะเลมันจะอยู่ประมาณสถานี Yotsukura ครับ
 

เราใช้เวลาประมาณ 10 กว่านาทีได้ครับ มาถึงกันที่สถานี Yotsukura

 

ก็เดินตามแผนที่ ไป ประมาณ 10 นาที เราก็เจอกับชายหาดครับ
แต่……………………………..

ไหนหละ สาวๆ ไหนหละคน  .. เจอแต่ลุงนั่งตกปลาอยู่เนี่ย

ก็อย่างว่าหละครับ หน้าหนาว อากาศ 4-5 องศา อย่างนี้ ใครเค้าจะมานอนอาบแดดกัน ฮ่าๆๆ

งั้นไม่เป็นไรครับ เราพากันไปอีกที่ครับ ก็คือ อความารีน ฟุคุชิมะ เป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ
นั่งรถไปไม่ไกลครับ จากสถานี Yotsukura ไปยัง Izumi ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีได้ครับ
แต่ต้องกลับมาเปลี่ยนขบวนรถที่ Iwaki นะครับ

ลงจากสถานีมาก็มาต่อรถประจำทางครับ ก็ถามเค้าพร้อมยืนรูปให้ดู ว่าจะไปที่ อความารีน


นั่งไปได้สัก 10 นาที ลุงคนขับก็บอกให้ลงตรงนี้ แล้วเดินไป ค่ารถ 330 เยน ครับ
ให้สังเกตห้างใหญ่ๆ ที่ชื่อ AEON เดินข้ามแยกมาสัก 2 แยก ก็ถึงครับ

ก็เดินไปซื้อตั๋วกับพี่สาวคนสวย ในราคา 1800 เยนครับ
แล้วก็เดินไปตามทาง

นี้แค่ทางเข้าอลังการมากครับ ที่นี่เค้าก็รวมสัตว์น้ำสัตว์ทะเลที่หาดูยาก จากทะเลแถบนี้มาให้ดูนี้หละครับ

เดินมาถึงตรงนี้ เสียงอุ๋งๆ นี้ ดังสนั่นหวันไหว เลยครับ

ปลาแปลกๆ ปลาหายาก เจอกันที่นี่หละครับ

 

ละนี้ก็คือที่มาของเสียงอุ๋งๆ ที่ดั่งมากๆ จากข้างนอก ก็คือ เจ้าแมวน้ำนี้หละครับ ที่พี่เค้ากำลังโชว์การให้อาหาร

เอาหละครับ เต็มอิ่มกับการดูเรื่องราวของสัตว์ใต้ทะเลกันแล้ว กลับบ้านกลับห้องเราดีกว่าครับ แต่ที่นี่ทางออกอย่างงง

มันเหมือนเขาวงกต ยังไงก็ไม่รู้ แต่เราเดาว่าเค้าน่าจะทำทางเดิน แบบว่าให้เดินไปทั่วที่นี่ก็เป็นได้ครับ

ก็เดินกันมาจนถึงทางออก เค้าจำลองเหมือนชายฝั่งทะเลเลยครับ สวยดีครับ

ก็นี่หละครับ คือ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำฟุคุชิมะ Aquamarine Fukushima

นอกจาก รถไฟ ที่นี่ตรงเวลาแล้ว รถประจำทาง เค้ายังตรงเวลามากๆ ด้วยหละครับ

 


เราก็นั่งกลับ สถานี  Izumi Station เพื่อที่จะกลับห้องของเราที่ Iwaki ครับ

มืดพอดีครับ เริ่มหิวด้วย ว่าแต่ ตั้งแต่มากัน 5 วันเนี่ย ปิ้งย่างยังไม่ตกถึงท้องเลยครับ
แล้วเมือง Iwaki นี่ เราแอบเห็นร้านปิ้งย่างเยอะมากๆๆๆ  วันนี้ขอสักร้านเถอะ
ตามคำเรียกร้องของหัวใจ 555

อย่าถามเรื่องชื่อ ร้าน เพราะเราก็อ่านไม่ออก แต่ร้านจะ อยู่แถวๆ สถานีรถไฟ Iwaki  นี้หละครับ
มีหลายร้าน ให้เลือก เลือกกันตามสบายเลยนะครับ แต่เราเลือกร้านนี้หละ เพราะแก้วอาซาฮี มันเด่นดี 555

ร้านจะเป็นแบบว่า ทำทีละอย่างแบบสดๆ ครับ ไม่ว่าจะสั่งเนื้อ สั่งอะไร เค้าจะหยิบมาหั่นให้ดูกันสดๆ ต่อหน้านี้หละครับ

 

มื้อนี้โดนไป  4790 เยน ฮ่าๆๆ

จากนั้นเราก็เดินเตร่กันอีกหน่อย ไปเจอเจอกับซอย คล้ายๆ ข้าวสารบ้านเราครับ
เลยแวะเข้าไปดูกันสักหน่อย

ร้านจะอยู่ซอย ใกล้ๆ กับทางรถไฟครับ เดินมานิดเดียว มีร้านคนไทยด้วยหละ โชคดีเจอคนไทย
รู้ได้เหล่าได้โม้อย่างถูกปากเลยครับ 55
เราไม่ขอรีวิวอะไรต่อจากนี้ เพราะจำ อะไรไม่ได้เลย 55555

 

เช้าวันรุ่งขึ้นเราก็นั่งรถไฟ จาก อิวะกิ กับ โตเกียวเลยครับ
ด้วยรถไฟสาย LTD. EXP HITACHI 14 ซึ่งสามารถใช้ JR Pass ได้ หมดพอดี 5 วัน 5555
ซึ่งเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงได้ครับ

 

เที่ยวมาหลายวันไม่หลง มาหลงกันที่ สถานีโตเกียวนี้หละครับ คือแบบ งง มาก หลงมาก
เพราะมีหลายซอย หลายมุม แหล่งช็อปปิ้งต่างรวมอยู่ในสถานี นี้หมดเลยครับ

 

ก็นี้นะครับคือเรื่องราว 6 วัน 5 คืนของเรา
เอาเป็นการเดินทางมาญี่ปุ่นครั้งแรกของเรา มันรู้สึกประทับใจมากๆ
ไม่ว่าจะเป็นบ้านเมือง ผู้คน วิว หรือจะอาหาร และที่สำคัฐเบียร์อร่อยและถูกมากครับ
ไม่แปลกใจเลยทำไมคนถึงรักประเทศญี่ปุ่น  เพราะการมาครั้งแรกบอกเลยว่ารักหมดหัวใจ
และการที่เลือกมาจังหวัด ฟุคุชิมะ ก็ถือว่าเป็นการเปิดประสบการณ์ ที่ดีมากๆ ครับ
เพราะน้อยคนที่จะรู้จักเมืองนี้ แต่ก็เสียดายเวลาเราน้อยไปหน่อย ยังไงก็ขอบคุณของมูลดีๆ จาก welovefukushima 

ต้องกราบขออภัยด้วยนะครับ หากข้อมูลของเราผิดพลาดประการใด
ยังไงก็ติดตาม ทริปต่อไป ของเราได้ ที่เพจ : ไม่กี่บาท 
https://facebook.com/maikeebaht/

ฝากติดตามรายการเล็กๆ ของเราด้วย ที่.. https://goo.gl/Ki4KUM

IG : https://instagram.com/mr.konr/

 

Rating Chart

5 average based on 1 ratings

  • Excellent
    1
  • Very Good
    0
  • Average
    0
  • Poor
    0
  • Terrible
    0

Hotel

Restaurant

Tips

Trips

dessert

photograph

บทความที่เพิ่งดู

10/11 : ปั่นจักรยานเที่ยวในเมือง Tadami แวะส่งท้ายทริปที่วัด Enzo-ji

Fukushima Vibes Part.2 เที่ยวทะเลสาบ Inawashiro ตะลุยสโนว์เฟสติวัลที่ Ouchi-Juku

วางกองงานแล้วออกไปเดินเล่นในสวน listel inawashiro herb garden กันดีกว่า

9/11 : Mishima Town เมืองเล็กน่ารัก และ รถไฟสายโรแมนติก!

[Fukushima Diary] Day 5 : Raining day in Aizu-Wakamatsu

LEAVE A COMMENT

Welovefukushima

Facebook Messenger